โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตือน! เศรษฐกิจไทยเสี่ยง ติดกับดักโตต่ำแค่ 1.6%

หุ้นวิชั่น

อัพเดต 18 มกราคม 2569 เวลา 19.27 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้น

หุ้นวิชั่น – KKP เตือนเศรษฐกิจไทยปี 2026 เสี่ยงติดกับดักการเติบโตต่ำ คาด GDP ขยายตัวเพียง 1.6% ท่ามกลางความสามารถแข่งขันที่ถดถอยและสินเชื่อชะลอ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองเศรษฐกิจโลกยังมีแรงหนุนจากสหรัฐฯ และเทคโนโลยี แต่ชี้ไทยต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อหลุดจากวงจรโตต่ำ

หลังจากเปิดงานสัมมนา “Year Ahead 2026” ด้วยการอภิปรายเชิงลึกด้านนโยบายระดับประเทศ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ขับเคลื่อนเวทีสัมมนาสู่การนำเสนอแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ โดยมีนักกลยุทธ์ระดับแนวหน้าจาก KKP และ Goldman Sachs ร่วมกันถ่ายทอดภาพรวมภูมิทัศน์เศรษฐกิจในปี 2026 ได้แก่ Andrew Tilton (Chief Asia Pacific Economist, Goldman Sachs Global Investment Research), Shoqat Bunglawala (Head of Multi-Asset Solutions for EMEA and Asia Pacific, Goldman Sachs Asset Management), ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย (หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร) และ นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ (หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)) เพื่อนำเสนอภาพรวมโอกาสและความเสี่ยงที่นักลงทุนไทยต้องเผชิญ

ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2026: ฝ่าวงจรการเติบโตที่ชะงักงัน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ได้นำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยระบุว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตสวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีความยืดหยุ่นสูง

“เราคาดว่าประเทศไทยจะยังคงติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ (Low-growth trap) ไปจนถึงปี 2026 โดยคาดการณ์ว่า GDP จะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจาก ‘ภัยคุกคามสามด้าน’ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อที่ระมัดระวังตัวมากขึ้น และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ จะขึ้นอยู่กับทิศทางหลังการเลือกตั้ง หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถปรับเปลี่ยนจากการเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก เราอาจได้เห็นแรงส่งสำคัญที่จะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากการติดหล่มได้”

มุมมองเศรษฐกิจโลก: ความแกร่งของสหรัฐฯ และความต่างในระดับภูมิภาค

Andrew Tilton จาก Goldman Sachs Global Investment Research นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจโลกในเชิงบวก โดยมองว่าการเติบโตของโลกมีแนวโน้มทนทานกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งจากหลายปัจจัยหนุน อาทิ แรงกดดันเรื่องภาษีศุลกากรที่ลดลง มาตรการสนับสนุนทางภาษี สภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น และการเติบโตของประสิทธิภาพการผลิตที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากนี้ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามคาดการณ์ ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงโดยไม่เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง จะเป็นการเปิดทางให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงและสร้างสภาวะทางการเงินที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น

นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน โดยจีนแม้ภาคการส่งออกจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ในขณะที่ญี่ปุ่นแตกต่างจากกระแสโลกในภาพรวม เนื่องจากมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยการเติบโตของค่าจ้างและเงินเฟ้อในภาคบริการที่ยังคงมีอยู่ ในภูมิภาคเอเชียส่วนอื่นๆ การเติบโตยังถือว่าดีกว่าที่คาด แม้ว่าภาคการส่งออกในบางประเทศอาจต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน

Shoqat Bunglawala ได้แบ่งปันมุมมองด้านโอกาสในปี 2026 ว่า “ในปี 2026 เรามองว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในจุดที่พร้อมจะปรับตัวดีขึ้น โดยมีตัวเร่งจากนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายในสหรัฐฯ และเยอรมนี รวมถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แม้ว่าอาจจะมีปัจจัยเรื่องภาษีศุลกากรที่ทำให้เงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นปัจจัยกดดันชั่วคราว แต่ทิศทางหลักจะเริ่มกลับเข้าสู่เป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี ภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าว มุมมองของเราต่อตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเป็นเชิงบวกโดยให้น้ำหนักความสำคัญกับหุ้นสหรัฐฯ เป็นลำดับแรก

โดยเน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุน รวมถึงให้น้ำหนักกับกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน เราเน้นการลงทุนในหุ้นยุโรปที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายการคลัง และหุ้นอินเดียที่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของตลาด นอกจากนี้ เรามองเห็นข้อได้เปรียบของ Private Credit ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า Public Markets และมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเงินกู้ร่วม (Syndicated Loans)”

ความมุ่งมั่นในการส่งต่อความรู้

งานสัมมนา KKP Year Ahead 2026 ตอกย้ำบทบาทของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ในฐานะแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ด้านมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Goldman Sachs Asset Management กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรยังคงเดินหน้าสนับสนุนนักลงทุนและผู้นำองค์กรในการรับมือกับความไม่แน่นอน พร้อมวางกลยุทธ์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...