โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อ AI สร้างสรรค์งานศิลปะได้ จากข้อมูลและคำสั่งของมนุษย์ แล้วลิขสิทธิ์ควรเป็นของใครกันแน่?

Thairath Money

อัพเดต 23 ก.พ. 2567 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2567 เวลา 08.45 น.
ภาพไฮไลต์

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) หน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยมีความตระหนักและนำ AI ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างเหมาะสมได้สรุปเนื้อหาจากการเปิดพื้นที่ ชวนผู้ที่ใช้ AI สร้างสรรค์ผลงาน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยในหัวข้อ “เจาะอินไซต์ AI ในยุคเติมเต็มงานศิลป์ ใช้อย่างไรไม่ให้ถูกทำลายอย่างประณีต”

เริ่มจาก พิลาวัลย์ บัวงาม รองผู้อำนวยการฝ่ายผลิต บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่นำ AI มาเปิดมิติใหม่ให้วงการทีวีไทยผ่านรายการ Face off แฝดคนละฝา โดยนำเทคโนโลยี Deepfake มาสร้างทั้งภาพและเสียงของบุคคลในวีดิโอให้เหมือนแขกรับเชิญในรายการ

โดยเปิดเผยว่ากว่าจะสำเร็จออกมาเป็นรายการอย่างที่เราๆ ได้ดูนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทีมงานต้องลองผิดลองถูก พยายามเรียนรู้ศักยภาพของ AI และใช้เวลาเตรียมการนานถึง 1 ปี ถือเป็นเรื่องยากและท้าทายของทีมผลิตรายการอย่างมากที่ต้องทำงานกับเทคโนโลยีใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดให้ได้ผลงานที่ออกมาดีและเร็วที่สุดเพื่อให้ทันต่อการนำไปใช้

ขณะที่ทาง นภัสรพี อภัยวงศ์ ศิลปินที่ใช้ AI ช่วยสร้างสรรค์ผลงานและเจ้าของนิทรรศการภาพถ่ายด้วย AI ‘Resonances of the Concealed’ ที่หันมาทดลองใช้งาน AI ในฐานะศิลปินที่ต้องคอยอัปเดตให้ทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ เพราะ AI สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของเจ้าของผลงานที่เป็นคน Generate ได้ออกมาค่อนข้างง่ายและชัดเจน

และสามารถลดข้อจำกัดบางอย่างที่กล้องถ่ายภาพไม่สามารถทำได้ แต่ AI กลับตอบโจทย์ได้ดีอีกด้วย จึงได้ใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายออกมาอย่างต่อเนื่อง และนำมาสู่การจัดนิทรรศการภาพถ่ายด้วย AI ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะเข้ามาช่วยสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างลงตัวในเวลาอันสั้น แต่ในมุมของคนเสพงานศิลป์เองกลับมีคำถามว่าภาพถ่ายที่ถูกสร้างโดย AI ยังเรียกว่าเป็นภาพถ่ายที่ถือเป็นงานศิลปะได้อยู่หรือไม่ และในมุมผู้สร้างสรรค์ผลงานต่างมองว่า วันนี้อาจเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากเพราะเทคโนโลยีและศิลปะยังมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งผลงานศิลป์ที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นนั้นจะมีคุณค่าที่เรียกว่างานศิลปะได้หรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตีความและการให้ค่าของแต่ละคน

และจึงตามมาด้วยคำถามที่ว่าลิขสิทธิ์ของผลงานควรจะเป็นของใคร และในกรณีที่ผลงานจาก AI ไปละเมิดลิขสิทธิ์คนอื่นใครที่ต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีประเทศใดออกกฎหมายห้ามการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในผลงานที่สร้างโดย AI อย่างชัดเจน แต่หลายประเทศเห็นตรงกันว่าลิขสิทธิ์ควรเป็นการปกป้องความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ไม่ใช่คุ้มครองการ Generate ของ AI

ดังนั้น ผลงานที่สร้างโดย AI ที่อาจจะไปแข่งขันกับงานที่มนุษย์สร้างขึ้น จึงไม่ควรได้รับความคุ้มครอง ตัวอย่างเช่นในสหรัฐฯ ที่มีการปฏิเสธความคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่ผลงานที่ถูกสร้างโดย AI เนื่องจากขาดคุณสมบัติ “การถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์” (Human Authorship)

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีบางประเทศที่แสดงท่าทียอมรับและได้ตรากฎหมายยินยอมให้ผู้พัฒนา AI ได้รับการคุ้มครองในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์” เช่น นิวซีแลนด์ อินเดีย และสหราชอาณาจักร หรือ ออสเตรเลีย ที่ได้อนุญาตให้ AI สามารถขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้คิดค้น” สิ่งประดิษฐ์ได้ ภายใต้กฎหมายสิทธิบัตรเทียบเท่ากับมนุษย์

และในมุมของผู้สร้างสรรค์ผลงานต่างมองว่าลิขสิทธิ์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าจะสร้างสรรค์ผลงานด้วยอะไรก็ตาม เพราะแม้ภาพที่ได้จาก AI จะสวยงามน่าทึ่ง แต่ AI ก็ยังคงเป็นแค่เครื่องมือที่ศิลปินเป็นคนควบคุมอยู่เบื้องหลัง และแม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการคุ้มครองลิขสิทธิ์ผลงานที่สร้างขึ้นโดย AI หรือการป้องกันการละเมิดจาก AI จะเป็นอย่างไรต่อไป

แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็ลงความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่ากฎหมายไทยในปัจจุบันยังกว้างพอที่จะดูแลเรื่อง AI ทั้งในมุมของการสร้างสรรค์ผลงานโดย AI และในกรณีที่ AI ไปละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของผู้อื่น แต่ในอนาคตหากจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมาเหล่าผู้เชี่ยวชาญก็มองว่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ เพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ AI สร้างสรรค์งานศิลปะได้ จากข้อมูลและคำสั่งของมนุษย์ แล้วลิขสิทธิ์ควรเป็นของใครกันแน่?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...