โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

REIC รายงานดัชนีความเชื่อมั่นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาสที่ 4 ปี 2567

Wealthy Thai

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 01.15 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 05.23 น.

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายงาน“ดัชนีความเชื่อมั่นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาสที่ 4ปี 2567”พบว่า ประชาชนเริ่มมีความเชื่อมั่นในการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีค่าดัชนีความเชื่อมั่นเท่ากับ 42.9เพิ่มขึ้น 2.4จุด จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 40.5(QoQ)รวมถึงสัดส่วนของผู้ที่วางแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 6เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 28.2%จาก 24.7%ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการปรับลดของอัตราดอกเบี้ย และสถาบันการเงินมีการจัดทำผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยต่ำ สามารถกระตุ้นกำลังซื้อในไตรมาสที่ 4ปี 2567โดยข้อมูลส่วนใหญ่พบว่า ประชาชนมีการซื้อที่อยู่อาศัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัยเอง (32.1%) มากกว่าซื้อเพื่อการลงทุน (15.8%)และส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน (55.1%) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ในช่วง 15,001– 30,000บาท (34.4%) และต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 2.01–3.00ล้านบาท มากที่สุด (25.3%) ขณะที่ประเภทที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการมากที่สุดยังคงเป็นประเภทบ้านเดี่ยว (40.6%)ในระดับราคา 3.01–5.00ล้านบาท และต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ มากที่สุด (56.1%)โดยเฉพาะในย่านเศรษฐกิจส่วนปริมณฑลมีความต้องการซื้อในจังหวัดนนทบุรี, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, นครปฐม และสมุทรสาคร ตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

แผนภูมิที่ 1ดัชนีความเชื่อมั่นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย (HPCI)

ตารางที่ 1ระยะเวลาที่ผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

ที่มา :ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์

วัตถุประสงค์ในการซื้อที่อยู่อาศัย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาสที่ 4ปี 2567 พบว่า ประชาชนชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุน แต่เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองมากขึ้น โดยผลจากการสำรวจพบว่าผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ (32.1%) ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อันดับสอง คือ ต้องการซื้อลงทุนเพื่อเก็งกำไร/ให้เช่า (15.8%) และอันดับสาม ซื้อเพื่อเป็นทรัพย์สิน (14.6%) โดยวัตถุประสงค์ทั้งสามอันดับแรกมีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งปัจจัยหลักของความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เนื่องจากต้องการแยกครอบครัวหรือแต่งงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 8.9%เป็น 10.3% ขณะที่บางกลุ่มต้องการความสะดวกในการเดินทาง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 8.9 %เป็น 9.0% ต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 8.1%เป็น 8.5%และต้องการนวัตกรรมบ้านอัจฉริยะ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 3.1%เป็น 3.6%ซึ่งมีแนวโน้มที่ค่อย ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อบ้านเดี่ยว ในระดับราคา 3.01 – 5.00ล้านบาท มากที่สุด รองลงมา คือ คอนโดมิเนียม ในระดับราคา 2.01 – 3.00ล้านบาท มากที่สุด สำหรับทาวน์เฮ้าส์มีความต้องการซื้อในระดับราคา 2.01 – 3.00ล้านบาท มากที่สุด ส่วนบ้านแฝดมีความต้องการซื้อ ในระดับราคา 3.01 -5.00ล้านบาท มากที่สุด และอาคารพาณิชย์มีความต้องการซื้อ 0.2%ต้องการซื้อเพียงระดับราคาเดียว คือ ระดับราคา 2.01 – 3.00ล้านบาท โดยภาพรวมช่วงราคาของที่อยู่อาศัยที่ต้องการซื้อ ส่วนใหญ่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 2.01 – 3.00ล้านบาท (25.3%)และระดับราคา 3.01 – 5.00ล้านบาท (22.8%) ซึ่งทั้งสองช่วงระดับราคาดังกล่าวเป็นกลุ่มระดับราคาหลัก มีสัดส่วนรวมกันถึง 48.1%โดยไตรมาสนี้ผู้ตอบแบบสอบถามมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในระดับราคา 1.01 – 3.00ล้านบาท และระดับราคา 5.01 – 7.00ล้านบาทเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)

แผนภูมิแสดงช่วงราคาของที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้อ

ที่มา :ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์

พื้นที่ที่ได้รับความสนใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัย พบว่า

อันดับ 1ได้แก่ กรุงเทพฯ มีสัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย 56.1%ในระดับราคา 2.01-3.00ล้านบาท มากที่สุดคิดเป็น 26.2% โดยเฉพาะในทำเลที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจ ใกล้แหล่งงาน เช่น บางนา บางแค ลาดพร้าว สุขุมวิท และบางกะปิ
อันดับ 2ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี มีสัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย 8.7%ในระดับราคา 2.01-3.00ล้านบาท มากที่สุด คิดเป็น 29.1%
อันดับ 3ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี มีสัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย 7.2%ในระดับราคา 2.01-3.00ล้านบาท มากที่สุด คิดเป็น 27.2%
อันดับ 4ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ มีสัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย 6.2%ในระดับราคา 2.01-3.00ล้านบาท มากที่สุด คิดเป็น 29.2%
อันดับ 5ได้แก่ จังหวัดนครปฐม มีสัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย 3.8%ในระดับราคา 2.01-3.00ล้านบาท มากที่สุด คิดเป็น 32.1%
อันดับ 6ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร มีสัดส่วนความต้องการที่อยู่อาศัย 2.6%ในระดับราคา 3.01-5.00ล้านบาท มากที่สุด คิดเป็น 46.7%
ในขณะที่จังหวัดอื่น ๆ นอกพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑล มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยร่วมกันที่ 15.4%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...