KGI อัปเป้า SET ปี 69 แตะ 1,540 รับเสถียรภาพการเมือง–วินัยการคลังดีขึ้น
บล.เคจีไอ มองประเทศไทยน่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเน้นกระตุ้นการลงทุนในประเทศ และ FDI เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยใกล้จะเปิดเผยโครงสร้างรัฐบาลผสมชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีเสียงในสภาฯ เกิน 300 ที่นั่ง
ฝ่ายวิจัยจึงมองว่าเป็นโอกาสดีที่
1. รัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปี
2. มีสัญญาณที่ชัดเจนว่ากระทรวงเศรษฐกิจสำคัญจะไม่เน้นที่การกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น หรือ การเพิ่มตัวเลข GDP ในระยะสั้น และ
3. วาระสำคัญจะอยู่ที่นโยบายกระตุ้นการลงทุนในประเทศ และ กระแส FDI ทั้งนี้ การเมืองที่ขาดเสถียรภาพทำให้หุ้นไทยถูก discount มาหลายปีแล้ว ดังนั้น การที่รัฐบาลอยู่บนวิถีที่คาดเดาได้ในรอบนี้น่าจะทำให้มีการ re-rate หุ้นไทยในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในระยะสั้นอาจจะเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนตอบรับข่าวการเลือกตั้งไปแล้ว และ กำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ดัชนี SET และ ค่าเงินบาทชะลอตัวตามฤดูกาล หลังจากที่หุ้นไทยวิ่งขึ้นมาประมาณ 9% ตั้งแต่วันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ฝ่ายวิจัยมองว่านักลงทุนตอบรับข่าวบวกเรื่องการเลือกตั้งไปมากแล้ว ดังนั้น ฝ่ายวิจัยจึงมองว่าตลาดมี upside จำกัดในระยะสั้น และแรงซื้อหุ้นปันผลหลัก ๆ อาจจะสูงสุดในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เมื่อบริษัทต่าง ๆ ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดปี 2568 ออกมาแล้ว
ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยอาจจะเข้าสู่ช่วงที่ชะลอตัวตามฤดูกาลในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เพราะตามสถิติแล้วค่าเงินบาทมักจะอ่อนลงในช่วงเดือนดังกล่าวในขณะที่กระแสเงินทุนจากต่างชาติอาจจะถูกกระทบจากการขึ้น XDs และ การส่งเงินปันผลกลับประเทศของผู้ถือหุ้นต่างชาติ
ปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET ปี 2569 เป็น 1,540 จากเสถียรภาพทางการเมือง และวินัยการคลังที่ดีขึ้น แม้ว่าแนวโน้ม GDP ดูเป็นกลาง ๆ ในบทวิเคราะห์ฉบับนี้ ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มเป้าดัชนีสิ้นปี 2569 เป็น 1,540 โดยปรับเพิ่ม PE เป้าหมายจาก -1.5 S.D. (13.2x) เป็น -1.0 S.D. (14.0x) เพื่อสะท้อนถึง i) เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป และ ii) วินัยการคลังที่ดีขึ้นจากการที่รัฐบาลไม่น่าจะใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคขนานใหญ่
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าปัจจัยดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าดัชนี SET ที่สูงขึ้น แม้ว่า GDP จะมีแนวโน้มโตต่ำกว่าระดับปกติในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมองว่าการลดดอกเบี้ยของ FOMC และ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐใน 2H69 น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นในตลาด EM โดยในกลุ่มประเทศ ASEAN ด้วยกัน กรณีที่เกิดกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่ง MSCI และ FTSE Russell แสดงความเป็นห่วงอย่างมีนัยสำคัญกับมาตรฐาน free float อาจจะทำให้เกิดการโยกการลงทุนไปยังตลาด ASEAN อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงตลาดไทยด้วย
เน้นหุ้นในธีมการลงทุน, มาตรการคนละครึ่งพลัส, หุ้นปันผลขนาดใหญ่ และ หุ้น cyclical บางตัว ในการกำหนดสถานะลงทุน ในภาวะที่ฝ่ายวิจัยมองไว้ว่าดัชนี SET มี upside 4% ถึงเป้าใหม่ปี 2569 ของฝ่ายวิจัย และอาจมี upside อีกหากกระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นแข็งแกร่งมาก ๆ
โดยได้จัดกลยุทธ์การลงทุนดังนี้
-ธีมแรก ให้เกาะกับกลุ่มที่เข้ากับประเด็นที่รัฐบาลใหม่จะมุ่งเน้น อย่าเช่น การลงทุน, โครงการ PPP และ FDI โดยในธีมนี้ ชอบ WHA* และ STECON*
-ธีมที่สอง เลือกหุ้นผู้บริโภคที่ไม่ถูก cover ซึ่งจะได้อานิสงส์จากมาตรการคนละครึ่งพลัสอย่างเช่น BJC
-ธีมที่สาม ชอบหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี อย่างเช่น KBANK* และ LH*
-ธีมที่สี่ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกประคองตัวได้ดี และ มีความเสี่ยงต่ำที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเดินหน้าเข้าสู่สงครามจริง ๆ ฝ่ายวิัยชอบหุ้น cyclical ที่แสดงสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรม และเข้าสู่ช่วง high season อย่างเช่น IVL*
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติด Top 50 Companies คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย
- ปี 2568 บริษัทจดทะเบียนไทยจ่ายเงินปันผลกว่า 651,239 ล้านบาท
- เจาะกลยุทธ์จัดพอร์ตปี 2026 ชี้ช่องทำกำไรหุ้น AI-Infrastructure-ระวังฟองสบู่ช่วงปลายปี
- กวักมือลงทุนไทย "อนุทิน" นำทีมเอกชนโรดโชว์ "สิงคโปร์" ฟื้นเชื่อมั่นตลาดหุ้น
- ธุรกิจ ความรู้ และความหลงใหล คือรากฐานของความมั่นคง - ฟลุค เกริกพล