โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยกระดับซาเล้ง!! ยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีรีไซเคิล หวังลดปริมาณขยะและเพิ่มรายได้คนเก็บขยะ

THE STATES TIMES

อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 08.00 น. • THE STATES TIMES TEAM

วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 งานยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า “กลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” ภายใต้โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า จัดขึ้นโดยความร่วมมือจากองค์กรภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ ได้แก่ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) และ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า พร้อมด้วยองค์กรภาคธุรกิจที่ร่วม

สนับสนุุนการดำเนินงานโครงการฯ ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติทั้งด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึง การเพิ่มอัตราการรีไซเคิล อันเป็นกลไกสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทยบนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem)

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและนายกสมาคม PPP Plastics ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงที่มาความสำคัญของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “หนึ่งในปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความท้าทายในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ ปัญหาขยะและการจัดการขยะ ถ้าหากไม่มีระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้มีขยะหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึง ห่วงโซ่อาหารและชีวิตมนุษย์ โดยแนวทางหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับว่า

เป็นทางออกสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน คือ การจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องมีการจัดการและเเยกขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวงจรการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ โดยในบริบทของสังคมไทยพบว่ากลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยให้มีการเก็บวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบ คือ การรับและเก็บวัสดุรีไซเคิลโดยซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อเชื่อมโยงระบบรวบรวมวัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับและเพิ่มศักยภาพการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นที่มาของโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และการสนับสนุนจากองค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ให้ดำเนินงาน

โครงการวิจัย “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า” โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยในฐานะหน่วยงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ได้มีดำเนินการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าและการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าในทุกมิติ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจรีไซเคิลไทยได้นำองค์กรความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมนำไปใช้ในการพัฒนาและต่อยอดในการประกอบอาชีพให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน เพราะซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดี หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.จินตวัฒน์ ไชยชนะวงศ์ ที่ปรึกษาแผนงานเศรษฐกิจหมุนเวียน หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน มาเป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวถึงบทบาทของ บพข. ในการร่วมขับเคลื่อนกลไกสำคัญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) กล่าวว่า “หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) โดยแผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากระบบ Linear Economy ไปสู่ระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านบทบาทหลัก

คือ 1) การให้ทุนวิจัยและพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ 2) การสร้าง Circular Supply Chain 3) การขับเคลื่อนมาตรฐานและกฎระเบียบ 4) การสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

ตัวอย่างการขับเคลื่อน Circular Economy Ecosystem ของ บพข. ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าผ่านกลไกสำคัญ เช่น Smart Recycling Hub: สนับสนุนการสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยีคัดแยกและเชื่อมโยงเครือข่ายจัดการวัสดุรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ PMUC Zero Burn to Earn (เลิกเผา เป๋าตุง): สร้าง Ecosystem และส่งเสริมเทคโนโลยีเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรแทนการเผาที่สร้างมลพิษ การสนับสนุนกลุ่มซาเล้ง: ยกระดับมาตรฐานอาชีพและนำระบบดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการต้นทางขยะ เพื่อดึงกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน

บพข. จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้สนับสนุนทุนวิจัย แต่ทำหน้าที่เป็น "ตัวเชื่อม" ระหว่างภาคนโยบาย ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่เรื่องการรักษ์โลก แต่เป็นเรื่องของ "ความสามารถในการแข่งขัน"

นอกจากนี้ ได้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ National Framework on Building Circularity Ecosystemโดย นายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “เผยทิศทาง "กรอบการทำงานระดับชาติเพื่อการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน" มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบให้เข้ามาเป็นเครือข่ายศูนย์รวบรวมและคัดแยกขยะ (MRF) ที่มีมาตรฐานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความรับผิดชอบที่ขยายเพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ภาคบังคับ

หวังแก้ปัญหาวิกฤตขยะบรรจุภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีจุดรั่วไหลและถูกกำจัดทิ้งสูงถึง 75% พร้อมผลักดันเป้าหมายระดับชาติในการนำบรรจุภัณฑ์เป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างสมบูรณ์ 100% ภายในปี 2027 เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน”

ช่วงการเสวนาหัวข้อ “Driving Circularity Ecosystem” โดย องค์กรภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ เพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้มีความครอบคลุมในทุกมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ดังนี้

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) กล่าวว่า “ความคุ้นเคยกับแนวคิดการนำทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เมื่อนำไปใช้งานแล้วก็ทำการทิ้ง หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจเชิงเส้น สิ่งที่ตามมาคือจำนวนขยะที่มากมาย เมื่อขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสมจึงสั่งสมจนเป็นปัญหา แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ถูกนำเสนอเป็นแนวทางแก้ไข โดยทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพื่อประโยชน์สูงสุด เมื่อพิจารณาระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน จะพบว่ามีหลากหลายภาคส่วน

ที่เกี่ยวช้อง และแต่ละภาคส่วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ หลายภาคส่วนก็มีการบริหารจัดการจากภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ ขณะที่ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าซึ่งเป็นหน่วยป้อน (Feeder) หนึ่งที่นำวัตถุดิบเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนและมีความสำคัญยังต้องการการส่งเสริม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจรีไซเคิลไทยมีความรู้ มีรายได้เพิ่ม และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายพิรุณ เหมะรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า “อบจ.ระยอง เดินหน้ายกระดับ “ระยองโมเดล: พลิกวิกฤตขยะสู่ต้นแบบระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy Ecosystem) มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง RDF โดยการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อลดปริมาณการฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

นายฉัตรณพัฒน์ เทียนมงคล เลขาธิการสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า กล่าวว่า “เราร่วมกับพันธมิตรในการสร้างระบบขึ้นทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่มีความน่าเชื่อถือและนำสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนมายกระดับเพื่อเป็นนักจัดเก็บเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้จริง มีระบบบริหารจัดการทั้งด้านซอฟแวร์และการจัดการหน้างานจริงที่สามารถขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ยั่งยืน ตอบโจทย์ความต้องการสังคม ชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างเพื่อเชื่อมโยงกับทุกฝ่ายที่สนใจมาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน สร้างความน่าเชื่อถือในอาชีพผลักดันการสร้างคุณภาพชีวิตและสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับคนทำงาน ทำอาชีพนี้ ทั้งนี้ เพื่อทำให้เกิดผู้ร่วมอุดมการณ์รายใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น วันนี้เรามีคนทิ้งมากกว่าคนเก็บหลายเท่าตัว ซึ่งในอนาคตอาจจะเกิดภาพคนมาสมัครขึ้นทะเบียนขอเป็นซาเล้งนักจัดเก็บขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากก็ได้”

การบรรยายในหัวข้อ Flagship Project “Smart Recycling Hub Project” โดย นายคงศักดิ์ ดอกบัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพลาสติก กล่าวว่า “โครงการ Thailand Flagship: Smart Recycling Hub Project เป็นโครงการนำร่องระดับประเทศที่มุ่งยกระดับระบบการจัดการขยะและรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ปัญหาขยะที่ยังไม่ได้รับการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งพัฒนาศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร (Material Recover Facilities; MRF) ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเพิ่มอัตราการคัดแยกและมูลค่าของพลาสติกรีไซเคิล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง สำหรับกรุงเทพมหานคร โครงการนำร่องในเขตหนองแขมจะรองรับขยะประมาณ 100 ตันต่อวัน พร้อมสนับสนุนการลดการฝังกลบผ่านการส่งเสริมการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ไม่ได้รับการจัดการได้ประมาณ 14,600 ตันต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะราว 140 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบเพื่อขยายผลในรูปแบบเครือข่าย MRF เพื่อยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศในระยะยาว”

และการบรรยายในหัวข้อ “PRO-Thailand Network” ร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย EPR โดยนางสาวมยุรี อรุณวรานนท์ ผู้จัดการโครงการ เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน PRO-Thailand Network กล่าวว่า “เครือข่ายองค์กรความร่วมมือจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Packaging Recovery Organization Thailand Network) หรือ “PRO-Thailand Network” เป็นกลุ่มความร่วมมือโดยสมัครใจที่นำโดยภาคอุตสาหกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 เพื่อริเริ่มการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการขยายความรับผิดชอบไปยังผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทสมาชิกซึ่งได้แก่ บริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคเบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ระหว่างปี 2563 ถึง 2568 เครือข่ายฯ ได้ให้การสนับสนุนการคัดแยกและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ประเภทขวดพลาสติก PET กว่า 71,500 ตัน กล่อง UHT กว่า 2,400 ตันและซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP กว่า 2,800 ตัน ภายใต้โครงการนำร่องส่งเสริมการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยในปี 2568 โครงการฯ ได้ทำการทดลองรีไซเคิลซองพลาสติกประเภท flexible และ Multi-Layer Packaging: MLP ด้วยวิธี mechanical recycling เป็นครั้งแรกได้ถึง 100 ตัน โครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากผู้คัดแยก ร้านรับซื้อรายย่อยและร้านรวบรวบวัสดุรีไซเคิลขนาดใหญ่กว่า 700 รายทั่วประเทศและเครือข่าย PRO-Thailand Network ยังเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนหลักในคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ในประเทศไทย พร้อมทั้งทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน”

นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า โดย นายอัคคภพ จันทรศรีวงศ์ ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยี สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ากล่าวว่า “การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบลงทะเบียนสำหรับซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บ ค้นหา และบริหารจัดการข้อมูลสมาชิกอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และทันสมัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นภาพรวมการบริหารงานในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพและมาตรฐาน

การดำเนินงานผ่านการบันทึกข้อมูลด้านขยะอย่างละเอียดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลขยะทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อบูรณาการเป็นฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ระดับประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป”

และโครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการจัดทำคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า นำเสนอข้อมูลโดย นางสาวภิญญดา เจริญสิน ผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “โครงการยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าได้มีการพัฒนาคู่มือหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจรีไซเคิลได้รับความรู้ ความเข้าใจ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความปลอดภัย อาชีวอนามัย วิชาชีพ การดำเนินธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้กลายเป็นหนึ่งในกลไกหลักสำคัญในการนำวัสดุรีไซเคิลคุณภาพดีหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบให้เกิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน”

ท้ายนี้ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยอย่างยั่งยืน” กล่าวว่า “ผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลไทยทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเป็นฟันเฟืองกลไกที่สำคัญในระดับเชิงพื้นที่ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศในการจัดเก็บและรวบรวมวัสดุรีไซเคิลนำกลับเข้าสู่ระบบการผลิตซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ การจะขับเคลื่อนกลุ่ม Informal Sector ทั้งกลุ่มซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นระบบและได้มาตรฐานจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมยกระดับมาตรฐานซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าทั้งในระดับนโยบาย กฎระเบียบ มาตรการ ข้อบังคับของระดับประเทศและระดับท้องถิ่นให้มีความสอดคล้องและรองรับต่อการทำงานในระดับปฎิบัติการในเชิงพื้นที่ได้จริงและเป็นรูปธรรม โดยควรมีการสร้างระบบการลงทะเบียนซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศ เพื่อให้เกิดการรับรองสถานะและขึ้นทะเบียนวิชาชีพให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลเพื่อนำเข้าสู่ระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่อยู่ในระบบสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งความรู้ แหล่งเงินทุน และเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง การพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจในการประกอบอาชีพเพื่อยกระดับทักษะแรงงานในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลให้มีประสิทธิภาพ และควรใช้ “มาตรการจูงใจทางการเงินและภาษี” สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจรีไซเคิลที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...