หวนคืนแด่ท่านร้อยเท่าพันทวี
ข้อมูลเบื้องต้น
หวนคืนแด่ท่านร้อยเท่าพันทวี
*
สกุลเยว่ถูกโทษทัณฑ์ประหารเจ็ดชั่วโคตร บิดาถูกบั่นคอ มารดาถูกสังหารต่อหน้า ความตายที่ไม่เป็นธรรมทำให้ใจของเยว่หรานชิงเคียดแค้น
นางกรีดร้องภายในใจ หากชาติหน้ามีจริง นางจะยืนหยัดเพื่อปกป้องสกุลเยว่ไม่ให้เดินเส้นทางเดิมแห่งนี้ จะต้องแก้แค้นมันทุกผู้ให้ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดอย่างที่สกุลเยว่ได้รับร้อยเท่าพันทวี!
แต่อนิจจา โอกาสครั้งที่สองใช่ว่าจะได้รับอย่างง่ายดายเช่นนั้น ทุกคำขอย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน ทุกสิ่งในใต้หล้านี้มีราคาที่ต้องจ่าย!
ไม่ทันตั้งตัว (1)
พุทธองค์กล่าวว่า ความตายนั้นปรากฏแก่บุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่สามารถหลีกหนีได้
ความตาย ย่อมมาถึงแม้ขณะหายใจเข้า…หายใจออก
รัชศกอู่เต๋อที่สิบ
ฝีเท้ารีบเร่งใกล้เข้ามาบริเวณเรือนนอนของคุณหนูใหญ่สกุลเยว่ มือเย็นเฉียบของผู้ที่เร่งเดินทางมาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่
ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างของเยว่ฮูหยินที่ตรงมายังโต๊ะตำราของบุตรสาวคนโตด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
สกุลเยว่ในยามนี้มีเยว่จงหมินเป็นผู้นำ เขามีฐานะเป็นถึงไท่ฟู่[1]
ขององค์จักรพรรดิหลี่หยวนแห่งต้าถังและบรรดาองค์ชายทั้งหมด
แม้เยว่จงหมินไม่ได้มีอำนาจในราชสำนักที่คอยยื่นถวายฎีกาเอาผิดใต้หล้าเทียบเท่าขุนนางขั้นกั๋วกง[2]
แต่ก็สามารถชักนำความคิดขององค์จักรพรรดิได้อย่างที่ขุนนางทั้งหลายไม่สามารถกระทำได้เช่นกัน
ยามแต่งตั้งองค์รัชทายาทแห่งต้าถัง หลี่หยวนก็นำคุณสมบัติมาให้เยว่จงหมินพิจารณา หากกล่าวว่ารัชทายาทมาจากการเลือกของเยว่ไท่ฟู่ก็ไม่ผิดอันใด
และความสามารถเช่นนี้เองที่นำภัยมาสู่สกุลเยว่ในวันนี้
กู้ลี่หลิงมองบุตรสาวที่หยุดอ่านตำราแล้วมองมาทางนางด้วยแววตาฉงน
ห่อผ้างดงามบ่งบอกฐานะของผู้ให้ถูกวางลงที่โต๊ะไม้สี่เหลี่ยม
“ชิงชิง เจ้าช่วยนำขนมไปให้อาเซิ่งหน่อยเถิด แม่เห็นว่าเป็นของโปรดเขาเลยซื้อมาฝาก”
เยว่หรานชิงมองห่อผ้าที่วางอยู่ตรงหน้าครู่หนึ่งแล้วเงยหน้ามองมารดาอีกครั้ง รอยยิ้มผุดขึ้นที่ดวงหน้างดงามเกลี้ยงเกลา
“ท่านแม่ ลูกเพิ่งกลับจากจวนสกุลโจวเมื่อครู่ ขอลูกพักให้หายเหนื่อยก่อนนะเจ้าคะ”
“เจ้ารีบนำไปให้อีกทีเถิด ขนมพวกนี้กินตอนที่ยังร้อนอร่อยยิ่งนัก”
ท้ายเสียงของเยว่ฮูหยินสั่นเล็กน้อย ดึงมือบุตรสาวคนโตให้ลุกขึ้นจากโต๊ะตำราแล้วยัดห่อผ้าใส่มือแกมบังคับ
“ไปเถิด อย่ามัวแต่รั้งรอเลยประเดี๋ยวขนมไม่อร่อย”
“แต่ว่า…”
“ชิงชิง ทุกทีเจ้าไม่เคยดื้อรั้น เหตุใดครั้งนี้ถึงมีคำถามมากมายนัก!”
กู้ลี่หลิงขึ้นเสียงใส่บุตรสาวจนโฉมสะคราญที่กำลังออกอาการรั้นหยุดชะงัก ดวงตากลมโตกะพริบถี่ด้วยความงุนงง
ในยามปกติมารดาของนางเป็นสตรีที่ใจเย็นดุจแม่น้ำ ไม่ว่าจะเรื่องนอกจวนหรือเรื่องในจวนก็ไม่สามารถทำให้มารดาหลุดการควบคุมตนเองได้ถึงเพียงนี้
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือไม่เจ้าคะ วันนี้ท่านดูแปลกไป”
เยว่หรานชิงจับมือมารดาข้างนึงพบว่ามีแต่ความเย็นเฉียบซ้ำมารดายังบีบมือของนางเอาไว้แน่น
“รีบไปสกุลโจวเถิด”
หญิงสาวถอนหายใจพลางพยักหน้ารับในที่สุด นางกระชับห่อผ้าที่ถูกยัดใส่มือเอาไว้แล้วเดินออกจากเรือนไปยังหน้าจวนในทันที
คล้อยหลังบุตรสาวไป กู้ลี่หลิงทรุดกายนั่งลงกับพื้น ยกมือขึ้นปิดหน้าร่ำไห้ไร้เสียงเล็ดลอด เป็นความผิดของนาง เป็นนางที่ไม่สามารถสั่งสอนบุตรสาวให้ได้ดี เป็นนางที่ไม่สามารถกล่าวห้ามสามีได้ เพราะนอกจากเยว่จงหมินแล้ว บุตรสาวคนเล็กอย่างเยว่หรานหลิงเองก็นำพาหายนะมาให้สกุลเยว่ด้วยเช่นกัน
‘ลูกผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ลูกผิดไปแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว’
ยามนึกถึงเสียงร้องไห้ของบุตรสาวและการโขกศีรษะจนหน้าผากบวมปูด ไม่ได้ทำให้คนเป็นบิดามารดาใจอ่อนลงได้ ซ้ำยังรู้สึกผิดที่ตนเองไร้สามารถอย่างยิ่งยวด
กู้ลี่หลิงจะไม่ยอมให้สกุลเยว่ต้องสูญสิ้น เยว่หรานชิงจะต้องมีชีวิตรอด เยว่หรานชิงเป็นเพียงความหวังเดียวของสกุลเยว่ในยามนี้
เชิงอรรถ
ราชครู หรือ อาจารย์ของฮ่องเต้ ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ขุนนางขั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้
*
สวัสดีค่า พบกับเรื่องใหม่ของหยางเพ่ยหรงอีกแล้วนะคะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปมง่าย ย่อยง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนเรื่องที่แล้วแน่นอนค่ะ
ตัวละครไม่ชวนปวดหัวแน่นอน จริง ๆ
ฝากติดตาม + กดใจ + กดเข้าชั้น + คอมเม้นให้ด้วยนะค้า
ไม่ทันตั้งตัว (2)
รถม้าเคลื่อนออกจากหน้าจวนราชครูมุ่งหน้าสู่จวนสกุลโจว
สกุลโจวกับสกุลเยว่เพิ่งเกี่ยวดองกันได้ไม่นานนัก สกุลเยว่มีบุตรสาวสองคนคือเยว่หรานชิงและเยว่หรานหลิง
บุตรสาวคนโตของเยว่ไท่ฟู่หมั้นหมายกับบุตรชายเพียงคนเดียวของโจวเฟิงที่รั้งตำแหน่งเจ้ากรมนิติบัญญัติ
สินสอดที่ทางเจ้าบ่าวส่งไปยังสกุลเยว่ยาวหลายลี้[1]
เป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งเมืองหลวงว่ายิ่งใหญ่ไม่ต่างจากงานแต่งของเชื้อพระวงศ์
เยว่หรานชิงเองแม้อายุเพียงสิบเจ็ดก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุปผางามแห่งต้าถัง ดวงหน้าขาวราวหิมะแรก ริมฝีปากบางสีชาดคล้ายผลอิงเถา[2]
นัยน์ตากระจ่างใส ปลายจมูกโด่งรั้น เรือนผมดำขลับเงางามเฉกเช่นน้ำหมึกในถาดฝนหมึกราคาแพง
หากเยว่หรานชิงเป็นที่หนึ่งย่อมไม่มีที่สอง หากเป็นที่สองย่อมไม่มีที่หนึ่ง แม้กระทั่งน้องสาวของนางยังไม่สามารถเทียบความงามของเยว่ผู้พี่ได้
ยามนี้บุปผางามถูกจับจองโดยบุรุษที่รูปโฉมงดงามเช่นกัน โจวเจียงเซิ่งมีฐานะเป็นถึงรองเจ้ากรมโยธาด้วยอายุเพียงสิบเก้าปี
เหตุใดเรื่องราวของคนทั้งคู่จะไม่กลายเป็นที่กล่าวขานทั่วเมืองหลวงเล่า?
หญิงสาวที่นั่งอยู่ในรถม้าสีหน้ายุ่งเหยิง เยว่หรานชิงรู้สึกไม่ค่อยดีนักแม้จะออกมาจากจวนได้ครู่หนึ่งแล้ว
มารดาของนางดูแปลกไปจริง ๆ ซ้ำวันนี้ยังไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของหลิงหลิงอีกด้วย ท่านพ่อก็ยังไม่กลับมาทั้งที่ควรจะถึงจวนนานแล้ว
ทว่ายังไม่ทันได้จมกับความคิดของตนเองนานนัก รถม้าก็มาถึงหน้าจวนสกุลโจว ร่างบางลงจากรถม้าพร้อมด้วยสาวใช้ติดตามนามเสี่ยวหลันที่ถือห่อผ้าตามหลังผู้เป็นนาย
โจวเจียงเซิ่งเองเพิ่งลุกจากโต๊ะทรงเตี้ยที่มีกระดานหมากวางเอาไว้ เขามองคู่หมั้นด้วยความฉงน
“ชิงชิง เจ้าลืมของหรือ?”
โฉมสะคราญส่ายหน้า พลางยื่นห่อผ้าให้ชายหนุ่ม น้ำเสียงหวานเอื้อนเอ่ยออดอ้อนอย่างที่ชอบทำยามอยู่กันแค่สองคน
“ท่านแม่ฝากมาให้เจ้าค่ะ บอกว่าต้องกินตอนร้อนจะอร่อยเลยคะยั้นคะยอให้ข้ารีบเอามาให้ ว่าแต่เพิ่งเดินหมากเสร็จหรือเจ้าคะ”
“อืม ข้ามีอะไรให้เจ้าดู”
โจวเจียงเซิ่งรับของมาถือเอาไว้ คว้ามือของหญิงสาวให้เดินตามมาที่โต๊ะที่วางกระดานหมากอีกครั้ง
ดวงตาดอกท้อเป็นประกายเมื่อเห็นว่าหมากสีดำที่ถูกหมากขาวโอบล้อมอยู่นั้นถูกเรียงเป็นคำว่า ‘ชิงชิง’
เยว่หรานชิงหันมองคู่หมั้นพร้อมรอยยิ้มเขินอาย พวงแก้มใสแดงปลั่ง ผินหน้ากลับไปยังทางเดิมก่อนสูดหายใจเสียหลายทีกว่าจะกลับมาอยู่ในท่าทีสงบได้
โจวเจียงเซิ่งเองใช่ไม่รู้ว่าหญิงสาวเขินอายเพียงใด เขาโน้มตัวลงมาใกล้ใบหูเล็กแล้วกระซิบแผ่ว
“อย่าทำสีหน้าเช่นนี้ให้ผู้ใดเห็นเชียว ข้าหวง”
เยว่หรานชิงอมยิ้ม ส่ายหน้าเล็กน้อย
“เลิกเย้าข้าได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าเล่าเจ้าคะอยู่ที่ใดเสียแล้ว”
“อยู่ที่ศาลาด้านหลัง มาเถิด ข้าจะพาเจ้าไป”
ภาพของคุณชายเพียงคนเดียวของสกุลโจวจูงมือว่าที่ภรรยาตกอยู่ในสายตาของบ่าวไพร่ในจวนถ้วนทุกคน
หวังใจเพียงแค่รอฤกษ์ยามดีเท่านั้นงานมงคลของทั้งสองคนจะต้องยิ่งใหญ่ไม่น้อยหน้าผู้ใดแน่นอน
โจวเจียงเซิ่งและเยว่หรานชิงเดินไปตามทางทอดยาวสู่ศาลาที่โจวฮูหยินนั่งอยู่ ศาลาหลังใหญ่ล้อมรอบด้วยบุปผาเบ่งบานชูช่อรับแสงอาทิตย์ ด้านข้างเป็นสระบัวขนาดเล็กล้อมรอบ แผ่ไอเย็นชวนให้ผ่อนคลายจากอากาศร้อนในฤดูคิมหันต์
เยว่หรานชิงหันไปมองที่มือว่างเปล่าของเสี่ยวหลัน พลันนึกขึ้นได้ว่านางลืมหยิบพับผ้าไหมผืนงามมาด้วย เพราะมารดาคะยั้นคะยอให้รีบออกมานางจึงลืมเสียสนิท
“ตายจริง ข้าลืมของที่จะนำมาให้ท่านป้าเจ้าค่ะ เมื่อครู่ที่กลับไปว่าจะกลับไปเอาของ แต่ท่านแม่รีบให้ออกมาเลยลืมอีกแล้ว”
“หืม เช่นนั้นให้ข้าไปที่สกุลเยว่ด้วยดีหรือไม่ เจ้าจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายรอบเช่นนี้”
หญิงสาวส่ายหน้า “ท่านรอข้าอยู่ที่นี่เถิดเจ้าค่ะ ข้าไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น ของขวัญชิ้นนี้ข้าอยากให้ท่านกับท่านป้าประหลาดใจ”
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ให้ข้าไปด้วย”
เยว่หรานชิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“แน่เจ้าค่ะ ท่านเป็นเด็กดีรอข้าที่นี่นะเจ้าคะ”
โจวเจียงเซิ่งหัวเราะในลำคอกับคำพูดของสตรีตัวเล็กตรงหน้า ร่างสูงโน้มกายลงมาให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกัน
“เช่นนั้นข้าจะเป็นเด็กดีรอเจ้าที่นี่ เชิญว่าที่โจวฮูหยินน้อยขอรับ”
มือหนาผายไปยังประตูจวน ดรุณีน้อยแตะนิ้วชี้ที่ปลายจมูกโด่งของคู่หมั้นแล้วรีบหมุนกายเดินจากไป
ระหว่างทางกลับมาสกุลเยว่ จิตใจของเยว่หรานชิงคล้ายจะว้าวุ่นนัก มือบางประสานกันไว้บนหน้าตักบีบเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว
หญิงสาวเปิดม่านบังสายตาดูภายนอกเป็นระยะ เหตุใดยามนี้นางถึงรู้สึกว่าหนทางจากสกุลโจวไปที่จวนของนางจึงดูห่างไกลยิ่งนัก
ใช้เวลาไม่ถึงชั่วจิบชารถม้าก็หยุดลงที่หน้าจวนราชครู หญิงสาวเตรียมก้าวลงจากรถทว่าเสียงโลหะกระทบกระทั่งกันด้านในบ่งบอกว่าในยามนี้จวนราชครูมีผู้บุกรุก
เสี่ยวหลันดึงคุณหนูของตนเอาไว้ไม่ให้บุ่มบ่ามออกจากรถม้าเด็ดขาด หากแต่เยว่หรานชิงเป็นกังวลนัก นางเพิ่งออกจากจวนไปได้ไม่นานก็เกิดเรื่อง นั่นย่อมหมายความว่าท่านแม่จะต้องอยู่ด้านในเป็นแน่
มือขาวนวลแกะมือของสาวใช้ออกอย่างยากลำบาก ใบหน้าคล้ายคนร้องไห้อยู่รอมร่อ
“ปล่อยข้าเสี่ยวหลัน”
“ไม่ได้เจ้าค่ะคุณหนู ข้างในอันตราย คุณหนูจะเข้าไปไม่ได้” เสี่ยวหลันจับแขนเจ้านายไว้ไม่ยอมปล่อย
“อันตรายแล้วอย่างไร เกิดเรื่องที่จวนของข้า ท่านแม่ยังอยู่ข้างใน บางทีหลิงหลิงกับท่านพ่ออาจจะกลับมาแล้ว แล้วจะให้ข้าทิ้งคนในครอบครัวข้าหรือ!?”
สาวใช้ส่ายหน้าพัลวัน คลายมือที่เกาะกุมท่อนแขนเล็ก เยว่หรานชิงอาศัยจังหวะนี้รีบก้าวลงจากรถม้าในทันที
ภาพเบื้องหน้าทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ เสี่ยวหลันที่วิ่งตามลงมาถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกับพื้นในทันที
ยามนี้จวนราชครูที่เคยงดงามที่สุดในฉางอันกลับมีกองโลหิตเจิ่งนอง กลิ่นคาวเข้มข้นชวนสะอิดสะเอียนคละคลุ้งไปในอากาศ เยว่หรานชิงพาตนเองเดินไปยังประตูจวนที่ปิดไม่สนิท ออกแรงผลักเพียงนิดประตูบานใหญ่ก็เผยภาพของบ่าวไพร่ที่ล้มระเนระนาดจมกองโลหิตสยดสยอง
นัยน์ตาหวาดหวั่นมองไปยังเบื้องหน้า ทหารหลายสิบนายสวมอาภรณ์สีเข้ม สวมเกราะป้องกันเสมือนยามออกรบ ในมือถือดาบบั่นคอคนสกุลเยว่จนล้มตายไปทีละคน
เยว่หรานชิงรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังโขดหินใหญ่ ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุหลายจั้ง[3]
นางเพ่งมองทหารสองนายที่ออกมาจากเรือนรับรองพร้อมบางอย่างในมือ
บางอย่างที่ว่าคือศีรษะของเยว่จงหมิน! บิดาของเยว่หรานชิง!
มือบางรีบยกมืออันสั่นเทาปิดกั้นเสียงของตนเอง หยาดน้ำตาไหลมาไม่หยุดทว่าไม่กล้าส่งเสียงร้องออกไป
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดเรื่องราวพวกนี้จึงเกิดกับสกุลเยว่ของนาง!
ภาพเบื้องหน้าเกินกว่านางจะรับไหว แม้ห่วงครอบครัวเพียงใดแต่นางคิดว่าคงไม่มีผู้ใดรอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ไปได้แน่ นางจะต้องรอดเพื่อไปบอกเรื่องนี้กับโจวเจียงเซิ่ง เขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนางแล้วในยามนี้
เยว่หรานชิงหมุนกายออกจากที่ซ่อน ทว่ากลับหลงลืมไปว่าอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่นั้นยาวรุ่มร่ามเพียงใด ซ้ำยังมีผ้าคล้องไหล่ผืนบาง เมื่อต้องลมที่พัดมาเบาหวิวก็สามารถทำให้ชายผ้าพลิ้วไหวได้ไม่ยากนัก
“จับมันเอาไว้!”
เชิงอรรถ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร เชอร์รี่^ 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร
*
ใคร จับอะไร ใคร ทำไม
โทษทัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม (1)
เยว่หรานชิงเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่สตรีอย่างนางจะทำได้ แต่ไหนเลยสตรีในห้องหอร่างกายบอบบางจะสู้ฝีเท้าของบุรุษวัยฉกรรจ์เหล่านั้นที่วิ่งไม่กี่ก้าวก็เข้าถึงตัวนางได้แล้ว
ร่างบางสะบัดตัวสุดแรงให้หลุดจากมือราวคีมเหล็กของทหาร แม้ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดเหตุใดกันแน่แต่นางจะต้องรอดออกไปให้ได้
ท้ายที่สุดแล้วความหวังของนางออกจะริบหรี่เกินไป เพราะแค่บุรุษพวกนี้ออกแรงบีบเล็กน้อย เยว่หรานชิงก็มีสีหน้าเจ็บปวดสุดคณา
ร่างของคุณหนูใหญ่สกุลเยว่ถูกลากมายังลานกว้างที่ดาษดื่นไปด้วยศพของบ่าวไพร่และโลหิตชวนคลื่นเหียน
เยว่หรานชิงตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ลมหายใจถี่กระชั้นเมื่อเข้าใกล้ศพของคนมากมายที่คอยรับใช้สกุลเยว่มาหลายชั่วอายุคน
ดวงตาสั่นไหวกวาดตามองหาทั้งมารดาและน้องสาวของตน ทว่าไม่พบในบริเวณนี้หมายความว่าทั้งคู่อาจปลอดภัย
ทันใดนั้นทหารนายหนึ่งที่ถือศีรษะของเยว่จงหมินมาตั้งแต่แรก ยื่นมาตรงหน้านางคล้ายเป็นเรื่องขบขัน
“นี่ใช่ศีรษะบิดาของท่านหรือไม่ ฮ่า ๆๆ”
ดวงตาของเยว่หรานชิงเบิกกว้างยามที่ได้เห็นศีรษะของบิดาในระยะใกล้เช่นนี้ ตาของเยว่จงหมินปิดไม่สนิท ริมฝีปากเปิดกว้างคล้ายขาดอากาศหายใจ บ่งบอกว่าก่อนโดนสังหารนั้นบิดาของนางต้องเจ็บปวดมากเพียงใด
เสียงหวานกรีดร้องจนสุดเสียงด้วยความทรมาน
บิดาที่รักตายจากไปแล้ว เพราะเหตุใด เป็นเพราะผู้ใดที่กระทำกับครอบครัวของนางเยี่ยงนี้!
ขณะนั้นเองทหารอีกสองนายก็คุมตัวกู้ลี่หลิงออกมาจากเรือนรับรอง มือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลัง ที่ปากมีผ้าขาวอุดเอาไว้ราวกับนักโทษ
เยว่ฮูหยินมองบุตรสาวที่อยู่ในวงล้อมของทหารด้วยความตระหนก คล้ายมีเรื่องอยากเอ่ยทว่าผ้าที่อุดไว้ที่ปากทำให้ไม่สามารถกล่าวออกไปได้แม้เพียงครึ่งค่ำ
นางบอกให้เยว่หรานชิงไปสกุลโจวมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลับมาตอนนี้!
“ท่านแม่!พวกเจ้าจะทำอะไรท่านแม่ของข้า!”
ดาบในมือของทหารสองที่กักตัวนางไว้ถูกนำมาวางพาดบ่าในทันทีเพื่อเป็นการเตือนให้สงบปาก
บุตรสาวคนโตสกุลเยว่มองทหารเหล่านั้นกดไหล่มารดาให้นั่งคุกเข่าลงที่พื้นต่อหน้านางอย่างไม่ปราณี
ร่างบางดิ้นเร่าหมายพุ่งเข้าไปหามารดาทว่าดาบที่วางพาดบ่านั้นเปลี่ยนมาเป็นกดเข้าที่ลำคอแรงขึ้นจนต้องหยุดขัดขืน
“หยุด!”
เพี้ยะ!
ทหารนายหนึ่งทนไม่ไหวฟาดมือลงที่ใบหน้างดงามหมดจดของเยว่หรานชิงอย่างไม่ลังเล กู้ลี่หลิงเห็นดังนั้นส่งเสียงร้องออกมาผ่านผ้าอุดปากอย่างยากลำบาก
“นี่เจ้ายังมีบุตรสาวอีกหนึ่งคนหรอกหรือ”
น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยเสียงดังราวกับพบเจอเรื่องถูกใจ เยว่หรานชิงสะบัดหน้ามองผู้มาใหม่ที่เดินออกมาจากภายในเรือนรับรองเบื้องหน้าด้วยความไม่เข้าใจ
เหตุใดคนผู้นี้จึงอยู่ที่นี่?
เจ้าของเสียงนั้นก้าวออกมาจากเรือนเบื้องหน้าเชื่องช้า ก่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง ดรุณีน้อยผงกศีรษะขึ้นไปมองแต่กลับถูกมือหนาของทหารกดให้ก้มหน้าลงไป
“บุตรสาวผู้นี้ของเจ้า ออกจะดื้อรั้นอยู่บ้างนะเยว่ฮูหยิน ไม่ทราบว่าเจ้าที่เป็นมารดาสั่งสอนนางมาเยี่ยงไร”
เยว่หรานชิงกัดปากแน่น แม้ถูกกดให้ก้มหน้าลงแต่นางเห็นชายอาภรณ์ของคนผู้นี้อย่างชัดแจ้ง เนื้อผ้าที่ประณีตทุกฝีเข็ม การตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน แม้ไม่ได้สวมชุดทางการแต่อาภรณ์เช่นนี้มีผู้เดียวในใต้หล้าเท่านั้นที่สามารถสวมใส่ได้!
“ช่างไม่เหมือนกับน้องสาวของนางสักนิด”
ผู้ที่ยืนอยู่ยกมือป้องปากหัวเราะเล็กน้อยอย่างสงวนท่าที เชยคางมนของสาวน้อยวัยแรกแย้มให้เงยขึ้นมาสบตา มองอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็ปล่อยมือออก
น่าเสียดายจริง ๆ น่าเสียดาย
“กู้ลี่หลิง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงบุตรสาวคนเล็กของเจ้าเล่า ข้าจะดูแลนางให้เป็นอย่างดี”
สิ้นเสียงเย็น กู้ลี่หลิงดวงตาแดงก่ำ เยว่หรานชิงได้ยินที่สตรีนางนี้เอ่ยแล้วไม่เข้าใจนัก แต่หลังจากที่เห็นเพียงศพของบิดา และมารดาที่ถูกจับมัดอยู่ตรงหน้านางแล้ว เริ่มตระหนักได้ถึงบางอย่าง
เยว่หรานหลิงอยู่ที่ใด?
*
อยู่ที่ไหน อะไรยังไง ทำไม หายไปไหน