โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กบข.ชวนสมาชิกออมเพิ่ม เปลี่ยนแผนลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ เพิ่มโอกาสมีเงินพอรับเกษียณ

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 25 ก.พ. 2568 เวลา 18.04 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2568 เวลา 19.25 น.
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

กบข. เผยผลตอบแทนแผนสมดุลตามอายุที่ 8.93% พร้อมคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปีนี้ คาดเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัว และ FED จะลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง มุ่งเสริมทักษะการเงินสมาชิกวางแผนเกษียณด้วยเงินที่เพียงพอ

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยแผนการดำเนินงานในปีนี้ว่า มุ่งส่งเสริมความรู้และเสริมสร้างทักษะทางการเงินแก่สมาชิกเพื่อวางการแผนการเงินให้มีเงินเพียงพอ ณ วันเกษียณและใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข

ผลการศึกษาความเพียงพอของเงิน ณ เกษียณของสมาชิก กบข. พบว่า 82% จากสมาชิก 1.2 ล้านราย มีโอกาสที่จะไม่บรรลุเป้าหมายความเพียงพอ ณ เกษียณในระดับดี ปัจจัยหลักมาจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นถึง 80 ปี หนี้สินเฉลี่ยของสมาชิกวัยใกล้เกษียณ (55-60 ปี) สูงถึง 1.95 ล้านบาทต่อคน และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี

นายทรงพลกล่าวว่า อายุขัยโดยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 80.9 ปี โดยอายุขัยของผู้ชายเฉลี่ยลดลงมาที่ 77.4 ปี แต่อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงเพิ่มขึ้นเป็น 83.1 ปี หลังการเกษียณอายุที่ 60 ปีคนไทยยังมีชีวิตอยู่อีกนาน ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมพร้อมทางการเงิน

เมื่อศึกษาอัตราส่วนการพึ่งพิงและเกื้อหนุนวัยสูงอายุ พบว่า การอยู่ลำพังกับคู่สมรส และการอยู่คนเดียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยรายได้หลักในการดำรงชีพมาจาก บุตรหลาน 35.7% การทำงาน 33.9% เบี้ยยังชีพ 13.3% เงินบำเหน็จบำนาญ 6.8% คู่สมรส 5.6% และเงินออมขายทรัพย์สิน 1.6%

ปัจจัยความเสี่ยงของความเพียงพอของเงิน ณ เกษียณ ได้แก่ 1) ภาระหนี้สิน โดยสมาชิกกบข.อายุ 55-60 ปีมีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 1.95 ล้านบาท 2) ไม่มีที่อยู่อาศัยหลังเกษียณ เพราะอาศัยบ้านพักข้าราชการโดยไม่ได้เตรียมการด้านที่อยู่อาศัยหลังเกษียณ 3) อายุยืนเกินค่าเฉลี่ย 80 ปี 4)เหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้เงิน เช่น อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ มิจฉาชีพ

สำหรับแหล่งเงินหลังเกษียณของสมาชิกกบข. มีด้วยกัน 2 แหล่ง คือ 1)เงินบำนาญจากกรมบัญชีกลาง โดยมีจำนวนเฉลี่ย 35,311 บาทต่อเดือน หรือเป็นก้อน(lumpsum) 6.97 ล้านบาท 2) เงินก้อนจากกบข.เฉลี่ย 1.33 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้จากกบข.คิดเป็นประมาณ 16% ของเงินหลังเกษียณทั้งหมด ส่งผลให้เฉลี่ยแล้วเงินจากทั้งสองแหล่งรวม 8.30 ล้านบาทในปี 2567

ด้านค่าใช้จ่ายหลังเกษียณนั้น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของสมาชิกวัยเกษียณแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ 1) ระดับพื้นฐานทั่วไป(P50) จะมีค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน 26,142 บาท 2) ระดับดี(P75) มีค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน 36,288 บาท และ 3) ระดับดีมาก(P90) มีค่าใช้จ่ายรวมต่อเดือน 58,247 บาท ซึ่งคำนวณออกมาเป็นประมาณการเงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ ซึ่งเป็นข้อมูลจริงของสมาชิกเกษียณปี 2567 คือ 6.22 ล้านบาทสำหรับค่าใช้จ่ายระดับพื้นฐาน จำนวน 8.63 ล้านบาทสำหรับค่าใช้จ่ายระดับดี และจำนวน 13.85 ล้านบาทสำหรับระดับดีมาก

ประมาณการเงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ คำนวณจากสมมติฐานที่ว่า สมาชิกมีอายุขัย 80 ปี คาดการณ์ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2% ต่อปี อัตราผลตอบแทนหลังเกษียณ 2.60% สมาชิกไม่มีภาระหนี้ ไม่มีค่าเช่าที่อยู่อาศัย และเงินที่ควรมี ณ วันเกษียณหมายถึงเงินก้อนกบข. รวมกับเงินบำนาญที่ทยอยรับจนถึงอายุ 80 ปี

นายทรงพลกล่าวว่า สมาชิกกบข.ปัจจุบันมีจำนวน 1.25 ล้านราย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งพบว่า สมาชิกที่อยู่ในแผนเดิมตั้งแต่แรกเข้าและไม่เคยเปลี่ยนแผนเลยมีสัดส่วน 82% ส่วนจำนวนสมาชิกที่เลือกแผนการลงทุนมีสัดส่วน 18% สมาชิกที่ออมขั้นต่ำตามกฎหมาย 3% และไม่เพิ่มการออมมีสัดส่วน 76% ขณะที่จำนวนสมาชิกที่เพิ่มการออมมีสัดส่วน 24%

เงินของสมาชิกกบข.ประกอบด้วยเงินออม 3 ส่วนคือ หนึ่งรัฐบาลสมทบตามกฎหมาย 3% สองสมาชิกออมตามกฎหมาย 3% ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ออมเพิ่มขึ้น และสามเงินออมแบบสมัครใจ 27% ทยอยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสมาชิกกลุ่มที่อายุไม่สูง

อย่างไรก็ตามจากการคำนวณเงินที่ควรมี ณ วันเกษียณในอีก 30 ข้างหน้าสำหรับสมาชิกอายุไม่เยอะในวันนี้ พบว่า จากการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 2% ต่อปี เงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ สำหรับค่าใช้จ่ายระดับพื้นฐานจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.49 ล้านบาท ส่วนเงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ สำหรับค่าใช้จ่ายระดับดีจะเป็น 15.94 ล้านบาท และเงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ สำหรับค่าใช้จ่ายระดับดีมากจะเพิ่มเป็น 25.59 ล้านบาท

“ดังนั้นกบข.กำหนดเป้าหมายที่มีโอกาสไม่บรรลุเป้าหมายเงินก่อนหลังเกษียณ (segmentation) เพิ่มเสริมความรู้ทักษะทางการเงิน” นายทรงพลกล่าว

โดย กบข. เตรียมเดินหน้าส่งเสริมทักษะทางการเงินร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และจัดกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารกระตุ้นให้สมาชิกออมเพิ่ม และเปลี่ยนแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือเลือกเปลี่ยนแผนการลงทุนมาอยู่ในแผนสมดุลตามอายุ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงิน มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงหลังเกษียณ และเกษียณอย่างมีสุข

สำหรับผลการดำเนินงานณ สิ้นปี 2567 กบข. มีขนาดกองทุนใหญ่ขึ้น 1.06 แสนล้านบาท รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนโดยรวม 4.12% แผนทองคำซึ่งมีการเพิ่มสัดส่วนลงทุนจาก 10% เป็น 25% สร้างผลตอบแทน 24.67% แผนหลักซึ่งเป็นแผนลงทุนที่พัฒนามาตั้งแต่ปี 2540 และลงทุนในตราสารหนี้เกือบ 60% ตามอยู่ที่ 3.73% ซึ่ง กบข. สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง บวก 2%

นายทรงพลชี้ให้เห็นถึงผลตอบแทนของแผนสมดุลตามอายุ (สัดส่วนใหม่) ที่กบข.ได้ปรับใหม่ให้กับสมาชิกในปี 2566 เพื่อให้ผลตอบแทนตามอายุสอดคล้องกับการลงทุนว่า มีผลตอบแทน 8.93% สำหรับสมาชิกอายุน้อยกว่า 51 ปี ขณะที่ผลตอบแทนของสมาชิกอายุ 55 ปีอยู่ที่ 6.41% และผลตอบแทนของสมาชิกอายุน้อยกว่า 59 ปี อยู่ที่ 4.43%

นายทรงพลว่า สมาชิกกบข. สามารถใช้แอป กบข. My GPF Application ที่ปรับใหม่เพื่อให้สมาชิกใช้งานง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมมีฟีเจอร์ใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก ทั้งเมนูเลือกแผนการลงทุน เมนูออมเพิ่ม

โดยแอป กบข. รูปโฉมใหม่ ในหน้าโฮม กบข. ได้คัดสรรเมนูเด่นที่อยากแนะนำให้สมาชิกเข้าใช้งานตลอดระยะเวลารับราชการ ได้แก่ เมนูเลือกแผนการลงทุน เมนูออมเพิ่ม เมนู My GPF & My GPF Twins เมนูสิทธิพิเศษและ GPF Point และเมนู Activity อีกทั้งสมาชิกยังสามารถสร้างเมนูโปรดของตนเองได้โดยเลือกจากเมนู

กบข. ได้ติดตามสถานการณ์การลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อาทิ การเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีจากกระแส AI First ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของธนาคารต่างๆ และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ปรับลดลง ซึ่ง กบข. ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ ตราสารหนี้ และทองคำ

“กบข.ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนและเน้นการทำ selection และบริหารพอร์ตลงทุนให้มีความทนทานต่อความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสม”

สำหรับปี 2568 กบข. ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวที่ 2.10% ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.4-2.8%

จากแนวโน้มดังกล่าว กบข. มีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์กลุ่มเติบโต (Growth Assets) โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้เพื่อลดความผันผวน ขณะเดียวกัน ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ แต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง และ กบข. ยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการคลังและภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่สมาชิก

“กบข.ได้รับนิยามสินทรัพย์ลงทุนจากเดิมที่แบ่งเป็น สินทรัพย์เสี่ยง risky asset สินทรัพย์ปลอดภัย safty asset ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน เป็นgrowth asset กับ defensive asset เนื่องจากไม่ได้ลงทุนเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ แต่ลงทุนนอกตลาดด้วย เช่น ธุรกิจโรงแรมเดิมอาจจะมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง แต่การลงทุนในโรงแรมของกบข.สร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง หรือตราสารหนี้เดิมมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำจากการจัดอันดับเครดิตเป็น investment grade แต่ที่ผ่านมามีการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ความเสี่ยงเปลี่ยนไป”

นอกจากนี้จะจัดทำสัดส่วนการลงทุนระยะยาวหรือ strategic asset allocation ฉบับใหม่ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาซึ่งคาดว่าแล้วเร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า รวมทั้งปรับแนวทางบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และศึกษาการลงทุนต่างประเทศให้สอดคล้องกับขนาดของ GDP หรือ GDP weighted

กบข. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก กบข. มีสถานะเป็นองค์กรของรัฐจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะไม่มีสถานะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีคณะกรรมการ กบข. เป็นผู้กำหนดนโยบาย ปัจจุบัน กบข. มีสมาชิกประมาณ 1.25 ล้านคน มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 1.40 ล้านล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ม.ค. 2568)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...