โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.กำกับสถาบันการเงินยุคใหม่ “ยืดหยุ่น-หาสมดุล-เท่าทัน”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2568 เวลา 03.02 น.

“ตอนนี้บริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องเทคโนโลยี กระแสความยั่งยืน รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น สิ่งที่เราอยากเห็นคือ สถาบันการเงินต้องมีความยืดหยุ่น สามารถติดตามธุรกิจรูปแบบใหม่ รู้เท่าทันความเสี่ยงใหม่ และต้องมีความพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เหล่านั้น”

ปัจจุบัน กระแสของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เทคโนโลยียังเป็นปัจจัยเร่งให้มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งการที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วก็ย่อมก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยงใหม่ที่ภาคธุรกิจรวมถึงสถาบันการเงินต้องปรับตัวให้เท่าทันด้วย

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า ที่ผ่านมา การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพจะเน้นไปที่ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงมีทุนสำรองที่อยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับความเสี่ยงต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน การกำกับดูแลต้องให้ความสำคัญกับการทำให้สถาบันการเงินมีความยืดหยุ่น (Resiliency) สามารถปรับตัวต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลง สามารถพัฒนานวัตกรรมเพื่อแข่งขันกับผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่ และรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ๆ ที่มีนัยสำคัญได้อย่างเท่าทัน โดยเฉพาะในโลกที่เทคโนโลยีและกระแสดิจิทัลมาเร็ว มีนัยต่อทั้งโอกาสทางธุรกิจและการเพิ่มความเสี่ยง ซึ่งมีผลต่อธุรกิจต่างๆ ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงินไทยค่อนข้างมาก

“ตอนนี้บริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องเทคโนโลยี กระแสความยั่งยืน รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น สิ่งที่เราอยากเห็นคือสถาบันการเงินต้องมีความยืดหยุ่น สามารถติดตามธุรกิจรูปแบบใหม่ รู้เท่าทันความเสี่ยงใหม่ และต้องมีความพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เหล่านั้น”

เปิด 3 แนวทางกำกับ

สถาบันการเงินยุคใหม่

ดร.รุ่งกล่าวว่า แนวทางการกำกับดูแลระบบสถาบันการเงินในระยะข้างหน้าของ ธปท. มี 3 ด้านสำคัญ คือ “มองไปข้างหน้า หาสมดุล ติดตามให้เท่าทัน” โดย

1. มองไปข้างหน้า : โลกการเงินเปลี่ยนไปจากอดีตมาก มี Mega Trends สำคัญโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เช่น Digital Transformation, AI Technology, Quantum computing และกระแส ESG Sustainability ส่งผลให้ธุรกิจทางการเงินต้องปรับตัว

ดังนั้น ธปท.จึงต้องมองไปข้างหน้า โดยวาง Financial Landscape ให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนไป และเปิดโอกาส สนับสนุนให้สถาบันการเงินสามารถเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีบนพื้นฐานการดูแลความเสี่ยงที่เหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ การส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทางการเงินแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม

“ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มีกระแสความยั่งยืน ทำให้ธุรกิจต้องปรับตัว ดังนั้น ธปท.ในฐานะผู้กำกับก็ต้องตามให้เท่าทัน ซึ่งก็เป็นสาเหตุของการออกแนวนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทยเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตที่ยั่งยืน หรือ Financial Landscape เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทางให้สถาบันการเงินมีความยืดหยุ่นมากขึ้น”

ตัวอย่างการผลักดันที่ ธปท. ดำเนินการแล้ว เช่น (1) การเปิดโอกาสให้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา แข่งขันและพัฒนาบริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเปิดให้มีใบอนุญาต Virtual Bank ซึ่งจะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ภายในปี 2568 (2) การขยายขอบเขตให้บริษัทในกลุ่มฯ สามารถประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (green-related business) เพื่อต่อยอดการให้บริการทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ ในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

2. หาสมดุล : โดยต้องสร้างสมดุลระหว่าง “stability and prudential” และ “resiliency and innovation” เพื่อส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีการสร้างนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ตอบโจทย์ประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของระบบ หรือ Systemic Risk จนเกินควร และต้องพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ หรือสถานการณ์วิกฤติต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

“มองไปข้างหน้าเราเห็นแล้วว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ดังนั้น เราก็ต้องหาสมดุลที่ดีที่จะทำให้สถาบันการเงินใช้นวัตกรรมแบบไม่เสี่ยงเกินไป วิธีหนึ่งที่ใช้คือการมี Guardrails หรือราวกั้นสำหรับสิ่งที่เราไม่แน่ใจ อาจให้ทำที่บริษัทลูกก่อน แต่ถ้าดูแล้วไม่ได้ก่อความกังวล ธปท. ก็ทบทวนและผ่อนเกณฑ์ลงได้ เพราะท้ายที่สุดเรามองว่าสิ่งที่สถาบันการเงินต่างจากคนอื่นคือ สถาบันการเงินเป็นผู้รักษาเงินฝากก็จะมีความเสี่ยงมากไม่ได้”

โดยตัวอย่างที่เห็นชัดเจน การเปิด Enhanced Regulatory Sandbox เพื่อส่งเสริมการพัฒนา Innovation ทางการเงินในแนวคิด “Programmable Payment” เช่น บริการ Escrow Payment ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อ หรือ ผู้ขายใน Online Platform มีความเชื่อมั่นระหว่างกันมากขึ้น โดยจะมีการนำเทคโนโลยี DLT และ Smart Contract มาช่วยดูแลรักษาเงินและกำหนดเงื่อนไขการ โอนเงิน เช่น การจ้างงาน Freelance การส่งมอบสินค้าหรือบริการตามเงื่อนไข และระบบจะโอนเงินไปยังบัญชีผู้รับโดยอัตโนมัติ

3. ติดตามให้เท่าทัน : เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้การกำกับดูแลมีประสิทธิผล โดย ธปท. ต้องมองและประเมินความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจกระทบต่อระบบการเงิน ควบคู่ไปกับการติดตาม ประเมินขนาดของ ผลกระทบจากความเสี่ยงเดิมแต่อาจเกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วและสร้างความเสียหายมากขึ้น

“ธปท. ต้องจับควันให้ไว เพื่อที่จะดับไฟให้ทัน และป้องกันไม่ให้ลุกลามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจมาในรูปแบบใหม่ หรืออาจเป็นความเสี่ยงในรูปแบบเดิมที่อาจเกิดอย่าง รวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม”

3 แนวทางดูแลความเสี่ยงด้าน IT

ปรับรูปแบบตรวจสอบเป็น Ongoing

ดร.รุ่งกล่าวว่า สำหรับการกำกับดูแลด้านความเสี่ยงทางเทคโนโลยี ธปท. ได้กำหนดแนวทางกำกับดูแลสถาบันการเงินเพื่อส่งเสริมให้สถาบันการเงินนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการกำกับดูแลความเสี่ยงครอบคลุมทั้ง 1.ด้าน IT ตามมาตรฐานสากลครอบคลุม Confidentiality หรือ การรักษาความลับของข้อมูลในระบบสารสนเทศ 2.Integrity หรือ ความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลจะไม่ถูกแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 3. Availability หรือ ความพร้อมใช้งานของระบบสารสนเทศ ผ่านการดำเนินการใน 3 ด้าน ดังนี้

1. ออกหลักเกณฑ์ด้าน IT เป็นฐานใช้บังคับให้สถาบันการเงินดูแลระบบ IT ที่ให้บริการให้มีความมั่นคง ปลอดภัย รองรับการให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ประกาศ IT Risk ที่กำหนดให้สถาบันการเงิน ต้อง ดูแลระบบ IT ให้ปลอดภัย รวมทั้งดูแลบริการ Mobile Banking ไม่ให้ขัดข้องเกิน 8 ชั่วโมงต่อปี และ ประกาศ Mobile Banking Security ที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสถาบันการเงินให้บริการ Mobile Banking อย่างปลอดภัย

“สำหรับเรื่องที่ยังมีความไม่มั่นใจจะมีการนำมาทดสอบภายใต้ Regulatory Sandbox เพื่อส่งเสริมให้ สถาบันการเงินทดสอบนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ที่อาจสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้า หรือกำหนดเป็นมาตรฐานกลางของประเทศ”

2. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการกำกับตรวจสอบ เป็นแบบ Ongoing Supervision เพื่อให้สามารถติดตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินได้อย่างเท่าทัน รวมทั้งออกตรวจสอบเข้มข้นเพื่อ Enforce ให้สถาบันการเงินดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ ธปท. ได้นำเทคโนโลยีมาช่วยในการติดตามความเสี่ยง เช่น Social Monitoring ตรวจจับข่าวหรือเหตุผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของสถาบันการเงิน

“ปัจจุบัน ธปท.ได้ให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลลูกค้าเป็นรายสัญญามาให้ ทำให้เรามีข้อมูลสินเชื่อรายสัญญาทั้งหมดและเห็นข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เราจึงปรับรูปแบบการกำกับตรวจสอบจากเดิมที่เป็น Onsite หรือต้องไปอยู่กับสถาบันการเงินปีละ 2 สัปดาห์ มาเป็นตรวจสอบแบบ Ongoing คือสามารถคุยกับเขาได้ตลอดเวลา โดยปีที่ผ่านมาเราทดลองทำไปกับสถาบันการเงินบางแห่ง และปี 2568 นี้เราก็จะเริ่มกับทุกแห่ง ขณะที่นอกจากจะรับข้อมูลจากสถาบันการเงินแล้ว ธปท. ก็ได้แชร์ข้อมูลบางส่วนที่สามารถแชร์ได้กลับไปให้เขาด้วย เพื่อให้เขาเห็นภาพรวมของตลาดได้มากขึ้น”

3. สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามไซเบอร์ระหว่างกัน โดยผลักดันจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร หรือ Thailand Banking Sector Computer Emergency Response Team (TB-CERT)

ยืนยันเกณฑ์ Responsible Lending

คุมแบงก์ปล่อยสินเชื่อไม่เข้มเกินไป

ดร.รุ่ง เปิดเผยว่า ด้านการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ธปท. ใช้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Sustainable Banking Guidelines - Responsible Lending) โดยมีหลักการคือสถาบันการเงินต้องปล่อยสินเชื่อโดยให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้

“ตอนนี้มีคอมเมนต์ว่า เกณฑ์ Responsible Lending ทำให้แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ แต่เกณฑ์นี้ทำมาเพื่อช่วยลูกหนี้ เพราะเป็นเกณฑ์ที่กำหนดให้ดูความสามารถของลูกหนี้ว่าจ่ายคืนไหวแค่ไหน ถ้าไม่ดูก็จะทำให้มีหนี้เกินตัว การใช้มาตรการนี้ยอมรับว่าจะทำให้สินเชื่อในส่วนที่ไม่ควรปล่อยลดลง แต่ในส่วนที่แบงก์ทำเข้มเกินไปจนทำให้สินเชื่อหดตัวไม่สอดคล้องกับภาพรวม เราก็ได้เข้าไปหารือว่าเขาอาจจะทำเข้มเกินไปแล้ว”

อย่างไรก็ตามธปท. ได้อยู่ระหว่างออกแนวทางเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน เช่น โครงการ Your Data ที่ธปท. อยู่ระหว่างผลักดัน ซึ่งเป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และประชาชนกลุ่มที่มีประวัติทางการเงินไม่เพียงพอสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ด้วยต้นทุนเหมาะสม ซึ่งในปี 2568 นี้ จะเริ่มมีการเชื่อมข้อมูล ค่าน้ำ ค่าไฟ ของประชาชนแล้ว และจะเริ่มให้ประชาชนขอใช้สิทธิส่งข้อมูลได้ในปี 2569

“ภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่ดี แบงก์เห็นข้อมูลลูกหนี้ได้ไม่ครบ และสภาพแวดล้อมไม่เอื้อแบงก์ก็ต้องคิดในเชิงร้ายไว้ก่อนจึงอาจจะไม่อยากปล่อยกู้ ดังนั้น ภายใต้ Financial Landscape นี้ เราจึงอยากให้มีการเปิดข้อมูลเพื่อเข้าถึงลูกหนี้ได้มากขึ้น โดยลูกหนี้มีสิทธิขอข้อมูลจากที่อื่นมาแสดงกับแบงก์ เป็นการเอื้อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น”

ขณะที่ยังอยู่ระหว่างผลักดันร่างกฎหมายสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ NaCGA (National Credit Guarantee Agency) ร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย

ดร.รุ่งกล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนปัจจุบันธปท.ดำเนินการผ่านโครงการคุณสู้เราช่วย ซึ่งกำหนดเกณฑ์ให้ผู้เข้าร่วมโครงการห้ามก่อหนี้ใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากเป้าหมายของโครงการคือการทำให้ลูกหนี้พ้นกับดักหนี้

“ในช่วงต้นคนเข้าร่วมโครงการอาจไม่ได้เยอะมากเท่าที่ตั้งใจ ส่วนหนึ่งเพราะติดต่อลูกหนี้ได้ลำบาก ซึ่งก็ได้เพิ่มการประชาสัมพันธ์และให้สถาบันการเงินติดต่อลูกหนี้โดยตรงด้วย และลูกหนี้อีกส่วนหนึ่งอาจจะติดเรื่องการห้ามก่อหนี้ใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของโครงการที่จะทำให้ลูกหนี้พ้นกับดักหนี้ ดังนั้น ถ้าระหว่างทางก่อหนี้ใหม่ได้ลูกหนี้ก็อาจจะไม่พ้นวงจรหนี้"

อย่างไรก็ตาม หากลูกหนี้มีปัญหาในการเข้าร่วมโครงการคุณสู้เราช่วยธปท.ได้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ในรูปแบบอื่นตามมาตรฐานของเกณฑ์ Responsible Lending

“หากลูกหนี้ติดขัดเรื่องการก่อหนี้ใหม่ ทำให้ไม่อยากเข้าโครงการคุณสู้เราช่วย เราก็กำหนดให้แบงก์ต้องกำหนดให้มีแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้แบบอื่นตามมาตรฐาน Responsible Lending ด้วย เพราะการช่วยเหลือแต่ละแบบก็มีจุดประสงค์ต่างกัน ไม่ใช่ว่าโครงการนี้ออกมาแล้วต้องตอบโจทย์ทุกคน”

สำหรับภาพรวมการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามโครงการคุณสู้ เราช่วย ณ 10 มีนาคม 2568 มีลูกหนี้ลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 1.05 ล้านราย รวม 1.3 ล้านบัญชี แบ่งเป็น ลงทะเบียนผ่านธปท. 8.5 แสนราย ลงทะเบียนผ่านสถาบันการเงิน 2.0 แสนราย ขณะที่จากการสำรวจจากสถาบันการเงิน ณ 28 กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า มีลูกหนี้ที่ลงทะเบียนข้างต้นที่ เข้ามาตรการได้ จำนวน 4.0 แสนราย เป็นยอดหนี้ 3.1 แสนล้านบาท

“เรื่องที่เราปูทางเอาไว้ผ่าน Financial Landscape ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วคงไม่ใช่ Silver Bullet ที่จะจัดการปัญหาของประเทศได้ในทันที แต่จะเริ่มทยอยผลิดอกออกผลมาเรื่อยๆ เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลาคิด ใช้เวลาทำ เป็นการวางรากฐานของภาคการเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงศักยภาพพื้นฐานของประเทศ”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2568 ฉบับที่ 516 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...