โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หวนคืนแด่ท่านร้อยเท่าพันทวี

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ก.พ. 2567 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2567 เวลา 13.00 น. • หยางเพ่ยหรง
ชาติก่อนถูกยัดเยียดโทษกบฏ บิดามารดาถูกสังหารต่อหน้า ความตายมาเยือนโดยไม่ยินยอม นางกรีดร้องสาบานในใจ หากมีโอกาสอีกครั้งจะต้องลากคนผู้นั้นไปปรโลกให้ได้ ทว่าคำขอทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ!

ข้อมูลเบื้องต้น

หวนคืนแด่ท่านร้อยเท่าพันทวี

*

สกุลเยว่ถูกโทษทัณฑ์ประหารเจ็ดชั่วโคตร บิดาถูกบั่นคอ มารดาถูกสังหารต่อหน้า ความตายที่ไม่เป็นธรรมทำให้ใจของเยว่หรานชิงเคียดแค้น

นางกรีดร้องภายในใจ หากชาติหน้ามีจริง นางจะยืนหยัดเพื่อปกป้องสกุลเยว่ไม่ให้เดินเส้นทางเดิมแห่งนี้ จะต้องแก้แค้นมันทุกผู้ให้ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างที่สกุลเยว่ได้รับร้อยเท่าพันทวี!

แต่อนิจจา โอกาสครั้งที่สองใช่ว่าจะได้รับอย่างง่ายดายเช่นนั้น ทุกคำขอย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน ทุกสิ่งในใต้หล้านี้มีราคาที่ต้องจ่าย!

ไม่ทันตั้งตัว (1)

พุทธองค์กล่าวว่า ความตายนั้นปรากฏแก่บุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่สามารถหลีกหนีได้

ความตาย ย่อมมาถึงแม้ขณะหายใจเข้า…หายใจออก

รัชศกอู่เต๋อที่สิบ

ฝีเท้ารีบเร่งใกล้เข้ามาบริเวณเรือนนอนของคุณหนูใหญ่สกุลเยว่ มือเย็นเฉียบของผู้ที่เร่งเดินทางมาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่

ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างของเยว่ฮูหยินที่ตรงมายังโต๊ะตำราของบุตรสาวคนโตด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

สกุลเยว่ในยามนี้มีเยว่จงหมินเป็นผู้นำ เขามีฐานะเป็นถึงไท่ฟู่[1]

ขององค์จักรพรรดิหลี่หยวนแห่งต้าถังและบรรดาองค์ชายทั้งหมด

แม้เยว่จงหมินไม่ได้มีอำนาจในราชสำนักที่คอยยื่นถวายฎีกาเอาผิดใต้หล้าเทียบเท่าขุนนางขั้นกั๋วกง[2]

แต่ก็สามารถชักนำความคิดขององค์จักรพรรดิได้อย่างที่ขุนนางทั้งหลายไม่สามารถกระทำได้เช่นกัน

ยามแต่งตั้งองค์รัชทายาทแห่งต้าถัง หลี่หยวนก็นำคุณสมบัติมาให้เยว่จงหมินพิจารณา หากกล่าวว่ารัชทายาทมาจากการเลือกของเยว่ไท่ฟู่ก็ไม่ผิดอันใด

และความสามารถเช่นนี้เองที่นำภัยมาสู่สกุลเยว่ในวันนี้

กู้ลี่หลิงมองบุตรสาวที่หยุดอ่านตำราแล้วมองมาทางนางด้วยแววตาฉงน

ห่อผ้างดงามบ่งบอกฐานะของผู้ให้ถูกวางลงที่โต๊ะไม้สี่เหลี่ยม

“ชิงชิง เจ้าช่วยนำขนมไปให้อาเซิ่งหน่อยเถิด แม่เห็นว่าเป็นของโปรดเขาเลยซื้อมาฝาก”

เยว่หรานชิงมองห่อผ้าที่วางอยู่ตรงหน้าครู่หนึ่งแล้วเงยหน้ามองมารดาอีกครั้ง รอยยิ้มผุดขึ้นที่ดวงหน้างดงามเกลี้ยงเกลา

“ท่านแม่ ลูกเพิ่งกลับจากจวนสกุลโจวเมื่อครู่ ขอลูกพักให้หายเหนื่อยก่อนนะเจ้าคะ”

“เจ้ารีบนำไปให้อีกทีเถิด ขนมพวกนี้กินตอนที่ยังร้อนอร่อยยิ่งนัก”

ท้ายเสียงของเยว่ฮูหยินสั่นเล็กน้อย ดึงมือบุตรสาวคนโตให้ลุกขึ้นจากโต๊ะตำราแล้วยัดห่อผ้าใส่มือแกมบังคับ

“ไปเถิด อย่ามัวแต่รั้งรอเลยประเดี๋ยวขนมไม่อร่อย”

“แต่ว่า…”

“ชิงชิง ทุกทีเจ้าไม่เคยดื้อรั้น เหตุใดครั้งนี้ถึงมีคำถามมากมายนัก!”

กู้ลี่หลิงขึ้นเสียงใส่บุตรสาวจนโฉมสะคราญที่กำลังออกอาการรั้นหยุดชะงัก ดวงตากลมโตกะพริบถี่ด้วยความงุนงง

ในยามปกติมารดาของนางเป็นสตรีที่ใจเย็นดุจแม่น้ำ ไม่ว่าจะเรื่องนอกจวนหรือเรื่องในจวนก็ไม่สามารถทำให้มารดาหลุดการควบคุมตนเองได้ถึงเพียงนี้

“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือไม่เจ้าคะ วันนี้ท่านดูแปลกไป”

เยว่หรานชิงจับมือมารดาข้างนึงพบว่ามีแต่ความเย็นเฉียบซ้ำมารดายังบีบมือของนางเอาไว้แน่น

“รีบไปสกุลโจวเถิด”

หญิงสาวถอนหายใจพลางพยักหน้ารับในที่สุด นางกระชับห่อผ้าที่ถูกยัดใส่มือเอาไว้แล้วเดินออกจากเรือนไปยังหน้าจวนในทันที

คล้อยหลังบุตรสาวไป กู้ลี่หลิงทรุดกายนั่งลงกับพื้น ยกมือขึ้นปิดหน้าร่ำไห้ไร้เสียงเล็ดลอด เป็นความผิดของนาง เป็นนางที่ไม่สามารถสั่งสอนบุตรสาวให้ได้ดี เป็นนางที่ไม่สามารถกล่าวห้ามสามีได้ เพราะนอกจากเยว่จงหมินแล้ว บุตรสาวคนเล็กอย่างเยว่หรานหลิงเองก็นำพาหายนะมาให้สกุลเยว่ด้วยเช่นกัน

‘ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ลูกผิดไปแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว’

ยามนึกถึงเสียงร้องไห้ของบุตรสาวและการโขกศีรษะจนหน้าผากบวมปูด ไม่ได้ทำให้คนเป็นบิดามารดาใจอ่อนลงได้ ซ้ำยังรู้สึกผิดที่ตนเองไร้สามารถอย่างยิ่งยวด

กู้ลี่หลิงจะไม่ยอมให้สกุลเยว่ต้องสูญสิ้น เยว่หรานชิงจะต้องมีชีวิตรอด เยว่หรานชิงเป็นเพียงความหวังเดียวของสกุลเยว่ในยามนี้

เชิงอรรถ

ราชครู หรือ อาจารย์ของฮ่องเต้ ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ขุนนางขั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้

*

สวัสดีค่า พบกับเรื่องใหม่ของหยางเพ่ยหรงอีกแล้วนะคะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปมง่าย ย่อยง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนเรื่องที่แล้วแน่นอนค่ะ

ตัวละครไม่ชวนปวดหัวแน่นอน จริง ๆ

ฝากติดตาม + กดใจ + กดเข้าชั้น + คอมเม้นให้ด้วยนะค้า

ไม่ทันตั้งตัว (2)

รถม้าเคลื่อนออกจากหน้าจวนราชครูมุ่งหน้าสู่จวนสกุลโจว

สกุลโจวกับสกุลเยว่เพิ่งเกี่ยวดองกันได้ไม่นานนัก สกุลเยว่มีบุตรสาวสองคนคือเยว่หรานชิงและเยว่หรานหลิง

บุตรสาวคนโตของเยว่ไท่ฟู่หมั้นหมายกับบุตรชายเพียงคนเดียวของโจวเฟิงที่รั้งตำแหน่งเจ้ากรมนิติบัญญัติ

สินสอดที่ทางเจ้าบ่าวส่งไปยังสกุลเยว่ยาวหลายลี้[1]

เป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งเมืองหลวงว่ายิ่งใหญ่ไม่ต่างจากงานแต่งของเชื้อพระวงศ์

เยว่หรานชิงเองแม้อายุเพียงสิบเจ็ดก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุปผางามแห่งต้าถัง ดวงหน้าขาวราวหิมะแรก ริมฝีปากบางสีชาดคล้ายผลอิงเถา[2]

นัยน์ตากระจ่างใส ปลายจมูกโด่งรั้น เรือนผมดำขลับเงางามเฉกเช่นน้ำหมึกในถาดฝนหมึกราคาแพง

หากเยว่หรานชิงเป็นที่หนึ่งย่อมไม่มีที่สอง หากเป็นที่สองย่อมไม่มีที่หนึ่ง แม้กระทั่งน้องสาวของนางยังไม่สามารถเทียบความงามของเยว่ผู้พี่ได้

ยามนี้บุปผางามถูกจับจองโดยบุรุษที่รูปโฉมงดงามเช่นกัน โจวเจียงเซิ่งมีฐานะเป็นถึงรองเจ้ากรมโยธาด้วยอายุเพียงสิบเก้าปี

เหตุใดเรื่องราวของคนทั้งคู่จะไม่กลายเป็นที่กล่าวขานทั่วเมืองหลวงเล่า?

หญิงสาวที่นั่งอยู่ในรถม้าสีหน้ายุ่งเหยิง เยว่หรานชิงรู้สึกไม่ค่อยดีนักแม้จะออกมาจากจวนได้ครู่หนึ่งแล้ว

มารดาของนางดูแปลกไปจริง ๆ ซ้ำวันนี้ยังไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของหลิงหลิงอีกด้วย ท่านพ่อก็ยังไม่กลับมาทั้งที่ควรจะถึงจวนนานแล้ว

ทว่ายังไม่ทันได้จมกับความคิดของตนเองนานนัก รถม้าก็มาถึงหน้าจวนสกุลโจว ร่างบางลงจากรถม้าพร้อมด้วยสาวใช้ติดตามนามเสี่ยวหลันที่ถือห่อผ้าตามหลังผู้เป็นนาย

โจวเจียงเซิ่งเองเพิ่งลุกจากโต๊ะทรงเตี้ยที่มีกระดานหมากวางเอาไว้ เขามองคู่หมั้นด้วยความฉงน

“ชิงชิง เจ้าลืมของหรือ?”

โฉมสะคราญส่ายหน้า พลางยื่นห่อผ้าให้ชายหนุ่ม น้ำเสียงหวานเอื้อนเอ่ยออดอ้อนอย่างที่ชอบทำยามอยู่กันแค่สองคน

“ท่านแม่ฝากมาให้เจ้าค่ะ บอกว่าต้องกินตอนร้อนจะอร่อยเลยคะยั้นคะยอให้ข้ารีบเอามาให้ ว่าแต่เพิ่งเดินหมากเสร็จหรือเจ้าคะ”

“อืม ข้ามีอะไรให้เจ้าดู”

โจวเจียงเซิ่งรับของมาถือเอาไว้ คว้ามือของหญิงสาวให้เดินตามมาที่โต๊ะที่วางกระดานหมากอีกครั้ง

ดวงตาดอกท้อเป็นประกายเมื่อเห็นว่าหมากสีดำที่ถูกหมากขาวโอบล้อมอยู่นั้นถูกเรียงเป็นคำว่า ‘ชิงชิง’

เยว่หรานชิงหันมองคู่หมั้นพร้อมรอยยิ้มเขินอาย พวงแก้มใสแดงปลั่ง ผินหน้ากลับไปยังทางเดิมก่อนสูดหายใจเสียหลายทีกว่าจะกลับมาอยู่ในท่าทีสงบได้

โจวเจียงเซิ่งเองใช่ไม่รู้ว่าหญิงสาวเขินอายเพียงใด เขาโน้มตัวลงมาใกล้ใบหูเล็กแล้วกระซิบแผ่ว

“อย่าทำสีหน้าเช่นนี้ให้ผู้ใดเห็นเชียว ข้าหวง”

เยว่หรานชิงอมยิ้ม ส่ายหน้าเล็กน้อย

“เลิกเย้าข้าได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าเล่าเจ้าคะอยู่ที่ใดเสียแล้ว”

“อยู่ที่ศาลาด้านหลัง มาเถิด ข้าจะพาเจ้าไป”

ภาพของคุณชายเพียงคนเดียวของสกุลโจวจูงมือว่าที่ภรรยาตกอยู่ในสายตาของบ่าวไพร่ในจวนถ้วนทุกคน

หวังใจเพียงแค่รอฤกษ์ยามดีเท่านั้นงานมงคลของทั้งสองคนจะต้องยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้าผู้ใดแน่นอน

โจวเจียงเซิ่งและเยว่หรานชิงเดินไปตามทางทอดยาวสู่ศาลาที่โจวฮูหยินนั่งอยู่ ศาลาหลังใหญ่ล้อมรอบด้วยบุปผาเบ่งบานชูช่อรับแสงอาทิตย์ ด้านข้างเป็นสระบัวขนาดเล็กล้อมรอบ แผ่ไอเย็นชวนให้ผ่อนคลายจากอากาศร้อนในฤดูคิมหันต์

เยว่หรานชิงหันไปมองที่มือว่างเปล่าของเสี่ยวหลัน พลันนึกขึ้นได้ว่านางลืมหยิบพับผ้าไหมผืนงามมาด้วย เพราะมารดาคะยั้นคะยอให้รีบออกมานางจึงลืมเสียสนิท

“ตายจริง ข้าลืมของที่จะนำมาให้ท่านป้าเจ้าค่ะ เมื่อครู่ที่กลับไปว่าจะกลับไปเอาของ แต่ท่านแม่รีบให้ออกมาเลยลืมอีกแล้ว”

“หืม เช่นนั้นให้ข้าไปที่สกุลเยว่ด้วยดีหรือไม่ เจ้าจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายรอบเช่นนี้”

หญิงสาวส่ายหน้า “ท่านรอข้าอยู่ที่นี่เถิดเจ้าค่ะ ข้าไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น ของขวัญชิ้นนี้ข้าอยากให้ท่านกับท่านป้าประหลาดใจ”

“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ให้ข้าไปด้วย”

เยว่หรานชิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม

“แน่เจ้าค่ะ ท่านเป็นเด็กดีรอข้าที่นี่นะเจ้าคะ”

โจวเจียงเซิ่งหัวเราะในลำคอกับคำพูดของสตรีตัวเล็กตรงหน้า ร่างสูงโน้มกายลงมาให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกัน

“เช่นนั้นข้าจะเป็นเด็กดีรอเจ้าที่นี่ เชิญว่าที่โจวฮูหยินน้อยขอรับ”

มือหนาผายไปยังประตูจวน ดรุณีน้อยแตะนิ้วชี้ที่ปลายจมูกโด่งของคู่หมั้นแล้วรีบหมุนกายเดินจากไป

ระหว่างทางกลับมาสกุลเยว่ จิตใจของเยว่หรานชิงคล้ายจะว้าวุ่นนัก มือบางประสานกันไว้บนหน้าตักบีบเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว

หญิงสาวเปิดม่านบังสายตาดูภายนอกเป็นระยะ เหตุใดยามนี้นางถึงรู้สึกว่าหนทางจากสกุลโจวไปที่จวนของนางจึงดูห่างไกลยิ่งนัก

ใช้เวลาไม่ถึงชั่วจิบชารถม้าก็หยุดลงที่หน้าจวนราชครู หญิงสาวเตรียมก้าวลงจากรถทว่าเสียงโลหะกระทบกระทั่งกันด้านในบ่งบอกว่าในยามนี้จวนราชครูมีผู้บุกรุก

เสี่ยวหลันดึงคุณหนูของตนเอาไว้ไม่ให้บุ่มบ่ามออกจากรถม้าเด็ดขาด หากแต่เยว่หรานชิงเป็นกังวลนัก นางเพิ่งออกจากจวนไปได้ไม่นานก็เกิดเรื่อง นั่นย่อมหมายความว่าท่านแม่จะต้องอยู่ด้านในเป็นแน่

มือขาวนวลแกะมือของสาวใช้ออกอย่างยากลำบาก ใบหน้าคล้ายคนร้องไห้อยู่รอมร่อ

“ปล่อยข้าเสี่ยวหลัน”

“ไม่ได้เจ้าค่ะคุณหนู ข้างในอันตราย คุณหนูจะเข้าไปไม่ได้” เสี่ยวหลันจับแขนเจ้านายไว้ไม่ยอมปล่อย

“อันตรายแล้วอย่างไร เกิดเรื่องที่จวนของข้า ท่านแม่ยังอยู่ข้างใน บางทีหลิงหลิงกับท่านพ่ออาจจะกลับมาแล้ว แล้วจะให้ข้าทิ้งคนในครอบครัวข้าหรือ!?”

สาวใช้ส่ายหน้าพัลวัน คลายมือที่เกาะกุมท่อนแขนเล็ก เยว่หรานชิงอาศัยจังหวะนี้รีบก้าวลงจากรถม้าในทันที

ภาพเบื้องหน้าทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เสี่ยวหลันที่วิ่งตามลงมาถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกับพื้นในทันที

ยามนี้จวนราชครูที่เคยงดงามที่สุดในฉางอันกลับมีกองโลหิตเจิ่งนอง กลิ่นคาวเข้มข้นชวนสะอิดสะเอียนคละคลุ้งไปในอากาศ เยว่หรานชิงพาตนเองเดินไปยังประตูจวนที่ปิดไม่สนิท ออกแรงผลักเพียงนิดประตูบานใหญ่ก็เผยภาพของบ่าวไพร่ที่ล้มระเนระนาดจมกองโลหิตสยดสยอง

นัยน์ตาหวาดหวั่นมองไปยังเบื้องหน้า ทหารหลายสิบนายสวมอาภรณ์สีเข้ม สวมเกราะป้องกันเสมือนยามออกรบ ในมือถือดาบบั่นคอคนสกุลเยว่จนล้มตายไปทีละคน

เยว่หรานชิงรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังโขดหินใหญ่ ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุหลายจั้ง[3]

นางเพ่งมองทหารสองนายที่ออกมาจากเรือนรับรองพร้อมบางอย่างในมือ

บางอย่างที่ว่าคือศีรษะของเยว่จงหมิน! บิดาของเยว่หรานชิง!

มือบางรีบยกมืออันสั่นเทาปิดกั้นเสียงของตนเอง หยาดน้ำตาไหลมาไม่หยุดทว่าไม่กล้าส่งเสียงร้องออกไป

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดเรื่องราวพวกนี้จึงเกิดกับสกุลเยว่ของนาง!

ภาพเบื้องหน้าเกินกว่านางจะรับไหว แม้ห่วงครอบครัวเพียงใดแต่นางคิดว่าคงไม่มีผู้ใดรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ไปได้แน่ นางจะต้องรอดเพื่อไปบอกเรื่องนี้กับโจวเจียงเซิ่ง เขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนางแล้วในยามนี้

เยว่หรานชิงหมุนกายออกจากที่ซ่อน ทว่ากลับหลงลืมไปว่าอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่นั้นยาวรุ่มร่ามเพียงใด ซ้ำยังมีผ้าคล้องไหล่ผืนบาง เมื่อต้องลมที่พัดมาเบาหวิวก็สามารถทำให้ชายผ้าพลิ้วไหวได้ไม่ยากนัก

“จับมันเอาไว้!”

เชิงอรรถ

1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร เชอร์รี่^ 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร

*

ใคร จับอะไร ใคร ทำไม

โทษทัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม (1)

เยว่หรานชิงเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่สตรีอย่างนางจะทำได้ แต่ไหนเลยสตรีในห้องหอร่างกายบอบบางจะสู้ฝีเท้าของบุรุษวัยฉกรรจ์เหล่านั้นที่วิ่งไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงตัวนางได้แล้ว

ร่างบางสะบัดตัวสุดแรงให้หลุดจากมือราวคีมเหล็กของทหาร แม้ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดเหตุใดกันแน่แต่นางจะต้องรอดออกไปให้ได้

ท้ายที่สุดแล้วความหวังของนางออกจะริบหรี่เกินไป เพราะแค่บุรุษพวกนี้ออกแรงบีบเล็กน้อย เยว่หรานชิงก็มีสีหน้าเจ็บปวดสุดคณา

ร่างของคุณหนูใหญ่สกุลเยว่ถูกลากมายังลานกว้างที่ดาษดื่นไปด้วยศพของบ่าวไพร่และโลหิตชวนคลื่นเหียน

เยว่หรานชิงตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ลมหายใจถี่กระชั้นเมื่อเข้าใกล้ศพของคนมากมายที่คอยรับใช้สกุลเยว่มาหลายชั่วอายุคน

ดวงตาสั่นไหวกวาดตามองหาทั้งมารดาและน้องสาวของตน ทว่าไม่พบในบริเวณนี้หมายความว่าทั้งคู่อาจปลอดภัย

ทันใดนั้นทหารนายหนึ่งที่ถือศีรษะของเยว่จงหมินมาตั้งแต่แรก ยื่นมาตรงหน้านางคล้ายเป็นเรื่องขบขัน

“นี่ใช่ศีรษะบิดาของท่านหรือไม่ ฮ่า ๆๆ”

ดวงตาของเยว่หรานชิงเบิกกว้างยามที่ได้เห็นศีรษะของบิดาในระยะใกล้เช่นนี้ ตาของเยว่จงหมินปิดไม่สนิท ริมฝีปากเปิดกว้างคล้ายขาดอากาศหายใจ บ่งบอกว่าก่อนโดนสังหารนั้นบิดาของนางต้องเจ็บปวดมากเพียงใด

เสียงหวานกรีดร้องจนสุดเสียงด้วยความทรมาน

บิดาที่รักตายจากไปแล้ว เพราะเหตุใด เป็นเพราะผู้ใดที่กระทำกับครอบครัวของนางเยี่ยงนี้!

ขณะนั้นเองทหารอีกสองนายก็คุมตัวกู้ลี่หลิงออกมาจากเรือนรับรอง มือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลัง ที่ปากมีผ้าขาวอุดเอาไว้ราวกับนักโทษ

เยว่ฮูหยินมองบุตรสาวที่อยู่ในวงล้อมของทหารด้วยความตระหนก คล้ายมีเรื่องอยากเอ่ยทว่าผ้าที่อุดไว้ที่ปากทำให้ไม่สามารถกล่าวออกไปได้แม้เพียงครึ่งค่ำ

นางบอกให้เยว่หรานชิงไปสกุลโจวมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลับมาตอนนี้!

“ท่านแม่!พวกเจ้าจะทำอะไรท่านแม่ของข้า!”

ดาบในมือของทหารสองที่กักตัวนางไว้ถูกนำมาวางพาดบ่าในทันทีเพื่อเป็นการเตือนให้สงบปาก

บุตรสาวคนโตสกุลเยว่มองทหารเหล่านั้นกดไหล่มารดาให้นั่งคุกเข่าลงที่พื้นต่อหน้านางอย่างไม่ปราณี

ร่างบางดิ้นเร่าหมายพุ่งเข้าไปหามารดาทว่าดาบที่วางพาดบ่านั้นเปลี่ยนมาเป็นกดเข้าที่ลำคอแรงขึ้นจนต้องหยุดขัดขืน

“หยุด!”

เพี้ยะ!

ทหารนายหนึ่งทนไม่ไหวฟาดมือลงที่ใบหน้างดงามหมดจดของเยว่หรานชิงอย่างไม่ลังเล กู้ลี่หลิงเห็นดังนั้นส่งเสียงร้องออกมาผ่านผ้าอุดปากอย่างยากลำบาก

“นี่เจ้ายังมีบุตรสาวอีกหนึ่งคนหรอกหรือ”

น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยเสียงดังราวกับพบเจอเรื่องถูกใจ เยว่หรานชิงสะบัดหน้ามองผู้มาใหม่ที่เดินออกมาจากภายในเรือนรับรองเบื้องหน้าด้วยความไม่เข้าใจ

เหตุใดคนผู้นี้จึงอยู่ที่นี่?

เจ้าของเสียงนั้นก้าวออกมาจากเรือนเบื้องหน้าเชื่องช้า ก่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง ดรุณีน้อยผงกศีรษะขึ้นไปมองแต่กลับถูกมือหนาของทหารกดให้ก้มหน้าลงไป

“บุตรสาวผู้นี้ของเจ้า ออกจะดื้อรั้นอยู่บ้างนะเยว่ฮูหยิน ไม่ทราบว่าเจ้าที่เป็นมารดาสั่งสอนนางมาเยี่ยงไร”

เยว่หรานชิงกัดปากแน่น แม้ถูกกดให้ก้มหน้าลงแต่นางเห็นชายอาภรณ์ของคนผู้นี้อย่างชัดแจ้ง เนื้อผ้าที่ประณีตทุกฝีเข็ม การตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน แม้ไม่ได้สวมชุดทางการแต่อาภรณ์เช่นนี้มีผู้เดียวในใต้หล้าเท่านั้นที่สามารถสวมใส่ได้!

“ช่างไม่เหมือนกับน้องสาวของนางสักนิด”

ผู้ที่ยืนอยู่ยกมือป้องปากหัวเราะเล็กน้อยอย่างสงวนท่าที เชยคางมนของสาวน้อยวัยแรกแย้มให้เงยขึ้นมาสบตา มองอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็ปล่อยมือออก

น่าเสียดายจริง ๆ น่าเสียดาย

“กู้ลี่หลิง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงบุตรสาวคนเล็กของเจ้าเล่า ข้าจะดูแลนางให้เป็นอย่างดี”

สิ้นเสียงเย็น กู้ลี่หลิงดวงตาแดงก่ำ เยว่หรานชิงได้ยินที่สตรีนางนี้เอ่ยแล้วไม่เข้าใจนัก แต่หลังจากที่เห็นเพียงศพของบิดา และมารดาที่ถูกจับมัดอยู่ตรงหน้านางแล้ว เริ่มตระหนักได้ถึงบางอย่าง

เยว่หรานหลิงอยู่ที่ใด?

*

อยู่ที่ไหน อะไรยังไง ทำไม หายไปไหน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...