โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CIMB เผย 4 ฉากทัศน์ ‘ทรัมป์’ ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ เดินหน้าสงครามภาษีรอบใหม่ หลังครบ 150 วัน เตือนรัฐบาลไทยวางแผนรับมือภาษี Transshipment

THE STANDARD

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
CIMB เผย 4 ฉากทัศน์ ‘ทรัมป์’ ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ เดินหน้าสงครามภาษีรอบใหม่ หลังครบ 150 วัน เตือนรัฐบาลไทยวางแผนรับมือภาษี Transshipment

CIMB เผย 4 ฉากทัศน์ ทรัมป์ใช้กฎหมายอื่น ต่ออายุสงครามภาษีรอบใหม่ แนะรัฐบาลไทยสานต่อเจรจาการค้าสหรัฐฯ เร่งปิดดีล FTA เปิดตลาดใหม่ เตือนไทยรับมือภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment)

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2569) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มสงครามการค้ารอบใหม่ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต กฎหมายพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ส่งผลให้มาตรการภาษีหลายชุดที่ฝ่ายบริหารใช้ในช่วงปีที่ผ่านมาไ ม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้สหรัฐฯ ต้องคืนภาษีที่มีการเรียกเก็บไปแล้วแก่ภาคธุรกิจ มูลค่าราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ก่อนที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเผยแพร่คำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คาดว่ารัฐบาลทรัมป์ได้มีการหารือเตรียมใช้เครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ เพื่อเดินหน้าเก็บภาษี ศุลกากร โดยล่าสุดทรัมป์ ได้ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากทั่วโลก ในอัตราสูงสุดที่ 15% เป็นเวลา 150 วัน โดยใช้อำนาจตามกฎหมายพระราชบัญญัติการค้า (Trade Act) มาตรา 122

โดยพระราชบัญญัติการค้า (Trade Act) มาตรา 122 ซึ่งทรัมป์ประกาศใช้แทน IEEPA เป็นมาตรการภาษีป้องกันปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศหรือภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรง (Balance of payment crisis) ซึ่งประกอบด้วยดุลบัญชีการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด บัญชีทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งทรัมป์สามารถอ้างปัญหาเรื่องการขาดดุลการค้า มหาศาลของสหรัฐฯ เป็นเหตุผลให้ต้องหยิบมาตรานี้มาใช้

โดยหากมาตรา 122 ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และมีผลบังคับใช้ครบ 150 วัน

ดร.อมรเทพ ได้ประเมิน 4 ฉากทัศน์ที่ทรัมป์อาจใช้กฎหมายอื่นเป็นเครื่องมือ เพื่อเดินหน้าสงครามการค้า ด้วยมาตรการภาษีศุลกากร เปิด 4 ไพ่ลับกฎหมายใหม่ ต่ออายุสงครามการค้า

ฉากทัศน์ที่ 1 ขยายระยะเวลาบังคับใช้ Trade Act มาตรา 122 โดยโดนัลด์ ทรัมป์ อาจส่งให้สภาคองเกรสพิจารณาเห็นชอบต่อเวลาบังคับใช้กฎหมาย โดยอ้างถึงความจำเป็นในกรณีที่ยังเจรจากับประเทศคู่ค้าไม่เสร็จ

ฉากทัศน์ที่ 2 นำกฎหมาย IEEPA กลับมาบังคับใช้ แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อกำหนดอัตราภาษีใหม่เป็นอำนาจของสภาคองเกรส ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ อาจส่งให้สภาคองเกรสพิจารณาเห็นชอบ เนื่องจากพรรครีพับลิกัน ครองเสียงข้างมากในสภา สามารถให้สภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายแทน ซึ่งต้องใช้เวลาเจรจา

ฉากทัศน์ที่ 3 บังคับใช้กฎหมาย Trade Act มาตรา 301 เหมือนที่เคยบังคับใช้กับจีน ซึ่งสหรัฐฯ เขียนรายงานข้อเรียกร้องว่าถูกจีนกีดกันการค้า โดยกฎหมายนี้ ให้อำนาจแก่ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ในการสอบสวนข้อเรียกร้อง ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้า ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการค้าสหรัฐฯ รวมถึงตอบโต้ด้วยการกำหนดภาษีศุลกากร และข้อจำกัดทางการค้าอื่น ๆ

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา ระหว่างการใช้มาตรการภาษีตอบโต้เพื่อเปิดโต๊ะเจรจาผลประโยชน์ รัฐบาลทรัมป์ได้มีการเก็บข้อมูลทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศคู่ค้าไว้แล้ว เพื่อเตรียมใช้กฎหมายนี้

ฉากทัศน์ที่ 4 บังคับใช้กฎหมาย Trade Act มาตรา 201 โดยเก็บภาษีเพิ่มกับสินค้า นำเข้าในประเภทอุตสาหกรรมที่กระทบความมั่นคงของภาคการผลิตในประเทศ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม โดยต้องเก็บในอัตราที่เท่ากันทุกประเทศ ทั้งนี้สหรัฐฯ อาจขยายประเภทสินค้าครอบคลุมกลุ่มเวชภัณฑ์ และอื่นๆ

“ถ้าใช้กฎหมาย IEEPA ไม่ได้ ทรัมป์ก็แค่ไปใช้กฎหมายอื่น แต่วันนี้สภาคองเกรส ต้องใช้เวลาเขียนเงื่อนไขอะไรให้มันชัดเจน จริงๆ มีกฎหมายมาตราอื่นอีกเยอะที่ทรัมป์ สามารถใช้ได้”

ดร.อมรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยจะต้องระวังภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปจากสหรัฐฯ ว่าจะใช้เกณฑ์อย่างไร หากสหรัฐฯ ต้องการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ไทยก็จะโดนเก็บภาษีเพิ่มได้เหมือนกัน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง

ท่ามกลางมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่กลับมามีความไม่แน่นอนอีกครั้ง ดร.อมรเทพ ประเมินแนวโน้มการค้าและผลกระทบต่อประเทศไทยว่า ตอนนี้ประเทศไทยโดนปรับลด ภาษีศุลกากรจากเดิม 19% เหลือ 15% ตามกฎหมายใหม่ ซึ่งเป็นการปรับลด เพียงเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับเวียดนามที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะช่วงชิงตลาดจากจีน ในขณะที่จีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ น้อยลงเรื่อยๆ เพราะถูกกีดกันด้วยมาตรการภาษีหลายชั้น ตอนนี้ทุกประเทศโดน ภาษีเท่ากันหมด ประเทศที่เคยแย่กว่าไทยวันนี้มีข้อได้เปรียบเหมือนกัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ เร่งนำเข้ากักตุนสินค้า (Frontloading)ในช่วงนี้

สำหรับแนวทางรับมือของผู้ประกอบการ ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารกลุ่มงาน Enterprise Risk and Infrastructure สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการจะต้องมีการวางแผนรับมือ มากขึ้น เพราะไม่มีใครรู้ว่าภาษีจะดำเนินไปในทิศทางไหน หากเปรียบเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานถูกกว่า เมื่อทุกประเทศโดนอัตราภาษีเท่ากัน ไทยจะมีข้อได้เปรียบการแข่งขันด้านภาษีลดลง ดังนั้นต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะทำอย่างไรให้สินค้ามีคุณภาพมากขึ้น และกลับมาเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

3 ทางออกรับมือภาษีทรัมป์รอบใหม่

ดร.อมรเทพ เสนอ 3 แนวทางรับมือของรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามการค้าที่มีความไม่แน่นอน ดังนี้

1. ห้ามหยุดเจรจาการค้าสหรัฐฯ แม้ว่าสหรัฐฯ จะบังคับใช้กฎหมายอื่น รัฐบาลต้องสานต่อการเจรจาการค้า สัญญาที่เคยแลกเปลี่ยนกัน ต้องนำกลับมาพิจารณาและจัดการผลประโยชน์การค้าให้สมดุล

2. เร่งทำ FTA กับตลาดใหม่ เปิดโอกาสการค้ากับประเทศใหม่ๆ โดยเฉพาะยุโรป เพื่อเป็นแต้มต่อให้ไทยสามารถค้าขายกับตลาดใหม่ นอกเหนือจากสหรัฐฯ

3. ผลิตสินค้าให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพื่อรับอานิสงส์วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังมา เหมือนประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียที่การส่งออกเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการคว้าโอกาสผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง AI และเซมิคอนดักเตอร์

ภาพ: Bendix M / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...