โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ทักษิณหลังพ้นโทษ! บารมีเก่าโรยราในโลกการเมืองยุคใหม่

แนวหน้า

เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาพครอบครัวชินวัตรที่ผลัดกันเข้าเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ณ เรือนจำกลางคลองเปรม ต่อเนื่องกันถึง 48 ครั้งตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทุกฝ่ายจับจ้อง

ล่าสุด พานทองแท้, พินทองทา และ แพทองธาร ชินวัตร พร้อมคู่สมรส ได้เข้าเยี่ยมทักษิณภายในเรือนจำ โดย “พินทองทา” เปิดเผยว่าการพูดคุยยังเป็นไปด้วยดี และขณะนี้อยู่ในช่วง “เคาท์ดาวน์” เวลาไปเรื่อยๆ แม้จะรู้สึกว่ายิ่งใกล้ยิ่งช้า แต่ก็ยอมรับว่าตื่นเต้นเพราะเตรียมตัวใกล้ออกแล้ว

ทว่าในมุมการเมือง ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พรรคเพื่อไทยยังเดินตามจังหวะเดิมที่วางรากฐานมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย การคุมอำนาจเบ็ดเสร็จนานกว่า 20 ปี ทำให้ชื่อทักษิณกลายเป็นภาพจำเดียวที่พรรคใช้ขับเคลื่อนมาตลอดสองทศวรรษ

ในวันที่อิสรภาพมาถึง! คำถามสำคัญคือบารมีที่สะสมมานานจะยังเป็น “ไม้ตาย” หรือจะกลายเป็น “ตัวถ่วง” ที่ล่ามพรรคไว้กับโลกใบเก่า ในวันที่บริบทสังคมเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาคือ “ใบแจ้งหนี้” ที่ส่งมาบอกว่ามนต์ขลังทางการเมืองถึงจุดอิ่มตัว การที่เพื่อไทยร่วงลงมาอยู่อันดับสาม คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวิธีคิดแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ความพ่ายแพ้นี้เจ็บปวดตรงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทักษิณอยู่ในเรือนจำ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ออกมาปราศรัยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งพิสูจน์ชัดว่า แค่ “ชื่อ” ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่มีแรงดึงดูดมากพอจะกวาดคะแนนได้เหมือนวันวาน

“ภาพลักษณ์ทักษิณ” ที่เคยเป็น “สินทรัพย์” เรียกคะแนนนิยม บัดนี้กลายเป็น “หนี้สิน” ที่พรรคต้องแบกรับ เพราะประชาชนยุคนี้ไม่ได้เลือกที่ตัวบุคคล แต่ต้องการพรรคการเมืองที่เป็นระบบและตรวจสอบได้

การยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไป กำลังทำให้เพื่อไทยกลายเป็นสินค้าล้าสมัยในสายตาผู้เลือกตั้งที่ต้องการความชัดเจนของนโยบาย มากกว่าการยึดติดกับบารมีเก่าที่หมดความขลังไปตามกาลเวลา

ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไปคือ “ตัวบุคคล” ที่ผูกขาดความขัดแย้งมานานกว่า 20 ปี ชื่อของทักษิณคือศูนย์กลางของรอยร้าวที่แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่ายมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นภาพจำความวุ่นวายที่สลัดไม่หลุด

การที่ทักษิณยังพยายามมีอิทธิพลเหนือพรรค ไม่เพียงแต่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ไว้วางใจ แต่ยังเป็นการตอกย้ำประวัติศาสตร์ความแตกแยกให้ฝังรากลึกต่อไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากมองชื่อนี้เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งในอดีต ซึ่งกลายเป็นกำแพงสูงที่กั้นไม่ให้เพื่อไทยขยายฐานเสียงไปสู่กลุ่มใหม่ๆ ได้

แม้จะมีการส่งคนรุ่นใหม่ขึ้นมาบังหน้า แต่ตราบใดที่ภาพการบงการจากอำนาจเก่ายังชัดเจน พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีทางสลัดภาพ “ธุรกิจครอบครัว” ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขความขัดแย้งเดิมๆ ออกไปได้

“บารมีทักษิณ” จึงกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้พรรคเสียโอกาสในการเข้าถึงฐานเสียงกลุ่มคนที่ต้องการก้าวพ้นการเมืองแบบแบ่งขั้วตัวบุคคลที่กัดกินสังคมไทยมาตลอดสองทศวรรษ

บทบาทของทักษิณหลังพ้นโทษจึงไม่ใช่การกลับมาทวงอำนาจคืน แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า “เวลาของเขาหมดลงแล้ว” ในฐานะกลไกทางการเมืองที่เคยประสบความสำเร็จ

บทเรียนจากการพ่ายแพ้จนตกไปอยู่อันดับสาม ยืนยันชัดเจนว่าการใช้อิทธิพลครอบงำพรรคแบบเดิมมีแต่จะทำให้ “ภาพลักษณ์ทักษิณ” กลายเป็นปัจจัยลบที่ดึงพรรคให้ดิ่งต่ำลงกว่าเดิม หากเขายังเลือกที่จะไม่ปล่อยมือ

การคืนสู่อิสรภาพครั้งนี้ต้องมาพร้อมกับการ “ถอยห่าง” อย่างจริงใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนสายเลือดใหม่อย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” และทีมบริหารยุคใหม่ได้พิสูจน์ฝีมือโดยปราศจากเงาบงการจากหลังม่าน

อดีตผู้นำต้องกล้าสละอำนาจเพื่อให้พรรคมีลมหายใจเป็นของตัวเอง ตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องรอ “ใบสั่ง”

นี่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เพื่อไทยก้าวพ้นจากวิกฤตอันดับสามกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง หากยังห่วงอำนาจ บารมีที่โรยรานี้จะทำลายทุกอย่างที่สร้างมาตลอด 20 ปีจนยับเยิน เพราะโลกการเมืองปัจจุบันไม่มีที่ว่างให้คนที่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...