โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดสูตรลงทุนประกันสังคมใหม่ อัพผลตอบแทน สินทรัพย์เสี่ยงสูง-ต่ำ 50:50

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดสูตรลงทุนประกันสังคมใหม่ อัพผลตอบแทน สู้สังคมสูงอายุ ลงทุนสินทรัพย์เติบโต-มั่นคง 50:50

เงินกองทุนประกันสังคมมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินออมภาคบังคับของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน กำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ผลตอบแทนการลงทุนที่ถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง และกรอบการบริหารภายใต้ระบบราชการที่ถูกมองว่าล่าช้าและขาดความยืดหยุ่น

บนเวทีเสวนา “มองอนาคตลงทุน ประกันสังคม” น.ส.ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม ชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงของกองทุนในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดเงินหรือความสามารถของบุคลากร หากแต่อยู่ที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างซึ่งถ่วงการตัดสินใจด้านการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ในโลกที่ตลาดทุนเคลื่อนไหวเร็วขึ้นทุกปี ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนเชิงมูลค่าที่สะสมในระยะยาว

จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” ต่อเนื่องเกือบ 20 เดือน น.ส.ภัณฑิราระบุว่า กองทุนประกันสังคมไทยกำลังแข่งกับเวลาในบริบทสังคมสูงวัยที่ไม่เปิดโอกาสให้รอการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเปิดกรอบ Strategic Asset Allocation (SAA) ฉบับใหม่ ซึ่งเตรียมขยับสัดส่วนการลงทุนไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงต่ำและเสี่ยงสูงในระดับ 50:50 จึงถูกวางเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนในระยะยาว และยืดอายุความยั่งยืนของระบบ ก่อนที่แรงกดดันจากโครงสร้างประชากรจะทำให้ทางเลือกเชิงนโยบายแคบลงยิ่งกว่านี้

เงินกองทุน 2.8 ล้านล้านบาท ภายใต้ระบบราชการไทยที่ล่าช้า ความโปร่งใสต่ำ

ท่ามกลางกระแสถกเถียงว่า สำนักงานประกันสังคมควรถูกนำออกจากการบริหารภายใต้ระบบราชการหรือไม่ น.ส.ภัณฑิรา ผู้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” เกือบ 20 เดือน สะท้อนว่า ในระยะแรก น.ส.ภัณฑิราเห็นว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับการบริหารการลงทุนภายใต้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่ แต่เมื่อพยายามขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน กลับพบว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่แนวคิดหรือศักยภาพของทีมงาน หากแต่อยู่ที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบราชการ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยถ่วงการตัดสินใจด้านการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพของปัญหาดังกล่าวชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาขนาดของเงินกองทุนประกันสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดินที่อยู่ราว 3.3 ล้านล้านบาท แต่ความแตกต่างที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเม็ดเงิน หากแต่อยู่ที่ “อำนาจในการขยับ” งบประมาณแผ่นดิน แม้จะผ่านการอภิปรายโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกว่า 500 คน แต่ในทางปฏิบัติ งบประมาณที่สามารถปรับเปลี่ยนได้จริงมีเพียงประมาณหนึ่งในสาม หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

ในทางตรงกันข้าม กองทุนประกันสังคมซึ่งมีขนาดใหญ่กว่างบประมาณที่ขยับได้จริงเกือบสามเท่า กลับต้องบริหารอยู่ภายใต้กรอบราชการที่เต็มไปด้วยขั้นตอน ระเบียบ และข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจ ส่งผลให้การเติบโตของกองทุนเป็นไปด้วยอัตราที่เชื่องช้า เมื่อเทียบกับจังหวะการเคลื่อนไหวของตลาดทุนโลก และเมื่อเงินกองทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นในแต่ละปี ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นความสูญเสียเชิงมูลค่าที่มหาศาลในระยะยาว

ทั้งนี้ คำถามที่สังคมมักตั้งขึ้นเมื่อมีข้อเสนอให้แยกประกันสังคมไทยออกจากราชการคือ หากระบบราชการไทยไม่มีประสิทธิภาพ เหตุใดกองทุนขนาดใหญ่ในหลายประเทศยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐ น.ส.ภัณฑิราอธิบายว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการเป็นรัฐหรือเอกชน หากแต่อยู่ที่ระดับธรรมาภิบาลการลงทุนเป็นสำคัญ จากประสบการณ์การทำงานในหลายประเทศ รวมถึงการทำงานในสิงคโปร์ น.ส.ภัณฑิรามองว่า ในประเทศที่มีธรรมาภิบาลสูง ประชาชนย่อมต้องการให้กองทุนอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากสามารถเชื่อมั่นรัฐบาลได้มากกว่าภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ การรอให้ระบบราชการยกระดับไปสู่การทำงานที่เป็นมืออาชีพ โปร่งใส และมีธรรมาภิบาลสูงนั้น จะต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใด และที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยมีเวลารอหรือไม่ ในเมื่อกองทุนประกันสังคมทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเดียวกันจากโครงสร้างประชากร และสังคมสูงวัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง

แข่งกับเวลาในโลกสูงวัย และบทเรียนจากประเทศที่เริ่มก่อน

น.ส.ภัณฑิรากล่าวว่า ปัญหาที่กองทุนประกันสังคมของไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่กองทุนสวัสดิการทั่วโลกต้องเผชิญพร้อมกัน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วกว่าคนเกิดใหม่และแรงงานวัยทำงาน ภาระของระบบย่อมเพิ่มขึ้น และเสถียรภาพทางการเงินของกองทุนย่อมถูกท้าทายอย่างรุนแรง

น.ส.ภัณฑิราระบุว่า หลายประเทศในภูมิภาคเดียวกับไทยเคยเดินมาถึงจุดเดียวกันนี้มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย เพียงแต่ประเทศเหล่านั้นเผชิญแรงกดดังกล่าวก่อนหน้าไทยราว 10–30 ปี และเลือกตัดสินใจแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการปรับโครงสร้างการบริหารกองทุน การเปลี่ยนแนวทางการลงทุน และการสร้างผลตอบแทนในระดับที่เพียงพอจะเข้ามาค้ำจุนระบบสวัสดิการในระยะยาว จนสามารถยกระดับกองทุนขึ้นมาเป็นกองทุนแถวหน้าของโลก ขยายอายุการทำงานของระบบ และรักษาระดับสวัสดิการไว้ได้โดยไม่ล่มสลาย

น.ส.ภัณฑิรายอมรับว่า การออกมาสื่อสารด้วยตัวเองในวันนี้อาจทำให้หลายฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจ หลังจากทำงานอยู่เบื้องหลังมาเป็นเวลาประมาณ 20 เดือน อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่สังคมเต็มไปด้วยความกังวล ความสับสน และคำถามว่าทำไมปัญหายังไม่คลี่คลาย การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากลายเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สังคมเข้าใจภาพรวมของปัญหาและทิศทางที่กำลังเผชิญอยู่

น.ส.ภัณฑิราย้ำว่า ปัญหานี้ผูกพันกับผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคน ยังไม่รวมสมาชิกในครอบครัวและนายจ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแทบครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ การแก้ไขจึงไม่อาจเป็นภาระของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือทีมงานกลุ่มเดียวได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการรับรู้ร่วมและความร่วมมือของทุกฝ่ายในระบบ

น.ส.ภัณฑิรามองว่า การรับรู้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ยังดีกว่าการปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมอย่างเงียบ ๆ เพราะหากเริ่มต้นแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ วันข้างหน้าย่อมมีโอกาสดีกว่าเสมอ เพราะอย่างน้อยที่สุด ระบบไม่น่าจะมีโอกาสเผชิญกับ “จุดต่ำสุดใหม่” ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้แล้ว

ค่าเสียโอกาสวันละ 300 ล้านบาท กับต้นทุนที่ไม่ปรากฏในงบ

น.ส.ภัณฑิรา ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังต่อกองทุนประกันสังคมในเวลานี้ อาจไม่ใช่เพียงประเด็นข่าวรายวันหรือกรณีที่เป็นกระแสในสังคม เพราะประเด็นเหล่านั้นมีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว หากแต่ควรมองให้ลึกไปถึง “ภาพใหญ่” ของกองทุนประกันสังคมว่า หากต้องการยกระดับให้ทัดเทียมกองทุนชั้นนำของโลกหรืออย่างน้อยในระดับภูมิภาค กรอบการบริหารและมาตรฐานธรรมาภิบาลควรมีหน้าตาเช่นใด และประเทศไทยควรเร่งเดินไปสู่จุดนั้นเร็วเพียงใด

ในมุมมองของ น.ส.ภัณฑิรา ความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดในวันนี้ไม่ใช่ตัวอาคาร ไม่ใช่โครงการลงทุนใดโครงการหนึ่ง แต่คือ “ค่าเสียโอกาส” จากการที่กองทุนยังไม่สามารถบริหารการลงทุนได้เต็มศักยภาพ ทั้งที่กองทุนประเภทเดียวกันในต่างประเทศสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่เป็นมืออาชีพและโปร่งใส

น.ส.ภัณฑิรา ระบุว่า หากลองคำนวณอย่างคร่าว ๆ และแปลงเป็นตัวเลขที่สาธารณชนสามารถจินตนาการได้ง่าย หากกองทุนประกันสังคมไทยได้รับการบริหารใกล้เคียงกองทุนชั้นนำ ค่าเสียโอกาสที่สูญเสียไปอาจสูงถึงประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างของศักยภาพการลงทุนที่ยังไม่ได้ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ดังนั้น เมื่อย้อนคำนวณกลับไปในช่วงเวลาประมาณ 20 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งกองทุนยังไม่สามารถกำหนดกรอบการบริหารที่มีธรรมาภิบาลในระดับสูงได้ ค่าเสียโอกาสที่สะสมแล้วอยู่ที่ราว 180,000 ล้านบาท โดยน.ส.ภัณฑิรา เปรียบเทียบว่า ค่าเสียโอกาสดังกล่าวมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งปลูกสร้างอย่างตึก SKYY9 สูงกว่าปฏิทิน หรือแม้แต่ตั๋วเฟิร์สคลาสรอบโลก เพราะเป็นการสูญเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากเงินของผู้ประกันตนโดยตรง เป็นความเสียหายที่ไม่ปรากฏในงบประมาณรายวัน ไม่เป็นภาพข่าวที่จับต้องได้ แต่ค่อย ๆ กัดกินอนาคตของกองทุนในระยะยาว

น.ส.ภัณฑิรา ย้ำว่า หากสังคมสามารถขยับมุมมองออกจากประเด็นเฉพาะหน้า มองภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น และศึกษาบทเรียนจากทั้งต่างประเทศและประเทศไทย เพื่อนำมาปรับใช้กับการออกแบบโครงสร้างการบริหารที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลสูง การยกระดับกองทุนประกันสังคมไทยให้เข้าใกล้มาตรฐานสากลไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง หากเริ่มลงมืออย่างเป็นระบบและจริงจังตั้งแต่วันนี้

ส่องแนวทางกองบำเหน็จบำนาญโลก สะท้อนบทเรียนประเทศที่เริ่มแก้ปัญหาก่อน

เมื่อพิจารณาภาพรวมการจัดอันดับกองทุนบำนาญที่ดีที่สุด 20 อันดับแรกของโลกในปัจจุบัน น.ส.ภัณฑิราอธิบายว่า จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปีนี้ เมื่อกองทุนบำนาญของนอร์เวย์ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้ากองทุนของญี่ปุ่นได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่ญี่ปุ่นครองตำแหน่งผู้นำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานราว 20 ปี การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการสลับอันดับตามตัวเลข แต่สะท้อนพลวัตเชิงโครงสร้างของระบบบำนาญในประเทศพัฒนาแล้วอย่างชัดเจน

น.ส.ภัณฑิราเน้นย้ำว่า การที่ญี่ปุ่นสามารถรักษาอันดับหนึ่งไว้ได้เป็นเวลานาน ไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศไม่มีปัญหา หากแต่ตรงกันข้าม ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชียที่เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาสังคมสูงวัย การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ และภาระงบประมาณด้านบำนาญที่เพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้เริ่มปรากฏอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อ 20–30 ปีก่อน ทำให้ญี่ปุ่นต้อง “เริ่มแก้ก่อน” ประเทศอื่นในภูมิภาค การเผชิญปัญหาเร็วกว่าจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะทำให้มีเวลาเรียนรู้ ทดลอง และปรับกรอบการลงทุนของกองทุนบำนาญอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการดีขึ้นตามลำดับ และขนาดกองทุนสามารถเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

สำหรับกองทุนที่ก้าวขึ้นมาแซงญี่ปุ่นในปีนี้ น.ส.ภัณฑิรามองว่า นอร์เวย์มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่โดดเด่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานอย่างน้ำมัน ซึ่งถูกนำมาบริหารจัดการผ่านกองทุนความมั่งคั่งของรัฐอย่างเป็นระบบและมีวินัยทางการคลังสูง หากนำมูลค่ากองทุนมาคำนวณเฉลี่ยต่อหัวประชากร นอร์เวย์ถือเป็นประเทศที่ “ร่ำรวยที่สุดในโลก” ในเชิงกองทุนบำนาญ เด็กหนึ่งคนที่เกิดในนอร์เวย์จะมีเงินรองรับในกองทุนอยู่ราว 10 ล้านบาท แม้ประเทศจะมีจำนวนประชากรน้อยกว่าไทยประมาณ 16 เท่า แต่เม็ดเงินรวมในกองทุนกลับมากกว่าไทยถึงราว 25 เท่า สะท้อนพลังของการสะสมทุนระยะยาวภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวย

ขณะที่ในฝั่งเอเชีย น.ส.ภัณฑิราชี้ให้เห็นว่า หากมองหาตัวอย่างประเทศที่เคยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างใกล้เคียงกับไทย แต่สามารถขยับอันดับของกองทุนบำนาญขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ประเทศที่น่าจับตามองคือเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบันกองทุนบำนาญของประเทศอยู่ในอันดับที่สี่ของโลก กรณีของเกาหลีใต้สะท้อนภาพของประเทศที่ยอมรับความท้าทายอย่างตรงไปตรงมา และดำเนินการปฏิรูประบบบำนาญและกรอบการลงทุนอย่างจริงจัง จนสามารถเร่งการเติบโตของกองทุนได้ภายในระยะเวลาไม่นาน กลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญโจทย์โครงสร้างประชากรและภาระบำนาญในทิศทางเดียวกัน

ความโปร่งใสแบบนอร์เวย์ เปิดพอร์ตถึงระดับรายสินทรัพย์

เมื่อขยายรายละเอียดลงไปอีก กองทุนที่ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในกองทุนที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกในปัจจุบันก็คือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งบริหารโดย Norges Bank ทำหน้าที่ในเชิงโครงสร้างไม่ต่างจากสำนักงานประกันสังคมของไทยที่ดูแลเงินกองทุนระยะยาวของประเทศ แต่ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่มาตรฐานการรายงานผลและความโปร่งใสของข้อมูลการลงทุน

น.ส.ภัณฑิรา ชี้ว่า ระบบการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนนอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า หากต้องการทำจริงๆ กองทุนระดับโลกสามารถ “โปร่งใส” ได้เพียงใด โดยในเว็บไซต์ของธนาคาร ผู้ติดตามสามารถไล่ดูรายละเอียดของสินทรัพย์ในพอร์ตได้ถึงระดับตำแหน่งการลงทุน (position) แทบทุกประเภท โดยเฉพาะในส่วนของตราสารทุน ผู้ใช้งานสามารถคลิกเข้าไปดูได้ทันทีว่าพอร์ตถือหุ้นตัวใดบ้าง สัดส่วนการลงทุนเป็นเท่าไร เข้าลงทุนมาตั้งแต่ปีใด และสร้างผลตอบแทนสะสมรวมแล้วเท่าใด ไม่ได้หยุดอยู่เพียงภาพรวมของพอร์ต แต่ลงลึกถึงรายตัวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ

นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนในเชิงภูมิศาสตร์ก็ถูกนำเสนออย่างชัดเจนผ่านแผนภาพระดับโลก ทำให้เห็นได้ในทันทีว่าเงินกองทุนถูกกระจายไปอยู่ในภูมิภาคใดของโลกบ้าง ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาขององค์กรอิสระหลายแห่งที่สะท้อนข้อเท็จจริงเดียวกันว่า แม้นอร์เวย์จะเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเมื่อวัดรายได้ต่อหัวประชากร แต่สินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนแทบไม่ได้กระจุกตัวอยู่ภายในประเทศของตนเองเลย เงินส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปลงทุนทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศเพียงมิติเดียว

ในด้านผลการดำเนินงาน หากเข้าไปดูในส่วนของ performance ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียดเช่นกัน กองทุนนอร์เวย์เริ่มลงทุนมาตั้งแต่ปี 2541 มีอายุราว 28 ปี ซึ่งใกล้เคียงหรืออาจอ่อนกว่ากองทุนประกันสังคมไทยที่มีอายุประมาณ 35 ปี ตลอดช่วงเวลานั้น กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นได้ประมาณ 6.6% ต่อปี และหากพิจารณาเฉพาะช่วง 5-10 ปีย้อนหลัง ตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยจะสูงกว่านี้เล็กน้อย

เมื่อแยกผลตอบแทนออกมาเป็นรายปีตั้งแต่ปี 2541 จะเห็นความผันผวนของผลการลงทุนอย่างชัดเจน บางปีสามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เกือบ 20% ขณะที่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ผลตอบแทนติดลบอย่างมีนัยสำคัญ จุดสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้พอร์ต “ไม่เคยขาดทุน” แต่คือวิธีการออกแบบและปรับพอร์ตให้สามารถรับมือกับความผันผวนของวิกฤตโลกได้อย่างสมดุล ทำอย่างไรให้ในปีที่ดีสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้เต็มที่ และในปีที่เลวร้าย ความเสียหายไม่ลุกลามเกินควบคุม ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่กองทุนไทยกำลังเผชิญอยู่ หากนำภาพของกองทุนนอร์เวย์มาเป็นกรอบเปรียบเทียบอย่างจริงจัง

ผลตอบแทนไทย ปัญหาการรายงานและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

สำหรับกองทุนประกันสังคมไทย เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดระยะเวลา 33 ปีก่อนที่ทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” จะชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกและเริ่มเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามานั่งในบอร์ดการลงทุน น.ส.ภัณฑิราอธิบายว่า ทีมงานพยายามร้องขอข้อมูลผลตอบแทนการลงทุนรายปีจากสำนักงานมาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงตัวเลขที่ครบถ้วนและชัดเจนได้ในระดับรายปี อย่างไรก็ตามหากประเมินจากข้อมูลที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่ได้รับ จะเห็นได้ชัดว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนในช่วงสามทศวรรษก่อนหน้าอยู่ในระดับต่ำมาก เพียงประมาณ 1-2% ต่อปีเท่านั้น

ข้อมูลจากทีดีอาร์ไอ ซึ่งอ้างอิงรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และถือว่ามีความน่าเชื่อถือ ระบุว่าในช่วง 5 ปีก่อนการเลือกตั้ง ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนอยู่ที่ราว 2.7% ต่อปี ขณะที่ในช่วงหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปี 2567 และ 2568 ซึ่ง น.ส.ภัณฑิราระบุว่าได้มีส่วนร่วมเข้าประชุมในฐานะบอร์ด ตัวเลขที่สำนักงานชี้แจงสะท้อนการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยผลตอบแทนรวมของปี 2457 อยู่ที่ 5.3% และปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.1%

อย่างไรก็ตาม น.ส.ภัณฑิรามองว่า สิ่งที่ยังขาดหายไปคือการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของผลตอบแทนดังกล่าว หากตัวเลข 5.3% หรือ 6.1% สามารถแยกย่อย (breakdown) ลงมาได้ในระดับเดียวกับกองทุนบำนาญหลักของโลก ผู้ประกันตนจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารีเทิร์นที่เกิดขึ้นมาจากสินทรัพย์ประเภทใด อยู่ใน position ใดของพอร์ต และมีความยั่งยืนมากน้อยเพียงใด รวมถึงช่วยตอบคำถามได้ว่ามีส่วนใดของพอร์ตที่ควรปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในอนาคต

ในทางปฏิบัติ บอร์ดบริหารชุดปัจจุบันมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการลงทุนจริงเพียงช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ขณะที่โครงสร้างพอร์ตมากกว่า 90% ยังคงเป็นการลงทุนเดิมจากอดีต ซึ่งไม่สามารถตัดขาดทุน (cut loss) หรือปรับเปลี่ยนได้อย่างฉับพลัน ประกอบกับข้อจำกัดของระบบราชการ ทำให้การปรับพอร์ตที่ทำได้จริงส่งผลเฉพาะในส่วนประมาณ 10% ของเงินลงทุนทั้งหมด และมีผลเพียงในช่วงสามเดือนสุดท้ายเท่านั้น

แม้เช่นนั้น การปรับเปลี่ยนเพียงส่วนเล็กน้อยดังกล่าวก็ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เคยอยู่ราว 2.7% หรือต่ำกว่า 3% ต่อปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ซึ่ง น.ส.ภัณฑิรายอมรับว่า ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับภาวะตลาดโลกและตลาดทุนที่ปรับตัวเป็นบวกแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยตลาดโลกให้ผลตอบแทนระดับกว่า 10% อย่างไรก็ดี น.ส.ภัณฑิราย้ำว่า ไม่อาจคาดหวังโชคจากภาวะตลาดในลักษณะนี้ได้ตลอดไป

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือระบบการรายงานผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมไทย ซึ่งยังยึดตามมาตรฐานบัญชีไทย ตัวเลขผลตอบแทนที่สำนักงานชี้แจง เช่น ตัวเลขกำไรระดับราว 80,000 ล้านบาทในบางปี ไม่ได้สะท้อนมูลค่าตลาด ณ ปัจจุบันอย่างแท้จริง น.ส.ภัณฑิราระบุว่า ทีมงานได้ให้ข้อเสนอแนะเรื่องนี้มาแล้วต่อเนื่องราว 20 เดือน ว่าการประเมินผลตอบแทนควรปรับมาใช้หลัก mark-to-market หรือการปรับมูลค่าตามราคาตลาดล่าสุด เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ หนี้สิน และสถานะการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าผลตอบแทนรวมอยู่ที่เท่าใด แต่รวมถึงว่าส่วนที่เหลือจากตัวเลขกำไรที่ประกาศออกมานั้น สินทรัพย์แต่ละ position ได้รับการปรับมูลค่าตามราคาตลาดครบถ้วนแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นหัวใจของความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในระยะยาว

เมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนบำนาญระดับโลก เช่น กองทุนของนอร์เวย์ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมราว 6.6% ต่อปี และในช่วงปีแรก ๆ เคยทำได้ใกล้ 10% น.ส.ภัณฑิรามองว่ากองทุนไทยยังคงอยู่ในระดับ single digit ต่ำ ๆ มาโดยตลอด แม้ในช่วงสองปีหลังจะได้อานิสงส์จากตลาดโลกที่เป็นบวก แต่ในมุมมองของน.ส.ภัณฑิรา กองทุนประกันสังคมไทยยังมีศักยภาพที่จะบริหารพอร์ตให้มีประสิทธิภาพและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หากมีการปรับปรุงโครงสร้าง ระบบรายงาน และกรอบการตัดสินใจเชิงลงทุนอย่างจริงจัง

พอร์ต “ไทยเกินไป” และ “เสี่ยงต่ำเกินไป” ติดกับดักผลตอบแทนต่ำ เสี่ยงล้มในระยะยาว

สำหรับต้นตอปัญหาผลตอบแทนต่ำของประกันสังคมไทย น.ส.ภัณฑิรา กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งราวไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และเริ่มทำงานจริงในไตรมาสที่ 4 ปัญหาของพอร์ตไทยที่เห็นได้ชัดมีสองชั้น ชั้นแรกคือ “ไทยเกินไป” และชั้นที่สองคือ “รับความเสี่ยงต่ำเกินไป”

น.ส.ภัณฑิรา ย้ำว่า “ไทยเกินไป” ไม่ใช่คำตำหนิ แต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างที่ต้องยอมรับ การลงทุนในประเทศตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ทว่าจำเป็นต้องย้อนกลับมาถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยมี GDP สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกมากเพียงใด ในโลกที่ความผันผวนเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง หากกองทุนไม่ต้องการรับความเสี่ยง แต่กลับเลือกพึ่งพาสินทรัพย์ในประเทศที่มี GDP ขนาดเล็กเพียงอย่างเดียว พอร์ตย่อมไม่สามารถต้านทานวิกฤตโลกได้

มุมมองนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ pension fund ทั่วโลกเห็นตรงกันว่า การลงทุนในระบบบำนาญไม่ได้ตั้งอยู่บนเป้าหมาย “ผลตอบแทนสูงสุด” เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการลดความเสี่ยงผ่านการกระจายสินทรัพย์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดทุนที่ใหญ่และมีมาตรฐาน governance สูง โดยปัจจุบัน เงิน pension ของทั้งโลกกระจุกตัวอยู่ในเพียง 7 ประเทศเท่านั้น โดยสหรัฐอเมริกาครองสัดส่วนสูงถึงประมาณ 65% และหากรวมแคนาดาและญี่ปุ่นเข้าไป สัดส่วนจะเพิ่มเป็นราว 82%

นั่นหมายความว่า asset ของ pension โลกแทบทั้งหมดถูกผูกอยู่กับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง และเมื่อสรุปผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนในประเทศเหล่านี้ จะอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี โดยไม่จำเป็นต้องไล่ล่าการลงทุนที่หวือหวาหรือเสี่ยงเกินตัว

ในประเด็นการปรับโครงสร้างสัดส่วนการลงทุน น.ส.ภัณฑิราอธิบายว่า แม้ในปัจจุบันเงินบำนาญ (pension) ทั่วโลกจำนวนมากยังคงมีน้ำหนักการลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่โครงสร้างพอร์ตของกองบำนาญสากลได้พัฒนาไปไกลกว่ากรอบดั้งเดิมที่จำกัดอยู่เพียงหุ้นและพันธบัตร แตกต่างจากกองทุนประกันสังคมไทยที่ยังคงยึดสินทรัพย์สองประเภทนี้เป็นแกนหลักของพอร์ต

หากย้อนกลับไปเมื่อราว 20 ปีก่อน จะเห็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนของกองบำนาญและกองทุน endowment ชั้นนำทั่วโลก โดยเริ่มทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (alternative assets) อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีบทบาทเพียงรอง กลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว

ภาพเปรียบเทียบโครงสร้างพอร์ตสะท้อนความแตกต่างนี้อย่างชัดเจน โดยพอร์ตกองทุนบำนาญทั่วโลกมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่เพียงราว 33% ขณะที่พอร์ตของกองทุนไทยมีสัดส่วนพันธบัตรสูงถึงประมาณ 70% ในทางกลับกัน สัดส่วนการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดทุน รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงนอกตลาดของไทย กลับอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานโลกอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งประกอบด้วย private equity อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน อาจยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ในบริบทโลก สินทรัพย์กลุ่มนี้ได้เติบโตจากสัดส่วนเพียงราว 13% เมื่อสองทศวรรษก่อน มาเป็นหนึ่งในแกนหลักของพอร์ตการลงทุนของกองบำนาญและนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในปัจจุบัน

น.ส.ภัณฑิราชี้ว่า กองทุนจำนวนไม่น้อยที่เคยเผชิญภาวะผลตอบแทนต่ำหรือปัญหาความยั่งยืนในอดีต เลือกใช้สินทรัพย์นอกตลาดเหล่านี้เป็นเครื่องมือ “พยุงชีพ” เพื่อสร้างเสถียรภาพและโอกาสเติบโตในระยะยาว ขณะที่พอร์ตการลงทุนของไทยยังให้น้ำหนักกับความปลอดภัยระยะสั้นเป็นหลัก ซึ่งอาจแลกมาด้วยโอกาสการเติบโตในอนาคตที่สูญเสียไป

SAA ฉบับที่ 5-ทางแยกของกองทุนไทย เพิ่มความเสี่ยง แก้โครงสร้าง เปิดทางสู่เวทีโลก

สำหรับการดำเนินงานปรับโครงสร้างการลงทุน น.ส.ภัณฑิรา กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาร่วมงานในช่วงปลายปี 2567 ประเด็นเรื่องกรอบการลงทุนถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับทีมทันที โดย น.ส.ภัณฑิรา มองว่านี่คือ “จังหวะที่โชคดี” ของกองทุนประกันสังคม เพราะเป็นช่วงเวลาที่กองทุนกำลังจัดทำแผน Strategic Asset Allocation (SAA) ฉบับที่ 5 พอดี ทำให้ทีมใหม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นเชิงโครงสร้างได้ตั้งแต่ต้น

แผน SAA ฉบับนี้เป็นกรอบการลงทุนระยะยาวที่มีอายุ 5 ปี และถูกออกแบบให้แบ่งออกเป็นสองเฟส เฟสละ 2 ปีครึ่ง เพื่อให้การปรับพอร์ตเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่กระชากความเสี่ยงจนเกินไป และสามารถประเมินผลได้เป็นช่วง ๆ แตกต่างจากการตัดสินใจลงทุนเชิงจังหวะหรือการมองผลตอบแทนรายปี

น.ส.ภัณฑิราอธิบายว่า SAA คือหัวใจของการลงทุนกองทุนบำนาญ เพราะเป็นเครื่องมือที่กำหนด “กรอบใหญ่” ของพอร์ต ว่ากองทุนควรรับความเสี่ยงในระดับใด ควรจัดสรรเงินไปยังสินทรัพย์ประเภทใด และควรออกแบบพอร์ตอย่างไรให้สอดคล้องกับภาระผูกพันระยะยาวของระบบประกันสังคม ซึ่งไม่ใช่เพียงการมองตัวเลขผลตอบแทนในระยะสั้น แต่เป็นการมองตลอดอายุของกองทุน

หากย้อนกลับไปดูในอดีต ตั้งแต่แผน SAA ฉบับแรก ภาพของกองทุนประกันสังคมไทยคือการยืนอยู่บนฝั่งความระมัดระวังอย่างมาก โดยถือครองสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำในสัดส่วนสูงถึง 80-90% ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน แม้ในปี 2567 สัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงต่ำจะลดลงมาอยู่ที่ราว 70% กว่า แต่ในมุมมองของ น.ส.ภัณฑิรา นี่ยังคงเป็นระดับที่สูงเกินไป เมื่อเทียบกับภาระจ่ายในอนาคต โครงสร้างประชากร และช่วงอายุของกองทุน ทีมบริหารจึงเสนอให้ลดสัดส่วนดังกล่าวลงมาอีก โดยเป้าหมายเชิงหลักการคือ 60% ก่อนที่ในทางปฏิบัติจะลงเอยที่ 65% สำหรับเฟสแรก และเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เติบโตสูงเป็น 35%

กรอบใหม่นี้ไม่ใช่เพียงการขยับตัวเลข แต่สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดการบริหารพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหมายถึงการยอมรับความผันผวนในระยะสั้นมากขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงขึ้น น.ส.ภัณฑิราย้ำว่า การลงทุนที่ดีไม่ใช่การไม่รับความเสี่ยงเลย ตรงกันข้าม การรับความเสี่ยงต่ำเกินไปเท่ากับการทำให้อายุของพอร์ตสั้นลง หากเปรียบกองทุนเป็นนักวิ่ง ระยะทางที่ต้องวิ่งยังเท่าเดิม แต่กองทุนประกันสังคมไทยกลับเดินมาในจังหวะ “สโลว์โมชั่น” ยาวนานกว่า 33 ปี เมื่อเวลาที่เหลืออยู่มีจำกัด การปรับทิศทางจึงต้องทำอย่างค่อนข้างฉับพลัน มิฉะนั้นแม้จะถึงเส้นชัยได้จริง กองทุนอาจอยู่ในสภาพที่แทบไม่เหลือมูลค่าเพิ่ม หรือทำได้เพียงระดับ breakeven เท่านั้น

ภายใต้แผน SAA ฉบับที่ 5 ซึ่งผ่านการอนุมัติจากบอร์ดแล้ว เฟสแรกกำหนดให้สินทรัพย์มั่นคงอยู่ที่ 65% และสินทรัพย์เติบโตสูง 35% ขณะที่เฟสที่สอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มราวกลางปี 2570 จะขยับสัดส่วนไปสู่ระดับ 50:50 ระหว่างสินทรัพย์มั่นคงกับสินทรัพย์เติบโตสูง ในรายละเอียดของสินทรัพย์เติบโตสูงนั้น แบ่งออกเป็นสองแกนหลัก แกนแรกคือสินทรัพย์ในตลาดทุน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือหุ้นในตลาดต่างประเทศทั่วโลก อีกแกนหนึ่งคือสินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่กองทุนบำนาญทั่วโลกและนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีศักยภาพการเติบโตสูงและช่วยกระจายความเสี่ยงจากตลาดการเงินแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ดี น.ส.ภัณฑิรา มองว่า แม้จะมีกรอบ SAA ที่เหมาะสมแล้ว หากการลงทุนจริงไม่สามารถคัดเลือกสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่น หรือไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ระดับ Top Performer ได้ การบริหารกองทุนก็ยังไม่อาจเรียกว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด และนี่เองที่ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของกองทุนประกันสังคมไทย

น.ส.ภัณฑิรา อธิบายว่า การบริหารเงินก้อนขนาดใหญ่ภายใต้ระบบราชการมีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ และทางออกมีอยู่เพียงสองทาง ทางแรกคือการปฏิรูประบบราชการให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลานานมาก อีกทางหนึ่งคือการยกระดับความเป็นอิสระของกองทุน คล้ายกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือองค์กรอิสระอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนสามารถตอบสนองต่อโอกาสในตลาดโลกได้ทันท่วงที เพราะเงินประกันสังคมไม่ใช่เงินขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเงินของผู้ประกันตนกว่า 20-30 ล้านคน ซึ่งไม่สามารถรอการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยืดเยื้อได้

ในมิติของโลกการลงทุน น.ส.ภัณฑิรา ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่สามารถสร้างผลตอบแทนระดับ 10-20% ต่อปี ไม่ได้มีความจำเป็นต้องวิ่งเข้าหาเงินทุนเสมอไป แต่แก่นแท้ของระบบกองทุนบำนาญทั่วโลกคือการรวมเงินของคนจำนวนมาก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและเปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนระดับเดียวกับนักลงทุนรายใหญ่ หากเปรียบง่าย ๆ คนทั่วไปอาจเป็นเพียง “ไม้จิ้มฟัน” แต่เมื่อมัดรวมกันก็สามารถแข็งแรงพอจะเข้าถึงสินทรัพย์ที่มหาเศรษฐีหรือ billionaires เข้าถึงได้

ด้วยเหตุนี้ น.ส.ภัณฑิรา จึงใช้ประสบการณ์กว่า 20 ปีในการทำงานกับผู้จัดการกองทุนระดับโลก เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกองทุนประกันสังคมไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ แก้ไขข้อจำกัดด้าน reputation ที่เคยเกิดขึ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และสื่อสารให้เห็นว่ากองทุนไทยมีทั้งศักยภาพและขนาดเงินลงทุนที่ใหญ่และ “คุ้มค่า” พอจะเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ได้

ตัวอย่างการลงทุนที่น.ส.ภัณฑิรา ยกขึ้นมา ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินทรัพย์ที่ดูหวือหวาอย่าง Formula One ซึ่งมีนักลงทุนซื้อในปี 2548 ด้วยเงินราว 100 ล้านดอลลาร์ และขายออกในปีที่แล้วด้วยมูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นแกนหลักของ pension โลก เช่น การเข้าซื้อสนามบิน Heathrow การรวบรวมสนามบินหลักอย่าง JFK และ Heathrow เข้าเป็นกองทุนเดียวกัน การลงทุนในระบบรางของเยอรมนี และโครงการพลังงานสีเขียวในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งทั้งหมดถูกจัดโครงสร้างเป็นกองทุนขนาดใหญ่เพื่อเสนอให้กองทุนบำนาญของประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมลงทุน

น.ส.ภัณฑิราเชื่อว่า หากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างได้จริง กองทุนประกันสังคมไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นนักลงทุนรายสำคัญ เคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทุนบำนาญระดับโลกของญี่ปุ่น นอร์เวย์ เกาหลีใต้ หรือมาเลเซียได้ทันที โดยปัจจุบันน.ส.ภัณฑิรา ประเมินว่ามีผู้จัดการกองทุนระดับโลกถึง 30-40 รายที่พร้อมจะ “เคาะประตู” หากระบบเปิดรับอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด น.ส.ภัณฑิรา ย้ำว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่ภาระของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่ของทีมบริหารหรือระบบราชการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการสื่อสาร ความเข้าใจร่วมกัน และแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินประกันสังคมของคนไทยจำนวนมหาศาล ได้รับโอกาสการลงทุนในระดับเดียวกับนักลงทุนรายใหญ่ของโลก และนำไปสู่ความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาวอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...