โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"คิวเท โอปป้า" เปิดใจช่วงมืดมนที่สุดในชีวิต! เคยตบหน้าตัวเอง 6 ชม. เพราะความคิดลบ

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
“คิวเท โอปป้า” เปิดใจช่วงมืดมนที่สุดในชีวิต! เคยตบหน้าตัวเอง 6 ชม. เพราะความคิดลบ

รายการ Prime Cast เปิดชีวิตอีกด้านของ "คิวเท โอปป้า" จากเด็กเกาหลีที่เติบโตในไทย และเคยเป็น Introvert สู่จุดเปลี่ยนหลังอกหักที่ทำให้กล้าแสดงออก เริ่มทำ YouTube จากศูนย์จนมีคลิปไวรัลล้านวิว แต่ชื่อเสียงมาพร้อมแรงกดดัน ปัญหาธุรกิจ ความคิดลบที่สะสมจนเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้เคยตบหน้าตัวเอง 6-7 ชั่วโมง เล่าบทเรียนจากครอบครัว การฝึกสมาธิด้วย Ice Bath และชีวิตรักที่ปล่อยวางมากขึ้น

ก่อนที่จะไปเป็นคิวเทที่พลังล้นขนาดนี้ตอนเด็ก ๆ เป็นคนยังไง ?

คิวเท : ถ้าเล่าตอนแรก ๆ เลย ผมก็เรียนโรงเรียนไทยที่กรุงเทพฯ นะครับ เรียนประถม เรียนเสร็จก็ได้ย้ายไปพัทยา ช่วงประถมค่อนข้างจะมีความดื้อ ชอบแกล้งเพื่อน พ่อแม่ก็มีไปเจอคุณครูบ้าง

พ่อแม่กดดันบ้างไหม ?

คิวเท : ไม่มีเลย พ่อแม่ก็ไม่ใช่หัวใจคนไทย บอกไม่ถูกนะ แต่เป็นคนที่ใจกว้างมาก ไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องเป็นอะไรอีกสักอย่าง ทั้ง ๆ ที่ดูจากภูมิหลังพ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่ที่มีศีลธรรมนะจากครอบครัวคริสเตียน พ่อเป็นบาทหลวงก็ต้องมีความคาดหวังเยอะต่อลูกอะไรอย่างนี้ แต่พ่อแม่ผมตอนโตมาไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้นเท่าไหร่ ค่อนข้างจะปล่อยอิสระ แม้จะเรียนดีไม่ดีก็ชื่นชม

เริ่มปรับจาก introvert เป็น extrovert ตอนอายุเท่าไหร่ ?

คิวเท : ประมาณม.5 เกิดจากเรื่องความรัก ตอนนั้นมีผู้หญิงที่ชอบที่ห้องเรียน เป็นคนต่างประเทศ เป็นสายฝรั่งแต่เขาเพิ่งย้ายมา เขาสวยแบบทุกคนในห้องเรียนต้องวิ่งไปดูว่าใครมาอะไรอย่างนี้ ก็อารมณ์แบบในหนังเลย ผมก็แอบชอบเขา ซึ่งผมก็พยายามเต็มที่นะที่จะพูดคุยหรือจีบแต่ชีวิตที่ผ่านมาไม่มีสกิลตรงนี้เลย ไม่มีใครสอนอะไรอย่างนี้ ไม่รู้ว่าจีบมันเป็นยังไง ไม่รู้ว่าการที่มุ้งมิ้งมันคืออะไร แต่เคยดูการ์ตูนญี่ปุ่นที่ว่าถ้าชอบใครก็แค่ส่งจดหมาย หรือว่าไปบอกชอบเลยตะโกนออกมา ก็เลยทำอย่างนั้น จริง ๆ นะปรากฏว่ามันก็ไม่เวิร์ค แต่ก็เหมือนเขาก็บอกเป็นเพื่อนกันอะไรอย่างนี้ เราก็ไปช่วยอะไรกันหรือว่าไปเดินช้อปปิ้งกัน ดูหนังกัน ใจผมรู้สึกว่าเหมือนแต่งงานกับเขาแล้ว มากกว่าเพื่อนอะไรอย่างนี้ ก็เลยครั้งหนึ่งเขาชวนไปเที่ยวกลางคืน เป็นผับที่พัทยา ชวนไปผมก็บอกว่าไปได้สบายมาก มันก็อยู่ไม่ไกล แต่ไม่กล้าไงก็เลยชวนเพื่อนไป ไปกัน 2 คน พอไปเขาก็ทักทา ยแล้วเขาก็ไปของเขา สภาพผมก็เห็นภาพที่มันยิ่งใหญ่หรือมันเข้มข้นสำหรับในวัยเรา ผมก็อยู่ไกล ๆ แสงสีเสียงแต่ตรงนั้นมันเหมือนสปอตไลท์มันฉายลงมาครับ แล้วผมเห็นเขาไปอยู่กับคนอื่น ความรู้สึกเหมือนเรามโนไปเอง ในจังหวะนั้นที่ผมเห็นอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมาเต้นเลย เต้นเหมือนคนอื่นเต้นกัน ไม่ได้กินอะไรด้วยนะ กินแค่น้ำเปล่า สักพักผมก็ขึ้นเวทีตรงดีเจก็เต้นแบบเต้นอะไรก็ไม่รู้ เต้นเหมือนเป็นคนบ้าครับตอนนั้น

ก็เลยเปลี่ยนไปเลยหลังจากวันนั้น ?

คิวเท : ใช่เพราะว่าตอนนั้นมีคนเอามือถือขึ้นมาถ่ายผม ใครก็ไม่รู้นะ 4-5 เครื่อง ตอนนั้นเห็นข้างล่างเวทีเขาถือมือถือขึ้นมาหัวเราะใส่ผม มันรู้สึกดี รู้สึกว่าความเจ็บปวดเมื่อกี้มันหายไปชั่วคราว หลังจากนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลง ไปโรงเรียนก็ทำตัวตลกมากขึ้น มีเวทีโรงเรียนก็ไปร่วมมือมากขึ้น ก็ไปขึ้นเวทีมากขึ้น เป็นตัวเองที่โอเวอร์มากขึ้น

วันหนึ่งก็เหมือนซึมเข้ามาเป็นตัวตนของเราไหม ?

คิวเท : พอเราทำเรื่อย ๆ มันก็เหมือนค่อย ๆ ซึม มันก็มีความกดดันที่แบบว่าชีวิตเราก็อยากเป็นที่นิยมบ้าง อยากเป็นเหมือนพี่ ๆ คนนั้นเหมือนเน็ตไอดอล คนนั้นมีคนติดตาม IG เป็น 10,000-20,000 ทำไมผมมีแค่ 100 กว่า

วันแรกที่เริ่มถือมือถือขึ้นมาอัดตัวเองลง YouTube คือวันไหน ?

คิวเท : ตอนนั้นก็มีความที่อยากทำ YouTube นี่แหละ ก็เลยลองค้นหา YouTube ว่ามีวิธีทำ YouTube ไหม ตอนนั้นก็มีพี่ KANNINICH ช่อง bear hug แต่สมัยก่อนเขาทำช่องคนเดียวพี่กานต์ แล้วพี่กานต์ก็เปิดช่องอีกช่อง ชื่อว่า The Nerd Creator เป็นเกี่ยวกับสอนทำ YouTube ผมก็เลยดูคลิปหนึ่งก็สะดุดคำหนึ่งว่า เขาบอกว่าให้ทำอะไรที่ไม่มีในตลาด ก็นั่งคิดตั้งนาน ตลาดคืออะไร ตลาดแถวบ้านเราเหรอ หรือตลาดสดตรงนี้ แต่อ๋อตลาด Marketing มันคือการหาสินค้าใหม่ ๆ เข้าตลาดเราเพื่อให้ดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ตอนนั้นผมก็เลยพยายามคิดว่าอะไรที่ไม่มีใน YouTube บ้าง ก็เห็นว่าช่วงนั้นสายย่อก็มาแรง ผมก็คิดว่ามันยังไม่ค่อยมีผู้ชายเต้นสายย่อเลย แล้วฉันก็เป็นเกาหลีด้วยนะ ก็เต้นเลย ถ่ายลงเลย คลิปแรกเลยได้ประมาณ 60 view แต่ผมดู 59 view นะ ก็กดรีไปอย่างนั้น ก็มีพ่อแม่ดูด้วย

คลิปไหนที่ดังขึ้นมา ?

คิวเท : มันมีคลิปหนึ่งช่วงสงกรานต์ ตอนนั้นผมนั่งทำคลิป reaction หนังผีคนเดียว เพราะผมไม่เคยดูหนังผีไทย ก็เปิดแล้วก็ถ่ายหน้าตัวเองทั้งชั่วโมงเลย แล้วก็ตัดแค่ฉากผมตกใจ เขาก็เอาไปลง มันก็ดังขึ้นมาเพราะมันตลกดี ช่องผมไม่ค่อยได้เยอะแต่ว่ามีเพจดึงไปลง เป็นเพจสมัยก่อนเอาไปลง แล้วก็ปรากฏว่าคลิปนั้นได้หลายล้านวิวเลย ก็เริ่มมีคนมาติดตามบ้าง

ความสัมพันธ์ในครอบครัวของคิวเทเป็นยังไงบ้าง ?

คิวเท : ความสัมพันธ์ก็ดี ผมว่าโอเคดี สนิทกัน พ่อแม่สนับสนุน แล้วก็พ่อแม่ผมน่ารัก ฉลาด ก็เลยแบบว่าถ้าย้อนกลับไปคิดก็ไม่ค่อยมีอุปสรรคเยอะเท่าไหร่เรื่องครอบครัว แต่มันก็มีน้องสาวผมเกิดมาเป็นคนที่ 3 น้องคนที่ 2 เกิดมาช่วงประถมแต่ว่ามีเซอร์ไพรส์นิดหนึ่งเป็นเด็กพิเศษ เป็นเด็กพิการที่คนไทยเรียกกัน แต่ว่าพอช่วงนั้นหลายอย่างก็เปลี่ยนนะ พ่อแม่เหนื่อยมากขึ้น พ่อแม่อาจจะให้ความสนใจลูกอีก 2 คนอาจจะน้อยลง แต่เหมือนผมกับน้องสาวคนที่ 2 ก็เข้าใจนะ เข้าใจว่าพ่อแม่ต้องรับภาระ ไม่ใช่ภาระหรอกแต่ว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่หนัก ๆ ที่ต้องมาดูแล ช่วงนั้นก็อาจจะมีเรื่องยาก ๆ นิดหนึ่ง

คิวเทช่วยดูแลน้องยังไงบ้าง ?

คิวเท : ดูแลไม่ค่อยดีด้วย ก็รู้สึกผิดทุกวันนี้ ผมอายไง ผมกล้าบอกเลยผมมีช่วงอาย สมัยตอนเด็ก ๆ ช่วงที่น้องสาวมาที่โรงเรียนเพื่อจะมารับผมกลับบ้านแม่ขับรถมา น้องสาวก็เห็นเด็ก ๆ เขาเล่นบอลกัน เขาตื่นเต้นอยากมาเล่นด้วยก็เลยแบบเดินออกมาตะโกนสไตล์น้องสาวผม เดินไม่ค่อยคล่องด้วย วันต่อมาเพื่อน ๆ ก็ถามน้องสาวเป็นอะไร ทำไมดูไม่ปกติ ผมก็ไม่รู้ตอบอะไรด้วยตอนนั้น แต่แค่รู้สึกว่ามันเหมือนเราสร้างแผลในใจเราเองทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเพื่อนก็อาจจะแค่ถามจริง ๆ เพราะมันไม่รู้จริง ๆ นะ แต่เหมือนเราก็ปรุงไปเองตอนนั้นก็เลยแบบว่าในบ้านอาจจะดูแลดี แต่ออกไปข้างนอกเราก็ไม่ค่อยอยากจับมือน้อง ไม่ค่อยอยากจูงมือน้อง เดิน Big C เดินโลตัสแม่จูงมือคนเดียว ผมก็จูงสักพักคนเริ่มมองผมก็ปล่อยมือเดินไปก่อน

ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?

คิวเท : ตอนนี้ก็รู้สึกผิดที่ทำอย่างนั้นก็เลยเปลี่ยน ตอนนี้ผมมองว่าจริง ๆ น้องสาวเราปกติกว่าคนทั่วไปเยอะมากเลย คนอวัยวะครบทั้งหมดนิสัยแย่ก็เยอะ คือทั้ง ๆ ที่เขามีทุกอย่างพร้อมแต่จิตใจเขายังสู้น้องสาวผมไม่ได้สักนิดเลย เริ่มเห็นว่าน้องเราไม่เคยแค้นใคร ไม่เคยโกรธใคร ไม่เคยเกลียดชังใครมากเป็นชั่วโมง แต่คนทั่วไปสมัยนี้เกลียดใครเกลียดได้เป็นปีเลยนะ 10 ปีอย่างนี้ สรุปใครปกติไม่ปกติ มันเริ่มเห็นว่าน้องสาวเรามีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเยอะมากเลยนะ น้องสาวเรามันพิเศษ ก็เราเป็นคนกำหนดว่าเราเป็นคนมองในมุมนั้น มองเป็นมุมพิเศษเพราะต่างกับคนอื่น แต่เคยคิดไหมว่าน้องสาวตัวเองมีความสุขมากกว่าตัวเรานะ มันมีความสุขมาก เพราะว่าเข้าใจธรรมก็เลยเริ่มเข้าใจน้องสาว แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรมผมคงไม่เข้าใจน้องสาว

เป็นคนศาสนาอะไร ?

คิวเท : ศึกษาในพุทธศาสนา แต่ก็ต้องเล่าก่อนผมก็เกินในครอบครัวคริสต์ พ่อก็เป็นบาทหลวงผมก็อธิษฐานต่อพระเจ้าทุกวันเช้าเย็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงหนึ่งผมเจอความทุกข์ที่ไม่สามารถแก้ได้แล้ว อาจจะเป็นเรื่องของข่าวต่าง ๆ บ้าง มีเรื่องของบริษัท เรื่องของทีม เป็นเรื่องของเพื่อน ๆ เรื่องของผู้รับเหมา การโดนโกงหรือจะเป็นเรื่องของผู้หญิงอะไรต่าง ๆ คือตอนนั้นผมฉลาดไม่พอแล้วก็เหมือนเราก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ปัญหาทั้งหมดแก้ไม่ได้จริง ๆ ทุกข์ใจอยู่อย่างนั้น

นานไหมช่วงนั้นที่มรสุมชีวิตมันรุมเร้า ?

คิวเท : ผมว่าประมาณปีหนึ่งได้

สภาพจิตใจช่วงนั้นเป็นยังไง ?

คิวเท : รู้สึกแย่ สมมติถ้าคนเราไปจุดที่สะสมพลังงานแย่มากเราจะเริ่มทำตัวแปลก ๆ เหมือนร่างกายมันอยู่ในระบบ SOS จะบอกแพนิคก็ไม่ใช่ จะบอกเตือนสติก็ไม่ใช่ แต่ตอนนั้นผมไม่มีความรู้อะไรเลย แต่จำได้ว่ามีช่วงหนึ่งไม่ไหวจริง ๆ ตบหน้าตัวเองทั้งคืน 6-7 ชั่วโมง ตบอยู่อย่างนั้น ตบเพราะอยากให้ตัวเองหยุดคิดลบ ตบตัวเองอยู่อย่างนั้นหยุดไม่ได้ ผมงงมากเลย ทำไมร่างกายมันขยับเอง พอความคิดลบขึ้นมาเกี่ยวกับคนที่เราเกลียดไม่ชอบ ความโมโหขึ้นมา มือขึ้นมาตบหน้าตัวเองเลย ไม่ได้สั่งด้วยนะ ร้องไห้อยู่อย่างนั้น สักพักตบไปประมาณ 4-5 ชั่วโมงเริ่มคิดอะไรไม่ออก ความคิดลบเริ่มจางลง ๆ สักพักก็ออกไปข้างนอก มือก็ขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ตัวเองจนเหมือนคนอื่นมาเช็ดให้เลยนะตอนนั้น ก็เลยเริ่มออกจากความทุกข์นั้นได้นิดหนึ่งโดยที่ไม่ได้มีธรรมะ ไม่ได้มีที่พึ่งอะไรแต่เหมือนเราพึ่งอะไรก็ไม่รู้ตอนนั้นไปมั่ว ๆ สักพักเหมือนเราออกจากความทุกข์นั้นได้ก็จริงแต่พอเราไม่รู้แก่นว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ศึกษามั่ว ๆ ชีวิตมันยิ่งพัง ตอนนั้นยิ่งพังยิ่งเจอเรื่องไม่ดี พอเราอยู่ในขั้วลบ ปัญหาขั้วลบเข้ามาเยอะมากเลย ออกไม่ได้

มันวนอยู่เป็นลูป ?

คิวเท : มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว นิสัยที่ว่าตื่นมาเวลาไหนเราก็จะคิดวนเรื่องนั้น แล้วเวลาอาบน้ำคิดวนแล้วหยุดความคิดไม่ได้ ปัจจุบันตอนนั้นผมไม่ได้มีปัญหาเลยนะหลังจากที่ผ่านเรื่องราวมา เพราะความเป็นจริงก็คือผมมีบ้าน ผมมีเงิน ครอบครัวผมก็อยู่ดี คนรอบตัวที่รักเราก็อยู่ดีเหมือนเดิม แต่ตัวเราทำให้เรามองทุกอย่างแย่ไปหมดโดยที่เรายึดติดกับสิ่งที่เป็นขั้วลบตลอดเลย ก็เลยออกไม่ได้ อยู่วงจรนี้เรื่อย ๆ จุดที่มันขึ้นมาก็คือความคิดเรานี่แหละ ที่มันตื่นมาแล้วมันเริ่มคิด สมมติเขาไม่ดีประมาณนี้แต่เราคิดไม่ดีให้เขาไม่ดีไปอีก เราเป็นคนคิดให้ไม่ดีไปเอง พอเราเล่นมือถือเห็นแค่หน้าเราก็ปรุงต่อ เห็นเขาพูดอะไรก็ปรุงต่อ เหมือนพอเราเก็บเรื่องลบ แล้วเราเจอเรื่องลบที่เล็ก ๆ เราก็จะตอบโต้ด้วยความคิดลบที่สะสมมา มันกลายเป็นว่าเรื่องที่มันอาจจะดีในตอนนั้นผมทำให้มันแย่ลง โดยที่คำพูดเรา การกระทำเรามันผสมอารมณ์ มันก็เลยกลายเป็นว่าอย่างแรกคนไม่ดีทำไม่ดีก็จริง แต่ว่าเราจมกับเรื่องนี้เราก็กลายเป็นไม่ดีด้วยนะ เพราะความเกลียดชังมันอยู่ที่ตัวเราไม่ได้อยู่ที่ไหน เรากลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสดใส เป็นคนที่ไม่ค่อยเมตตา ไม่เป็นพลังบวกให้คนอื่น มันกลายเป็นคนอย่างนั้น

คนรอบ ๆ ตัวมีทักบ้างไหม ?

คิวเท : ไม่ได้มีคนมาบอกอย่างนั้นนะ แต่เขาก็เหมือนสงสารเราส่วนใหญ่คนที่มาเจอนะ แต่มีคนหนึ่ง ไปร์ท SPD เหมือนเห็นผมทุกข์อยู่มานาน เขาก็เลยเรียกผมไปคุยที่บ้าน ก็มานั่งคุยกับเขา เขาก็เริ่มยกธรรมมาให้ฟัง ตอนนั้นเขาก็เล่าตั้งแต่เรื่องศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดในกาม ไม่โกหก ไม่ดื่มสุรา ผมก็บอกว่าก็ทำอยู่นะ อาจจะดื่มสุราบ้างแต่ว่าอย่างอื่นก็รู้สึกว่าผมก็ยังโอเคอยู่ เขาก็บอกให้ผมพิจารณา นั่งนิ่ง ๆ ให้อยู่กับลม ก็ลองทำดูแล้วกันไหน ๆ ก็มา สักพักขึ้นมาเป็นฉากเลย ตั้งแต่ผมมีเด็กเล็ก ๆ 1-2 ขวบไปจนถึง 25 ปี กรรมทั้งหมดไล่ขึ้นมาให้ดูเลย ผิดศีลอะไรบ้าง ร้องไห้หนักมากตอนนั้น ก็เลยเป็นจุดที่ไม่ได้แล้ว เราใช้ชีวิตอะไรอยู่ เริ่มคิดอย่างนี้ กลับไปก็ไม่ได้รู้ธรรมะหรอกจริง ๆ แต่เริ่มรู้แล้วว่าพระพุทธเจ้าอาจจะเป็นทางออกก็ได้ตอนนั้นผมคิดอย่างนี้ แต่ก็พอเวลาผ่านไปมันเป็นประสบการณ์หนึ่งเฉย ๆ การที่ผมเห็นฉากขึ้นมา พอฉากขึ้นมามันผ่านไป อย่างที่บอกประสบการณ์มันอยู่ได้ไม่นานนะ ก็เหลวแหลกเหมือนเดิม

ช่วงนั้นก็คือทำงานมาตลอด ทำคอนเทนต์ทุกอย่างมาเรื่อย ๆ ?

คิวเท : ใช่ครับ พยายามทำ มันก็มีช่วงที่หยุดไปเป็นเดือน 2 เดือน เพราะว่าทำไม่ลง

ช่วงที่เราเอนเนอร์จี้ไม่ดีแล้วออกไปข้างนอก แล้วมีคนคาดหวังว่าจะต้องตลก สนุกสนานกับเขา แต่เรามีตึงใส่บ้างไหม ?

คิวเท : จริง ๆ อยากจะบอกว่าไม่ได้แค่ตึงหรอกตอนนั้น ผมโมโหใส่ก็มี ว่าก็มี แต่ไม่ใช่แฟนคลับนะ ว่าคนไม่พอใจในการใช้ชีวิตในวันหนึ่ง โมโหที่สนามบินบ้างอะไรบ้างต่าง ๆ อยากจะขอโทษเพราะจริง ๆ ตอนนั้นก็เขามาด้วยเอนเนอร์จี้ที่ดี ๆ ให้เรา แต่เหมือนเรามีกำแพงของพลังงานลบตรงนี้ ใครโยนอะไรให้เราไม่เอาในตอนนั้น สมควรโดนด่า

ช่วงนั้นที่ใจพัง ๆ ร่างกายเราพังไหม ?

คิวเท : ร่างกายพังตอนนั้น ตอนนั้นผอม กินไม่ลง หน้าตาก็ยังโอเคอยู่ โอเคกว่าตอนนี้ด้วยนะ เพราะตอนนั้นดูแล อยากเข้าคลินิก อยากดูดีต่อสังคมตอนนั้น เจอผู้หญิงก็อยากให้เขาปลื้ม ก็มีความคิดอย่างนั้น ผิวตอนนั้นก็ยังโอเค

เคยเจอปัญหาสุขภาพหนัก ๆ ไหม ?

คิวเท : ยังไม่มี ยังไม่มีขั้นที่ติดเตียงอะไรอย่างนี้ แต่ก็มีไม่สบายนิดหน่อย

ดูแลตัวเองยังไงบ้าง ?

คิวเท : ไม่มีเลย work life balance ของผมก็คือการการนั่งสมาธิ เพราะว่าผมมองว่าดูแลดีแค่ไหนข้างในไม่เปลี่ยนมันก็ดีแค่ผิว สุดท้ายร่างกายมันก็มันก็ย่อยสลายอยู่แล้ววันหนึ่ง พอเวลาผ่านไปเซลล์ก็ค่อย ๆ แก่แต่ผมแค่มองว่าสุดท้ายคนจะไปเร็วไปช้าอยู่ที่เหตุปัจจัย อันนี้ธรรมะนิดหนึ่ง

เราก็ต้องดูแลข้างนอกเราด้วย ?

คิวเท : แต่ก็พยายามไม่สุดโต่ง เช่น ถ้าใครนัดนัดกลางคืนหรือไม่ใช่แค่การเที่ยวนะ แต่แค่โทรมาหรือว่าอะไรอย่างนี้ผมไม่เอา เพราะว่าช่วงดึก ๆ ใจเราต้องสงบ พยายามสงบไว้เพื่อจะรับมือกับพรุ่งนี้ อย่างน้อยนอนดึกหรือนอนเร็ว ก่อนนอนก็ต้องมีสมาธิก่อนนอน ต้องเข้าสมาธิก่อนเผื่อจะนอนหลับ ถ้าไม่เข้าสมาธินอนไม่หลับ

เพราะเป็นคนคิดเยอะใช่ไหม ?

คิวเท : มันเหมือนเป็นนิสัยแล้วพอเราทำทุกวัน เพราะว่าช่วงแรกผมรู้สึกว่านอนทำสมาธิสบายสุดเลย ก็แค่นอนแล้วก็พยายามไม่คิดอะไร แค่อยู่กับตรงนี้

เหมือนพยายามนอน ?

คิวเท : ก็คล้าย ๆ กันเลย นอนสมาธิก็เหมือนการนอน

ชอบการออกกำลังกายแบบไหนที่สุด ?

คิวเท : ก็ชอบแต่ว่าจริง ๆ ไม่ชอบออกกำลังกาย แล้วช่วงหนึ่งผมชอบแช่ ice bath มากเลย ทำทุกเช้าทำหลายเดือนด้วยนะ แล้วชีวิตมันดีขึ้นเยอะเลย พุงก็หาย หน้าก็เล็ก มันเหมือนมันเผาผลาญเอนเนอร์จี้มหาศาลตอนที่เราอยู่ในน้ำเย็น มันกลายเป็นว่าภูมิคุ้นกันก็ดีขึ้น เอนเนอร์จี้ในวันนั้นอารมณ์ก็ดีขึ้น

ทำมาได้นานขนาดไหน ?

คิวเท : 3 เดือนได้ น้ำแข็ง 100 กิโลกรัมทุกวัน ตอนนั้นทำ 11 นาทีทุกวัน แขนลงหมดเลย แล้วก็จุ่มทั้งหัว 2 นาที ก็อาจจะอันตรายนะ แต่พอเราทำเรื่อย ๆ เราเห็นว่ามันเหมือนการฝึกสมาธิเลยนะการที่เราอยู่ในน้ำเย็น เพราะสมมติถ้าเราอยู่ในน้ำเย็นช่วงแรกมันจะเหมือน Fight mode มันจะสู้เต็มที่เลยนะมันเป็นเอง พอจุดหนึ่งเราจะเริ่มสบายแล้ว แต่เราแค่รับรู้ว่าความเจ็บปวดที่เกิดตอนนี้มันเป็นทางผ่านนะ เธอแค่อดทนหน่อย ไม่ต้องอดทนด้วยซ้ำ แค่รับรู้ว่ามันปวดมาก ว่ามันเย็นมาก ค้างไว้ตรงนั้นแหละเดี๋ยวมันหายไปเอง แต่พอวันไหนที่ไม่ชอบ เย็นเกินอะไรอย่างนี้ วันต่อก่อนจะลงเราจะโดนเอฟเฟคแล้ว เราจะไม่กล้าลง แล้วความคิดเก่ามันกลับมา

ครั้งแรก ๆ ลงได้กี่นาที ?

คิวเท : 1 หรือ 2 นาที แล้วพอเราจับจุดตรงที่มันนิ่งได้แล้ว กี่นาทีก็ได้จริง ๆ คุณจะแช่ครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงไม่ได้ทำให้ดีขึ้นนะ มันก็มีลิมิต แล้วเพราะร่างกายเราก็ผลิตฮอร์โมนได้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว

ตอนที่เดินข้ามจังหวัดคิดถึงอะไรอยู่ ?

คิวเท : เป็นการสัญญาตัวเองตอนนั้น สมมติผมออกไปเดิน อย่าคิดไม่ดีนะ แต่ว่าเดินอย่างมีความสุขให้ถึงปลายทางก็พอ พอเราเดินจริงก็มีปัญหาเยอะว่ามีเรื่องไม่พึงพอใจทางบ้านเราบ้าง หรือมีเรื่องไม่พอใจสิ่งที่เราเจอด้านหน้าบ้าง ร้อนไปคนนั้นทักไม่ค่อยให้เกียรติ แต่พออย่างนั้นผมก็นั่งตรงไหนก็นั่ง นั่งสมาธิไปเลย 10 นาที 20 นาทีก็เดินต่อ สักพักเดินก็เราก็อยู่กับการเดิน เธอคิดอะไรก็ไม่ต้องคิดหรอก นี่เราเดินอยู่ คิดอะไรมาทำให้เราหลุดอีก มันกลายเป็นออโต้แล้วนะ ออโต้ทำไมกลับมาสิเราก็รู้ว่าเราเดินอยู่ พอเราทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ วันท้าย ๆ เราเดินแทบไม่ต้องนั่งสมาธิเลย มันเหมือนอยู่ในสมาธิแล้ว

แฟนเข้าใจไหมที่เราเป็นคนอินกับเรื่องนี้ ?

คิวเท : ตอนนี้เริ่มเข้าใจ ผมไม่ได้แบบพูดเรื่องธรรมะให้เขาฟัง ผมแค่มองตัวเองซะส่วนใหญ่ เพราะสุดท้ายเรื่องแฟนก็มีปัญหา มีเรื่องทะเลาะทุกคู่ ช่วงหนึ่งก็เป็นอย่างนี้นะว่า เธอธรรมะต้องอย่างนี้สิ แต่สุดท้ายมันเสียเวลาถ้าทำอย่างนั้น สุดท้ายเรามองเข้ามาตัวเรา มองทุกครั้งก็มีปัญหาทุกครั้ง ไม่ใช่เขานะ ตัวเราเองมีปัญหาทุกครั้ง ก็ไม่อยากยอมรับแต่ว่าก็ต้องยอมรับเพราะว่าสุดท้ายโลกนี้มันคือเหตุและผล สมมติเขาน้อยใจอะไรก็ต้องมีเหตุก่อน หรือผมน้อยใจอะไรก็ต้องมีเหตุก่อน คือทุกอย่างมันมีเหตุและผล ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายทำทุกอย่างให้สำเร็จเหตุนั้นได้ มันเป็นเหตุที่สร้างด้วยกัน ผมก็เลยพยายามให้มันมีความสุข ไม่ใช่ว่าเราจะมาเน้นว่าต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น แต่ก็พยายามใช้ชีวิตมีความสุขนะ ช่วงหนึ่งก็ไม่คุยเล่นเยอะด้วย ไม่เล่นตลกอะไรเยอะเพราะเราก็อิน

ชีวิตรักเป็นยังไงบ้าง ?

คิวเท : ปล่อยวางมากขึ้น ไม่คาดหวังเยอะ

คนนี้คบมานานเท่าไหร่ ?

คิวเท : 2 ปีกว่า ก็ถือว่าตรงสเปคนะ ผมชอบผู้หญิงที่อ่าจิตใจดีนี่แหละ แล้วก็เป็นคนมีศีล ความที่เราแบ่งปันไม่เท่ากัน ความที่เราศรัทธาในสิ่งที่เราเดินอยู่ไม่เท่ากัน หรือว่าความที่เราให้เกียรติในศีลก็ไม่เท่ากัน พออย่างนี้มันก็เดินยาก สมมติถ้าเบื้องต้นมันรวมกันได้ก็คือศีลเสมอกัน มันอยู่ได้นานนะ แต่แค่หลัก ๆ ก็มีเมตตา มีจิตใจดี เพราะมันก็ยุคสมัยนี้ก็ต้องค่อย ๆ ไป เพราะผมว่า 20-30 ก็ยังเป็นวัยรุ่น 40 ก็ยังวัยรุ่นอยู่ ผมก็เลยมองว่ามันก็ค่อย ๆ ไป สุดท้ายถ้าเรามองว่ามันอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นพลังด้านลบเราที่เราคิดขึ้นมา

ทำไมลบคลิปทิ้งหมดเลย ?

คิวเท : อายครับ ส่วนใหญ่คลิปที่ลบไปเยอะก็มีคลิปกินสกปรก ทำเสียงเซ็กซี่ ก็คือเหมือนมีอะไรกับอาหารนะ ไม่ดูดีแล้ว แต่ว่ามันก็มีคนชอบ มันก็ตลกแต่ว่าตอนนี้มันเป็นช่องครอบครัวมาก เพราะว่าหลายคนมาคอมเมนต์บอกว่า ทุกอาทิตย์ผมกับพ่อแม่มานั่งดูตลอดเลย ทุกอาทิตย์ผมกับลูก ๆ มานั่งดูคลิปพี่ซิมตลอดเลย ออกไปข้างนอกครอบครัว 4-5 คน เป็นกลุ่มก็มาทักผมตลอดว่าดูกันทั้งครอบครัวเลย มีความรู้สึกว่าสมมติถ้าเขาย้อนไปดูโดยที่เชื่อใจว่าผมไม่ทำอะไรแบบนั้น เขาก็อาจจะผิดหวังได้ เขาก็จะไม่กล้าเปิดดูกับครอบครัว ไม่ใช่มีแค่กินหรอก คลิปพาสาวเดตต่าง ๆ นานา ก็เป็นความอยากตัวเอง มันก็ไม่เชิงคอนเทนต์

กลุ่มแฟนคลับที่เขาชอบคอนเทนต์แบบนั้นมาเรียกร้อง แล้วคิวเททำยังไง ?

คิวเท : ก็เรียกร้องแต่ว่าพอเราตั้งใจทำในสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ คนก็เริ่มยอมรับ ไม่นานด้วยนะแปบเดียวเอง เดือน 2 เดือนคนก็เริ่มชอบคอนเทนต์ใหม่ ๆ แล้ว เริ่มอยากให้ทำอย่างนี้อีก แล้วพอเราทำแบบนี้ปัญหาในชีวิตก็น้อยลงเยอะมากเลย

กลัวการไม่ถูกยอมรับจากคนรอบข้างไหม ?

คิวเท : มีความกลัวบาง ๆ อยู่ บางครั้งก็มีนะความกลัวที่บางคนยังคิดว่าผมเป็นเหมือนในอดีต ก็มาตัดสินทุกวันนี้

เห็นตัวเองในอีก 10 ปีเป็นยังไง เป้าหมายชีวิตมีอะไรบ้าง ?

คิวเท : มีบ้านที่ต่างจังหวัดสบาย ๆ มีสัตว์หลายตัว มีหมาตัวหนึ่ง เป้าหมายก็คือพยายามไม่ลืมศึกษา พยายามคิดว่าเราเป็นมือใหม่ สดใสทุกวัน ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร อยากให้ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ถึงตาย

อยากจะฝากอะไรกับคนที่กำลังอยู่ในความมืดมนของชีวิต จะหลุดออกมาได้ยังไง ?

คิวเท : ทุกคนมีเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแม้แต่ผม หรือว่าทุกคนมีหมด 2 อย่าง ความไม่ชอบที่เราสามารถแก้ได้ กับความไม่ชอบที่เรายังแก้ไม่ได้ ณ ตอนนี้ แต่ว่าปัจจุบันจริง ๆ อาจจะยังไม่มีปัญหาอะไร ปัญหามันอยู่ในหัวเท่านั้น เรื่องที่ 2 ก็คืออะไรก็แล้วแต่ปัญหามันก็เกิดเพราะอารมณ์ อารมณ์ที่เราไม่ชอบ อารมณ์ที่เรากังวล อารมณ์ที่เป็นขั้วลบต่าง ๆ นำพาในความคิดนี้ ปัญหานี้ แต่สุดท้ายอารมณ์ตรงนี้ยังไงก็สลาย อยู่กับเราไม่ได้ 24 ชั่วโมง 365 วันหรอก วันหนึ่งยังไงก็ต้องสลาย สลายต่อเมื่อเราไม่เข้าไปคิด ต่อไม่เอาไปป้อนข้อมูลต่อ เดี๋ยวมันก็จะนิ่งสลายเอง คนเรียกว่าเวลามันจะเยียวยา หรือถ้ามันสลายไม่ได้ เราก็พยายามยอมรับหรือให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอันนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับนั่งสมาธิแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตอนนี้ สิ่งที่พ่อแม่เราสอนมา คุณครูสอนมา ให้อภัย ให้เมตตาแล้วก็ขยัน สำคัญมาก ถ้าคุณขยันคุณก็อาจจะไม่เอาเอนเนอร์จี้ไปใส่ในความคิดลบตรงนี้ที่ปรุงมา ขยันไปเดี๋ยวตรงนี้มันจะจางเอง อย่าเอาที่คุณมี 100% ไปใส่ตรงนี้ 70% มันไม่ดี เพราะสุดท้ายมันไม่เปลี่ยนอะไร แต่ว่าเปลี่ยนนิสัยเราล้วน ๆ

สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น.

คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=bCOVlo_dK8U

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...