สศช.หวั่นซื้อก่อนจ่ายทีหลัง เสี่ยงเอ็นพีแอลพุ่ง แนะดึงเข้าเครดิตบูโรทุกราย
วันที่ 23 ก.พ. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า หนี้สินครัวเรือนข้อมูลล่าสุด ไตรมาส 3 ปี 68 ลดลง 0.29% โดยมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท เป็นผลจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี ทรงตัวอยู่ที่ 86.8% ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลบริษัทข้อมูลเครดิตดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (เอ็นพีแอล) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.4% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ของไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการกำกับสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายและผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นเอ็นพีแอล ในอนาคตจึงควรผลักดันให้ผู้ให้บริการทุกรายเข้าร่วมเครดิตบูโร และกำหนดเพดานหนี้ร่วม และ คนรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือน 21% เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่มีรายได้ต่ำกว่าจึงต้องเร่งสร้างวินัยทางการเงินในเชิงรุก เช่น การแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ หรือการมีมาตรการจูงใจจากการจ่ายหนี้ตรงเวลา
สำหรับภาวะสังคมไตรมาส 4 ปี 68 สถานการณ์แรงงานการจ้างงานลดลงต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% จากไตรมาส 4 ปี 67 จากการหดตัวในภาคเกษตรกรรม 3.4% ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.2% โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า และสาขาการผลิต ขยายตัว 3.2% และ 1.2% แต่สาขาการก่อสร้าง สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก หดตัว อัตราการว่างงานรวมลดลง โดยอยู่ที่ 0.70% หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน
ขณะที่ ผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนและนายจ้างเลิก หยุด ปิดกิจการ เป็นกลุ่มเดียวที่เพิ่มขึ้นที่ 18.1% สำหรับผู้เสมือนว่างงาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของผู้เสมือนว่างงานภาคเกษตร ส่วนอัตราการว่างงานระบบอยู่ที่ 1.78% ลดลงจาก 1.81% ในปี 67 โดยภาพรวมปี 68 อัตราการมีงานทำ อยู่ที่ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปี 67 โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า ส่วนอัตราการว่างงาน ปี 68 อยู่ที่ 0.81%
ส่วนประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือการสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุมเอสเอ็มอีควบคู่กับการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี และ การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของแรงงานจากบทบาทของเทคโนโลยีเอไอ จึงควรมีการกำหนดแนวทางการใช้เอไออย่างชัดเจน และเป็นธรรม และลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ เอไอให้แก่แรงงานทุกระดับ