โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

การกลับมาขององค์ชายสาม #วายจีนโบราณ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2567 เวลา 14.09 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 14.09 น. • OnlyYou
องค์ชายสาม 'จ้าวเสี่ยวเฟิง' เก่งอยู่สองอย่าง คือร้องไห้กับกินนม….

ข้อมูลเบื้องต้น

จะเป็นยังไง

เมื่อองค์ชายสามที่ถูกสังหารโดยพี่ชาย

ย้อนกลับมาในร่างของตัวเอง

ในวัยสองหนาว

"องค์ชาย วางขวดนมก่อนพ่ะย่ะค่ะ"

"องค์ชาย โอ๋ๆ"

"องค์ชาย ฝ่าบาทว่าราชการอยู่ ทรงรอตรงนี้ก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ"

"น้องสาม เจ้าอยากขี่ม้าหรือ"

"ถ้าจะขี่ม้าต้องวางขวดนมก่อน"

"โอ๋ๆ เอาขวดนมไปด้วยก็ได้ ไม่ร้องนะไม่ร้อง"

#แฟนตาซีฟิวกู๊ดผสมดราม่า ไม่อิงประวัตศาสตร์ใดใด

#แต่งเพื่อความบันเทิงล้วนๆ

#ไม่ได้อัพทุกวัน

ติดเหรียญถาวรตั้งแต่ตอนที่สิบ สามารถรออ่านฟรีได้ที่ readAwrite ในเวลาที่ปลดเหรียญ เมื่อจบแล้วจะติดเหรียญถาวรเหมือนกัน

นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การคัดลอก ดัดแปลงโดยไม่รับอนุญาติจากนักเขียนถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ นักเขียนมีสิทธิ์ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

บทนำ

"แงงงงงง" เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยดังลั่น ทำให้นางกำนัล ขันทีต่างวิ่งกันให้วุ่นในช่วงเช้าตรู่

"โอ๋ๆ องค์ชายน้อย ทรงเป็นอะไรหรือเพคะ" แม่นมรีบอุ้มเด็กน้อยตัวขาวอ้วนวัยสองหนาวขึ้นจากเปลนอน นางเอ่ยปลอบประโลมแต่เด็กน้อยในอ้อมกอดก็ไม่ยอมสงบลง

เด็กน้อยยังคงแผดเสียงดังกว่าเดิม จนทำให้ใครบางคนที่อยู่ตำหนักข้างๆ ตื่นขึ้นมา

"เป็นอะไรแต่เช้า" น้ำเสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความดุเอ่ยขึ้น เมื่อเดินมาถึงตำหนักที่เกิดเสียง

"ถวายพระพรไท่จื่อเพคะ คือว่าองค์ชายสาม" นางกำนัล ขันทีต่างพากันคุกเข่าก้มหัวจรดพื้น เพราะรู้กันอยู่ว่าองค์รัชทายาทไม่ชอบเสียงดัง

แต่ไหนแต่ไรองค์ชายสามก็เป็นเด็กที่เงียบและเรียบร้อยมาตลอด แต่อยู่ๆ วันนี้กลับตื่นมาร้องไห้ตั้งแต่ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ซะงั้น

"เขาเป็นอะไร" จ้าวเทียนหลง ตรัสถามนางกำนัลนางหนึ่งที่อยู่หน้าตำหนัก

"หม่อมฉันยังไม่ทราบเพคะ องค์ชายทรงตื่นบรรทมแล้วร้องไห้อย่างเดียวเลยเพคะ"

จ้าวเทียนหลงไม่เอ่ยอะไร พระองค์เดินเข้าไปในตำหนักของคนเป็นน้องชายทันที

น้องชายที่ห่างจากเขายี่สิบปี

โอรสที่เกิดจากสนมขั้นผินของเสด็จพ่อ

"ส่งเขามานี่"

"แงงงงง" เสียงร้องไห้ยังคงไม่สงบลง แต่อยู่ๆ เมื่อถูกเปลี่ยนคนอุ้ม เด็กน้อยก็ชะงักครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้ามองก็ต้องตกใจจนตาค้าง

"เป็นอะไรล่ะเราหืม ทำไมวันนี้ร้องไห้แต่เช้าเลย" น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยกับเจ้าก้อนซาลาเปาขาวในอ้อมแขน

จ้าวเสี่ยวเฟิง จ้องมองคนที่อุ้มตัวเองอยู่ตาปริบๆ เสียงร้องไห้ลั่นตำหนักก่อนหน้านี้หยุดลงทันที

แต่สุดท้าย นางกำนัล ขันทีหรือแม้แต่องครักษ์ก็ต้องหมอบต่ำ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

เพี๊ยะ

มืออ้วนป้อมปะทะเข้าข้างแก้มของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปเต็มๆ

แม้จะเป็นแค่แรงเด็ก แต่ก็ทำให้เจ็บไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเหมือนว่า องค์ชายสามจ้าวเสี่ยวเฟิงจะไม่ออมแรงเลย

"ฮึก แงงงงงง" เมื่อฟาดมืออ้วนๆ ไปที่ใบหน้าของพี่ชายแล้ว เสี่ยวเฟิงในวัยสองหนาวก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

"เอานมมา" น้ำเสียงกดต่ำเอ่ยออกมาอย่างมีโทสะ แม่นมต้องรีบกุลีกุจอไปหยิบขวดนมที่ชงเสร็จก่อนหน้านี้มาให้ทันที

"แงงงงอึก" ปากที่กำลังแผดเสียงร้องหยุดลงทันที เมื่อชายตัวใหญ่ยัดจุกนมเข้ามาอย่างแรง

"กินให้หมด ถ้ายังร้องอีกจะจับโยนน้ำให้ปลากิน" น้ำเสียงข่มขู่ทำให้เด็กน้อยหยุดชะงัก ปากเล็กๆ ดูดกินนมจนแทบสำลัก

"ช้าๆ" จ้าวเทียนหลงดึงขวดนมออกจากปากเล็ก ดูดเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น ไม่ต้องโยนน้ำหรอก สำลักนมตายก่อนพอดี

แม้ปากจะดูดนม แต่สายตาก็ยังจับจ้องคนอุ้มอยู่ดี

จ้าวเทียนหลงขมวดคิ้วกับท่าทางของน้องชาย ปกติเด็กคนนี้จะเงียบๆ ไม่เล่น ไม่ซน กินแล้วก็นอน และไม่เคยร้องไห้โยเยแบบนี้มาก่อน

ทำให้เขาที่อยู่ตำหนักข้างๆ อยู่อย่างสงบเรื่อยมา

แต่วันนี้เป็นอะไร ร้องไห้เสียงดัง แล้วยังจะมาทำร้ายร่างกายเขาอีก

แต่แม้จะสงสัยหรือมีโทสะเพียงใด อ้อมแขนที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ก็ประคับประคองอย่างดี

เสี่ยวเฟิงที่ตอนแรกตาสว่าง แต่เมื่อได้รับไออุ่นจากคนตัวใหญ่ ซ้ำท้องกลมๆ ก็เริ่มอิ่ม ทำให้หนังตาหนักอึ้งอีกครั้ง

ไม่นานเด็กน้อยก็หลับไป ในตอนที่ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าพอดี

เทียนหลงค่อยๆ วางน้องลงบนเตียงนอน ที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาหลากหลายแบบ ก่อนที่จะกลับตำหนักเพื่อเตรียมตัวไปประชุมที่ท้องพระโรงอย่างเช่นทุกวัน

เหล่าขุนนางต่างพากันสงสัยถึงรอยแดงที่อยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์รัชทายาท

พระองค์ทรงไปทำอะไรมา เหตุใดถึงได้เหมือนโดนตบมาแบบนั้นกัน

จ้าวเสี่ยวเฟิง

ปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.)

ร่างกลมเล็กเริ่มขยับตัว แม่นมที่นั่งเฝ้าตลอดเวลารีบไปเกาะขอบเตียงกว้างทันที

ดวงตากลมโตลืมขึ้น เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ แล้วยกแขนยกขาขึ้นมอง

เมื่อเห็นกับตาแน่ชัดแล้ว ก็ทิ้งทุกอย่างลงข้างตัวอย่างหมดอาลัยตายอยาก

'สวรรค์เกลียดชังข้าหรือไร เหตุใดถึงได้ลงโทษข้าด้วยการให้ย้อนกลับมาแบบนี้" องค์ชายน้อยคิดในใจด้วยความหดหู่

"องค์ชาย ได้เวลาเสวยแล้วเพคะ" แม่นมคนเดิมค่อยๆ อุ้มเด็กวัยสองหนาวออกจากที่นอน ยังดีที่นางอายุแค่ยี่สิบห้าปี จึงทำให้การอุ้มเด็กที่ตัวอ้วนกลมและหนักมากขนาดนี้โดยไม่มีปัญหาอะไร

จ้าวเสี่ยวเฟิงปล่อยให้แม่นมจับตัวเองพลิกคว่ำพลิกหงายได้ตามใจ แม้ว่าวิญญาณจะอายุยี่สิบปี แต่ร่างที่อยู่นั้นยังเด็ก ทำให้เขาทำอะไรเองไม่ได้

ความเจ็บปวดตอนที่ถูกกระบี่แทงทะลุหัวใจยังคงชัดเจนในความรู้สึก ในคราแรกนึกว่าจะได้ไปปรโลกซะอีก แต่พอลืมตามา ดันมาอยู่ในตำหนักตัวเองในอดีตซะได้

ในชาติก่อนตอนที่เขายังเด็กขนาดนี้ เขาทำอะไรบ้างนั้น จำไม่ได้หรอก เพราะเริ่มจดจำได้ก็ตอนที่อายุห้าหนาวแล้ว

และจดจำได้จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตในตอนอายุยี่สิบปีเหมือนกัน

ก่อนหน้านี้ที่ตื่นมา แล้วรู้ว่าตัวเองอยู่ในที่แปลกๆ เลยร้องออกมาด้วยความตกใจปนหวาดกลัว แต่ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยแทน

และยังต้องมาเจอกับเสด็จพี่จ้าวเทียนหลงอีก ในตอนนั้น เพื่อความแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฝัน เลยตบแก้มอีกฝ่ายไปซะเต็มแรง

ผลสุดท้ายเลยโดนจุกนมยัดปากจนหลับไปในที่สุด

ป่านนี้เสด็จพี่คงหมายหัวเขาแล้วแน่ๆ

เพียงแค่คิดก็

"ฮึก แงงงงงง"

"โอ๋ๆ องค์ชายทรงหิวนมหรือเพคะ นี่เพคะนม ไม่ร้องเพคะไม่ร้อง" แม่นมยื่นขวดนมมาจ่อปากเล็ก เสี่ยวเฟิงอ้าปากงับจุกนมแล้วดูดกินตามสัญชาตญาณ

องค์ชายน้อยกินนมเสร็จก็ถูกแม่นมป้อนข้าว เป็นโจ๊กเหลวๆ ที่ไม่ได้น่ากินสักนิด แต่พอเข้าปากมันดันอร่อยซะงั้น

เมื่อกินอิ่ม องค์ชายน้อยก็ถูกปล่อยให้นั่งเล่นอยู่ในห้องโถงเพียงพระองค์เดียว เหมือนอย่างทุกๆ วัน

องค์ชายสามเป็นโอรสของฮ่องเต้ จ้าวฝูหลง กับสนมขั้นผินนางหนึ่ง ที่เมื่อคลอดองค์ชายออกมาก็เลือดไหลไม่หยุด ทำให้เสียชีวิตไป

และเนื่องจากโอรสสวรรค์พระองค์นี้นั้นมีบุตรยาก องค์ชายจ้าวเสี่ยวเฟิงจึงเป็นโอรสองค์สุดท้องในตอนนี้

พระองค์มีพี่ชายต่างมารดาสองพระองค์คือองค์รัชทายาทจ้าวเทียนหลงวัยยี่สิบสองปีที่กำเนิดจากฮองเฮา และองค์ชายรอง

จ้าวอันหมิง วัยยี่สิบปีที่กำเนิดจากหวงกุ้ยเฟย ทำให้ราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์ที่มีทายาทน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นจ้าว

แต่นั่นมันก็แค่ตอนนี้ เพราะห้าปีต่อจากนี้ ฮ่องเต้จ้าวฝูหลงจะรับบุตรชายของแม่ทัพใหญ่ที่สิ้นชีพในสนามรบเป็นบุตรบุญธรรม

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมและการช่วงชิงบัลลังก์ที่แลกมาด้วยเลือด

หนึ่งในนั้นคือเขา

"ฮ่องเต้เสด็จ!" เสียงทหารหน้าตำหนักตะโกนก้องถึงการมาของผู้ยิ่งใหญ่ เสี่ยวเฟิงตัวแข็งทื่อ เด็กน้อยกำตุ๊กตาในมือแน่นด้วยความรู้สึกหลากหลาย

เสด็จพ่อที่เขาคิดถึงมาตลอด กำลังมาหาเขา

"ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นปี"

"ถวายพระพรไทจื่อ ถวายพระพรองค์ชายรอง ขอพระองค์ทรงพระเจริญ" เสียงทำความเคารพดังไปทั่วตำหนัก แต่ก็ไม่ทำให้องค์ชายน้อยหันไปมองแต่อย่างใด

"พวกเจ้าออกไปก่อน"

"เพคะ" แม่นมและนางกำนัลพากันออกจากห้องโถงไป ในตำหนักจึงเหลือเพียงสามบุรุษกับหนึ่งเด็กน้อย

"จ้าวเสี่ยวเฟิง" น้ำเสียงทุ้มดุเอ่ยเรียกเด็กตัวกลมที่นั่งหันหลังอยู่ เด็กคนนี้ช่างน่าสงสาร เกิดมาก็ไร้มารดาเลี้ยงดู ซ้ำไปอยู่กับสนมคนไหนก็ไม่ได้ เพราะเด็กน้อยจะร้องไห้งอแง ฝ่าบาทจึงต้องคัดเลือกแม่นมให้มาดูแลแทน

และไม่น่าเชื่อว่าองค์ชายสามจะอยู่กับแม่นมได้มาตลอดสองปี

องค์ชายสามเป็นเด็กที่เงียบขรึม ชอบเล่นคนเดียว และไม่ชอบออกนอกตำหนัก

ถือกำเนิดมาสองปี ฝ่าบาทที่เป็นบิดาได้อุ้มยังไม่ถึงห้าครั้งด้วยซ้ำ

ส่วนพี่ชายทั้งสองก็คล้ายๆ กัน

เมื่อถูกเรียกเสี่ยวเฟิงจึงต้องจำใจหันไปมอง เขาก็เจอกับบุรุษตัวใหญ่ทั้งสามที่มองมาที่ตัวเอง

และอีกครั้ง เมื่อสบตากับองค์รัชทายาท เด็กน้อยก็แผดเสียงขึ้นมาทันที

"แงงงงง" เสี่ยวเฟิงร้องไห้ออกมา เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน คงเพราะร่างกายที่เป็นเด็ก เมื่อหวาดกลัวอะไรก็จะร้องไห้ออกมาแหละมั้ง และเขาก็ไม่อาจควบคุมร่างกายนี้ได้

"ไม่ต้องร้อง เป็นถึงองค์ชายเหตุใดถึงขี้แยนัก" ฝ่าบาทอุ้มโอรสขึ้น พระองค์ไม่เคยเลี้ยงดูเด็กเล็ก เหตุนี้จึงหยิบขวดนมที่วางอยู่ขึ้นมา

"กินนมหรือไม่" เสี่ยวเฟิงหยุดชะงัก เมื่อขวดนมปรากฏสู่สายตา มืออ้วนป้อมหยิบขวดนมแล้วอ้าปากงับทันที

โอรสสวรรค์มองก้อนแป้งในอ้อมแขนด้วยความเอ็นดู ร้องไห้ง่าย และหยุดร้องง่ายเสียจริง

"ของใช้เด็กที่ซื้อมาจากชาวโพ้นทะเลช่างดีเสียจริง แค่เอานมใส่ขวด ก็ถือไปกินที่ไหนก็ได้แล้ว" องค์ชายรองจิ้มไปยังแก้มนุ่มเบาๆ น้องชายคนนี้ปกติพระองค์ก็ชอบมาหาบ่อยๆ แต่องค์ชายสามแทบจะไม่ยอมให้พี่ชายอุ้มเลย

เสี่ยวเฟิงเอาขวดนมออกจากปาก มือน้อยตีเข้าที่ใบหน้าของพี่ชายอย่างแรง

"โอ๊ย! เจ้าลูกหมู ตีพี่รองทำไม"

"หึ" รัชทายาทขำในลำคอ สมน้ำหน้า โดนซะบ้าง ล้อเลียนเขาดีนัก

เมื่อเห็นพี่ชายเจ็บตัว เสี่ยวเฟิงก็ยิ้มกว้างอวดฟันน้ำนม เขาจำได้ ในชาติก่อนพวกเขาสามพี่น้องนั้นสนิทกันดี แต่พอบุรุษคนนั้นเข้ามา ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนไป

จะบอกว่าทุกคนเปลี่ยนไปก็ไม่ได้ เป็นเขาต่างหากที่เปลี่ยนไป

"เมื่อเช้าก็ตีพี่ใหญ่ ตอนนี้ก็ตีพี่รอง มือน้อยๆ นี้ช่างแรงเยอะจริงๆ" รัชทายาทพูดขึ้น เสี่ยวเฟิงจ้องมองพี่ชายตาไม่กะพริบ

คนคนนี้ คือคนที่แทงดาบทะลุหัวใจเขา

ความเจ็บที่อกยังไม่จางหายไปเลย

"ฮึก"

"เหตุใดเจ้าถึงขี้แยนัก" ฝ่าบาทตรัสขึ้น แล้วพาเด็กน้อยออกจากตำหนัก พระองค์ทรงพาโอรสองค์สุดท้องเดินชมสวนที่อยู่ระหว่างตำหนักของรัชทายาทกับองค์ชายสาม

"เสด็จพี่ ดูแล้วเฟิงเอ๋อร์จะกลัวพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ" องค์ชายรองเอ่ยกับพี่ชาย ขณะเดินตามหลังบิดา

"ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเขาเลย" รัชทายาทตอบออกไป เขาก็สงสัยเหมือนกัน เมื่อก่อนไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย

แม้จะไม่ให้อุ้ม แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นหน้า

เสี่ยวเฟิงที่ได้ออกมานอกตำหนักก็รู้สึกตื่นเต้น บางอย่างที่เขาเคยทำลายไป ตอนนี้มันยังคงอยู่

นี่คงเป็นข้อดีของการย้อนเวลาซินะ

แต่ข้อเสียก็คือ เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นมันเหมือนกัน

เหล่านางกำนัล ขันทีต่างพากันแปลกใจ ที่เห็นฝ่าบาทอุ้มองค์ชายน้อยนานขนาดนี้ ปกติพระองค์จะทรงมาหาโอรสไม่เกินหนึ่งก้านธูป และไม่ค่อยอุ้มองค์ด้วยซ้ำ แต่วันนี้ใกล้เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว พระองค์ยังไม่วางองค์ชายสามเลย

เสี่ยวเฟิงตอนแรกก็ตื่นเต้นกับสิ่งรอบกาย แต่สักพักเด็กน้อยก็เบื่อ ใบหน้าอ้วนกลมซบลงที่ไหล่ของฝ่าบาท ดวงตากลมโตเหลือบมองไปยังพี่ชายทั้งสอง

ความกลัว ความรู้สึกผิด ความคิดถึง ความเสียใจเกิดขึ้นในอก จนแยกไม่ออกว่าความรู้สึกไหนมีมากกว่ากัน

ฮ่องเต้ฝูหลงก้มมองเด็กในอ้อมแขน แม้ว่าจะมาหาแค่วันละไม่นาน แต่พระองค์ก็สังเกตโอรสคนนี้เสมอ และดูเหมือนว่า เด็กน้อยของพระองค์ดูแปลกไป

เหมือนกับว่า เด็กในอ้อมแขนนี้กำลังเสียใจ

"เจ้าอยากไปทำงานกับเจิ้นหรือไม่" การดำรงตำแหน่งสูงสุด การแสดงออกกับบุตรคนใดคนหนึ่งมากเกินไปนั้นไม่ดี เหตุนี้ถ้อยคำที่ฝ่าบาทใช้ จึงค่อนข้างเป็นทางการและห่างเหิน

แต่พระองค์คงคิดไม่ถึง ว่าอนาคตอันใกล้นี้ องค์ชายสามคือข้อยกเว้นของทุกอย่างในวังหลวง

เสี่ยวเฟิงยกหัวกลมๆ ขึ้นมา เด็กน้อยมองหน้าฝ่าบาทตาปริบๆ

"ทำยาน" เสียงเล็กๆ ดังขึ้น นี่คงเป็นคำพูดแรกที่เขาพูดตั้งแต่ที่ย้อนเวลากลับมา

"ใช่ทำงาน อยากไปหรือไม่"

เสี่ยวเฟิงพยักหน้าจนแก้มกระเพื่อม ฝ่าบาทที่เห็นแบบนั้น พระองค์ก็รู้สึกมันเขี้ยว

"จุ๊บ" เหล่าองครักษ์ต่างเบิกตากว้าง แม้กระทั่งองค์ชายทั้งสองก็เหมือนกัน

เสี่ยวเฟิงที่โดนเสด็จพ่อหอมแก้มก็ตกใจ แก้มขาวขึ้นสีแดงระเรือ แต่เขาก็ไม่ยอมอายคนเดียว เหตุนี้เด็กน้อยจึงยืดตัวไปหอมแก้มคืน

ว่ากันว่าพระวรกายของฮ่องเต้นั้นล้ำค่า แต่ตอนนี้แก้มของพระองค์นั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบนมขององค์ชายสาม

นางกำนัล ขันทีต่างพากันหน้าซีดตัวสั่น เมื่อฝ่าบาททรงนิ่งไป แม้กระทั่งตัวต้นเรื่องก็หัวใจเต้นแรง

แต่แล้วทุกคนก็ต้องโล่งใจ เพราะ

"ฮ่าๆ เจ้าตัวแสบ แอบเช็ดปากกับใบหน้าของเจิ้นเลยหรือ" หยิบผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อมาเช็ดออก แล้วเช็ดปากเล็กที่เปื้อนคราบนมให้องค์ชายน้อยด้วย

"นมหมกแย้ว"

"หืม ว่าไงนะ"

"หมกแย้ว จินอีก" นมมันหมดแล้ว! อยากกินอีก! อยู่ใกล้แค่นี้ไม่ได้ยินรึไงกันพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ! เสี่ยวเฟิงฟึดฟัดในใจ

"ไม่กินนมแล้ว ไปกินขนมดีกว่า" ฝ่าบาทตรัสแค่นั้นก็พาองค์ชายน้อยเดินไปตำหนักตัวเอง โดยมีองค์ชายทั้งสองตามไม่ห่าง

เสี่ยวเฟิงหน้าบูดบึ้ง เขาอยากกินนม ไม่ได้อยากกินขนมสักหน่อย

แม้จะโตแล้ว แต่ตัวยังเป็นเด็กไง การดูดนมขวดมันเลยอร่อย และเขาก็ชอบมันที่สุด

จ้าวฝูหลง

เสี่ยวเฟิงถูกพาเดินเข้าตำหนักของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าแผ่นดิน เด็กน้อยหันมองไปรอบๆ อย่างสนใจ ตำหนักแห่งนี้เขาเคยมาวิ่งเล่น และนั่งดูเสด็จพ่อกับพี่ชายทั้งสองช่วยกันทำงาน

และมันก็เป็นสถานที่ ที่บุรุษผู้นั้นต้องการครอบครอง

ฝ่าบาทวางโอรสน้อยให้ยืนบนพื้น เด็กน้อยที่เพิ่งจะครบสองหนาวหมาดๆ เมื่อสองวันก่อนซวนเซเล็กน้อย แต่ก็สามารถยืนได้อย่างมั่นคง

ฝ่าบาทปล่อยเสี่ยวเฟิงไว้แบบนั้น พระองค์ก็ไปนั่งที่โต๊ะทรงงานแล้วหยิบฏีกาขึ้นมาอ่าน

สององค์ชายที่เดินตามเข้ามา ก็ไปนั่งประจำตำแหน่งตัวเอง

เสี่ยวเฟิงแอบมองคนทั้งสาม ที่พากันตั้งใจทำงานโดยไม่สนใจเขา

"องค์ชาย ทรงเสวยขนมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังนั้น ทำให้เสี่ยวเฟิงหันไปมอง

เขาก็เจอกับกงกงข้างกายของฝ่าบาท

หลี่กงกงคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อให้ตัวเองเสมอกับเด็กน้อย เสี่ยวเฟิงจ้องมองผู้มาใหม่ตาไม่กะพริบ

"ไปเสวยขนมกับกระหม่อมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" หลี่กงกงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใจดี

"จินหนม"

"พ่ะย่ะค่ะ"

"นมหมกแย้ว" ยื่นขวดนมที่ยังคงถืออยู่ให้กับบุรุษตรงหน้า

"เดี๋ยวกระหม่อมจะไปเอานมให้ ตอนนี้องค์ชายไปเสวยขนมก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ"

เสี่ยวเฟิงหันมองพ่อกับพี่ชาย เมื่อทุกคนไม่สนใจ เขาก็พยักหน้าให้กงกง

หลี่กงกงอุ้มองค์ชายน้อยขึ้นนั่งเก้าอี้ ขันทีสองคนยกถาดขนมเข้ามา เมื่อหลี่กงกงทดสอบพิษแล้วจึงใช้ตะเกียบคีบขนมกุ้ยฮวาใส่จานเล็กให้องค์ชาย

เสี่ยวเฟิงที่กล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง เขาไม่อาจใช้ตะเกียบได้ เหตุนี้การกินขนมจึงต้องใช้ห้านิ้วอ้วนๆ แทน

เพียงแค่ได้ลิ้มรสชาติ ดวงตากลมโตก็คลอด้วยน้ำตา

เป็นปีเชียวนะ ที่ไม่ได้กินขนมอร่อยๆ แบบนี้

"องค์ชาย" หลี่กงกงเอ่ยเรียกเสียงเบา เมื่อเห็นองค์ชายน้อยโศกเศร้า

ที่ตำหนักไม่มีขนมพวกนี้หรือไงกัน

สงสัยเขาต้องสั่งตรวจสอบเสียแล้ว

ถ้าสิ่งที่หลี่กงกงคิดนั้นรู้ถึงเสี่ยวเฟิง องค์ชายสามคงจะเอ่ยแก้ตัวทันที

ที่ตำหนักไม่เคยปล่อยให้เขาอดอยากหรอก แต่ช่วงหนึ่งปีก่อนเขาตายต่างหากที่ทำให้เขาอยากร้องไห้ให้กับมัน

"หนมหนม"

"พ่ะย่ะค่ะขนม พระองค์อร่อยหรือไม่"

เสี่ยวเฟิงพยักหน้า เมื่อกงกงถาม เด็กน้อยกินไปประมาณสามชิ้นก็อิ่ม

ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง มีบ้างที่ได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษ เสี่ยวเฟิงถูกพานั่งเล่นอยู่ที่มุมห้อง ตุ๊กตาไม้ที่นำมาจากต่างแดนถูกนำออกมาให้เขาเล่น

องค์ชายน้อยนั่งเล่นคนเดียวเงียบๆ มีบ้างที่หันมองบุรุษทั้งสามคน

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงยามอู่ (11.00-12.59 น.) เป็นเวลาที่ฝ่าบาทต้องเสวยพระกระยาหาร

"เจ้าลูกหมู วันนี้จะกินข้าวกับเจิ้นหรือไม่" ฝ่าบาทอุ้มโอรสขึ้น แล้วพาเดินไปที่ห้องอาหาร

เสี่ยวเฟิงไม่พูด เขาทำตัวนิ่งๆ ให้บิดาอุ้มไป

ซึ่งการที่เขาไม่พูดนั้น ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะองค์ชายสาม คือองค์ชายที่พูดน้อยที่สุด ถ้าพระองค์ไม่พอใจ หรือไม่อยากสนทนากับใคร พระองค์จะแสดงออกโดยการเงียบ

และที่เด็กน้อยไม่ตอบเสด็จพ่อ เพราะยังโกรธที่ไม่ได้กินนม

และตอนนี้ขวดนมก็หายไปไหนแล้วไม่รู้

ในวันนี้ฝ่าบาทอนุญาตให้โอรสทั้งสามคนร่วมโต๊ะเสวย ทำให้อาหารในมื้อนี้มีเยอะกว่าเดิมเล็กน้อย

เสี่ยวเฟิงนั่งบนตักคนเป็นพ่อ เมื่อหลี่กงกงทดสอบพิษเสร็จ ฝ่าบาทก็ลงมือ

โดยคำแรกพระองค์คีบป้อนเด็กที่อยู่บนตัก

แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมกิน

"ไม่หิวหรือไง"

เด็กน้อยไม่ตอบ ซ้ำยังหันหน้าหนีอีกด้วย

ฝ่าบาทที่เห็นว่าโอรสน้อยไม่กิน พระองค์ก็ไม่บังคับ มือหนาคีบอาหารเข้าปาก องค์ชายทั้งสองก็เริ่มลงมือ

เสี่ยวเฟิงที่เห็นว่าเสด็จพ่อไม่สนใจ เด็กน้อยจึงเกิดอาการไม่พอใจ

มือน้อยยื่นไปคว้าถ้วยข้าวของโอรสสวรรค์จนมันคว่ำลง

"จ้าว เสี่ยว เฟิง" ฝ่าบาทเรียกชื่อโอรสองค์เล็กทีละคำเสียงดุ พระองค์วางตะเกียบลง ทำให้องค์ชายอีกสองพระองค์ต้องวางตาม

"ส่งองค์ชายให้กระหม่อมเถอะพ่ะย่ะค่ะ" กงกงเอ่ยขอ ขณะที่นางกำนัลรีบเข้ามาเปลี่ยนถาดอาหารชุดใหม่อย่างเร่งด่วน

"จะเอาไปไหนก็เอาไป" ฝ่าบาทยื่นเด็กอ้วนให้กงกง พระองค์ไม่เคยได้เลี้ยงดูเด็กเลย เหตุนี้จึงยังใช้คำพูดหรือการแสดงออกไม่ค่อยเป็น

แต่ถ้าถามว่า ฝ่าบาทมีโทสะหรือไม่ ก็คงตอบได้ว่าไม่มี

แต่เด็กน้อยวัยสองหนาวนั้นไม่รู้ แม้ไส้ในจะอายุยี่สิบ แต่ตอนนี้เขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง

หัวใจดวงน้อยรู้สึกเจ็บเมื่อพ่อดุ ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตา จากนั้นก็

"ฮึก แงงงงง" แผดเสียงร้องไห้ออกมา

"โอ๋ๆ องค์ชายไม่ร้องพ่ะย่ะค่ะไม่ร้อง" หลี่กงกงรีบอุ้มองค์ชายน้อยออกจากห้องอาหาร แต่แม้ว่าจะออกไปแล้วเสียงร้องไห้ก็ยังคงลอยมาตามลม

ฝ่าบาทไม่ได้สนใจมากนัก พระองค์ลุกเสด็จกลับห้องทรงงานทันที

แน่นอนว่าสององค์ชายยังไม่อิ่มด้วยซ้ำ

ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ก็เสด็จออกจากห้องทรงงาน เพื่อไปตามหาโอรสน้อย ที่พระองค์เป็นคนทำให้ร้องไห้

"หลับหรือ"

"พ่ะย่ะค่ะ ทรงหลับไปเมื่อครู่" หลี่กงกงเอ่ยตอบมือข้างหนึ่งก็ลูบแผ่นหลังเล็กๆ เป็นการกล่อมนอน

ฝ่าบาทมองเด็กที่หลับไปทั้งๆ ที่ยังมีคราบน้ำตาก็นึกเอ็นดู

พระองค์ยื่นมือรับเอาองค์ชายน้อยมาอุ้มไว้

เสี่ยวเฟิ่งที่ถูกจับตัว เขาก็ปรือตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ตื่นเต็มตา

"ฮึก แงงงงง"

"โอ๋ๆ ไม่ร้องลูกไม่ร้อง พ่อขอโทษ" แค่ประโยคเดียวของฮ่องเต้ ผู้คนบริเวณนั้นต่างพากันตกตะลึง

ประโยคเมื่อครู่นี้ มันคืออันใดกัน

เสี่ยวเฟิงที่ได้ยิน เขาก็หยุดชะงัก

เสด็จพ่อไม่เคยตรัสเช่นนี้เลย ไม่ว่ากับบุตรคนไหน

"หิวนมเหรอลูก เดี๋ยวพ่อพาไปเอา" ฝ่าบาทไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง พระองค์อุ้มเด็กน้อยกลับตำหนักของพระองค์ทันที ไม่ลืมที่จะสั่งให้กงกงข้างกายไปเอาขวดนมมา

เสี่ยวเฟิงรู้สึกสับสนมึนงง ฝ่าบาททรงไปเสวยอะไรผิดสำแดงมารึเปล่านะ

แต่สำหรับฮ่องเต้นั้น พระองค์ก็แค่รู้สึกเอ็นดูบุตรชายคนเล็กเป็นพิเศษก็เท่านั้น อายุปีนี้ก็สี่สิบสองปีแล้ว ว่างเว้นจากการอุ้มเด็กน้อยมาเป็นยี่สิบปี พอมีเสี่ยวเฟิงมาพระองค์นั้นดีใจมาก แต่ไม่รู้ทำไม อุ้มเด็กน้อยทีไร บุตรชายคนนี้ก็ร้องไห้เสียทุกครั้ง เหตุนี้พระองค์เลยทำเพียงไปหาบ่อยๆ วันละหนึ่งถึงสองเค่อ

แต่วันนี้พระองค์อุ้มบุตรชายได้ตั้งนานสองนาน แถมอีกฝ่ายยังหอมแก้มพระองค์อีก สัมผัสนุ่มนิ่มจากปากเล็กยังคงตราตรึงไม่หาย

ในตอนแรกก็คิดจะทำเหมือนเดิม แค่วันนี้อาจจะอยู่ด้วยนานหน่อย แต่พอเผลอดุออกไปแล้วลูกน้อยร้องไห้

ฝ่าบาทก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกัน

ในเมื่อเป็นผู้ปกครองที่ดีแล้ว พระองค์จะเป็นบิดาที่ดีบ้าง คงไม่แปลกอันใด

ปากเล็กอ้าหาวออกมา มันคงเป็นกลไกธรรมชาติของเด็กวัยนี้ แม้จะตื่นตกใจ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความง่วงได้

ฝ่าบาทวางบุตรชายลงบนแท่นบรรทมของพระองค์ แล้วรับเอาขวดนมจากกงกงยื่นให้เด็กอ้วนที่ตาปรือแล้วแต่ยังไม่ยอมหลับ

เสี่ยวเฟิงที่เห็นขวดนม เขาก็คว้าหมับแล้วเอาเข้าปากทันที ฝ่าบาทนั่งมองด้วยความเอ็นดู

"ง่วงก็นอน ไม่ต้องจ้องหน้าพ่อแบบนั้นเลย" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน

เสี่ยวเฟิงหลับตาลง พร้อมกับดูดนมในขวดไปด้วย ฝ่าบาทเห็นแบบนั้น พระองค์ก็ดึงผ้าห่มมาห่มให้

เมื่อเห็นว่านมหมดขวดแล้ว อีกทั้งเด็กน้อยก็หลับไปแล้วด้วย ฝ่าบาทจึงค่อยๆ ดึงขวดนมออก

แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อดวงตากลมโตลืมขึ้น

"นมอีก"

"หืม ลูกว่าอะไรนะ"

"จินอีก" เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง แล้วยื่นขวดนมให้กับผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้า

"นี่พ่ะย่ะค่ะ" หลี่กงกงยื่นขวดนมอีกขวดให้อย่างรู้งาน เพราะแม่นมขององค์ชายที่อยู่ด้านนอกเตรียมไว้แล้ว

ฝ่าบาทยกยิ้มเล็กน้อย พระองค์หยิบนมขวดใหม่ส่งให้กับเผด็จการตัวน้อยทันที

เสี่ยวเฟิงรับมา เขาก็เอาเข้าปากแล้วล้มตัวลงนอน

ก็เขาไม่ได้กินมื้อกลางวัน มันก็หิวเป็นธรรมดา

เด็กน้อยนอนดูดนมสักพัก ก็หลับไป ในรอบนี้ขนาดอุ้มนอนดีดีก็ไม่ยอมตื่น

ความจริงแล้วองค์ชายสามไม่ได้เสวยนมสองขวดเพราะหิวข้าวหรอก แต่พระองค์ทรงเสวยนมเก่งแบบนี้ตลอด ทุกครั้งที่จะเข้าบรรทม ไม่ว่ายามใด แม่นมจะต้องเตรียมนมให้สองขวดทุกครั้ง

ไม่งั้นองค์ชายสามคงไม่ตัวอวบอ้วนขนาดนี้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...