จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลกในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury
จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลกในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury
เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองของอิหร่าน เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีเป้าหมายทางทหารและผู้นำของอิหร่านอย่างหนักหน่วง นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และผู้นำโลกหลายคนเรียกว่า "วันที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไปตลอดกาล"
ใดๆDigest ขอพาผู้อ่านมาสำรวจกันว่า หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ขั้วอำนาจต่าง ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกต่างปรับท่าทีและยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไร และโลกกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด
เกิดอะไรขึ้น? ทำความเข้าใจปฏิบัติการ Epic Fury:
ก่อนเข้าใจผลกระทบ เราต้องเข้าใจบริบทโดยรวมกันก่อน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสั่งสมมานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แต่ที่มาของการโจมตีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุการณ์ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลทำลายเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคไปทีละอย่าง ทั้งการทำให้กลุ่มฮามาสและฮิซบอลลอฮ์อ่อนแอลงอย่างมาก รวมถึงการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ประกอบกับทรัมป์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้ในยุคของเขาด้วยกำลัง มากกว่าการเจรจา
ผลการโจมตีครั้งนี้คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปีของอิหร่าน และผู้นำกองทัพระดับสูงหลายคนถูกสังหาร สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ที่โจมตีโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอื่นโดยตรง
สหรัฐฯ และอิสราเอล ในฐานะผู้กำหนดวาระ แต่กลับต้องแบกภาระอันหนักหนาสาหัส
สหรัฐฯ: ทรัมป์เลือกระเบิดแทนการเจรจา
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังนั่งเจรจากันอยู่ที่เจนีวา โดยทรัมป์เลือกโจมตีทันทีแทนที่จะรอผลการเจรจา ผ่านการใช้ Executive Power ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส นักวิเคราะห์การเมืองโลกหลายคนเห็นตรงกันว่าทรัมป์ต้องการ "ปิดฉาก" ความขัดแย้ง 47 ปีในฉบับของเขาเอง
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายสำนักเตือนว่า การโจมตีโดยไม่มีแผนหลังสงครามที่ชัดเจนอาจทำให้สหรัฐฯ ติดหล่มในตะวันออกกลางอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน
อิสราเอล: บรรลุเป้าหมายระยะยาว
สำหรับอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้คือการขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่รอคอยมาหลายสิบปี และเป็นโอกาสสร้างพันธมิตรใหม่กับรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งต่างก็มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่านที่ตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต
ยุโรป: ตกขบวน ลังเล และแตกแยก
บทบาทของยุโรปในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่าเศร้าของมหาอำนาจที่ "พูดเสียงดัง แต่ไม่มีอำนาจเพียงพอ" ในเวทีความขัดแย้งระดับโลก โดยเรื่องที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้ยุโรปที่สุดคือ เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้น ผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด Hannah Neumann สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานคณะผู้แทนด้านความสัมพันธ์กับอิหร่าน เปิดเผยกับ CNBC ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz ผู้นำเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของ EU ก็เพิ่งได้รับแจ้งเพียงไม่กี่นาทีก่อนการโจมตีเริ่มขึ้นเท่านั้น Carl Bildt อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวว่า
"ยุโรปถูกผลักออกไปอยู่ขอบสนามในความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก"
ปฏิกิริยาของยุโรปจึงออกมาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่ลึกซึ้ง ฝรั่งเศสและสเปนออกมาวิจารณ์การโจมตีอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศสประกาศว่านี่คือ "การระเบิดของสงคราม" และเรียกร้องให้เปิดการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทันที ขณะที่นายกรัฐมนตรีสเปน Pedro Sánchez ปฏิเสธการกระทำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยกล่าวว่าเป็น "การเพิ่มความตึงเครียดและสร้างความไม่มั่นคง"
ในทางกลับกัน เยอรมนีกลับแสดงท่าทีที่คลุมเครือกว่า Merz เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าอิสราเอล "กำลังทำงานสกปรกแทนเราทุกคน" สะท้อนว่าเบอร์ลินมองอิหร่านในฐานะภัยคุกคามร่วมกับอิสราเอล
สหราชอาณาจักรอยู่ในสถานะที่ลำบากที่สุด เพราะขั้นแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษในการโจมตี แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดทางให้ใช้เพื่อการโจมตี "เชิงป้องกัน" ทำให้ทรัมป์ยังออกมากล่าวว่า "ผิดหวัง" และอังกฤษ "ช้าเกินไป"
EU พูดเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีพลัง:
ผู้นำหลายคนของ EU ออกแถลงการณ์เรียกร้อง "ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่มีการประณามสหรัฐฯ หรืออิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา EU ยอมรับว่าการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อรัฐอ่าวเป็นสิ่งที่ "รับไม่ได้" แต่กลับไม่แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้นเหตุ
อย่างไรก็ดีจุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่ออิหร่านส่งโดรนโจมตีไซปรัส ซึ่งเป็นสมาชิก EU โดยพบว่ามีการใช้เสาอากาศของรัสเซียในโดรนลำดังกล่าว กรีซตอบสนองด้วยการส่งเครื่องบิน F-16 และเรือรบไปป้องกันไซปรัสทันที และต่อมาฝรั่งเศสก็ประกาศส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธและโดรนไปเสริมกำลังเช่นกัน
นี่คือสัญญาณว่ายุโรปพร้อมขยับก็ต่อเมื่อผลประโยชน์โดยตรงถูกคุกคาม ไม่ใช่จากหลักการเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว
รัสเซียและจีน: ประณามดัง แต่ทำน้อย
รัสเซีย เปรียบเสมือนพันธมิตรที่หมดแรงของอิหร่าน
รัสเซียมีสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับอิหร่านที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียออกมาเพียงแค่ประณามว่าเป็น "การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุ" โดยไม่มีคำมั่นสัญญาด้านความช่วยเหลือทางทหารใด ๆ เหตุผลง่าย ๆ คือสงครามในยูเครนดูดกำลังรัสเซียไปเกือบหมด มอสโกแทบไม่มีทรัพยากรเหลือไปช่วยพันธมิตร
จีน: รักษาผลประโยชน์มาก่อนมิตรภาพ
จีนประณามการสังหารคาเมเนอีว่าเป็น "การละเมิดอธิปไตยอิหร่านอย่างร้ายแรง" และเรียกร้องให้หยุดยิง แต่ในความเป็นจริง ปักกิ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางวัตถุหรือการทหารใด ๆ แก่เตหะรานเลย
นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนอาจมองอิหร่านที่อ่อนแอลงเป็น "โอกาส" เพราะเตหะรานจะยิ่งต้องพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้น ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานหลักของจีนก็สร้างความเจ็บปวดให้ปักกิ่งไม่น้อย
ตะวันออกกลาง: โครงสร้างอำนาจใหม่กำลังก่อตัว
รัฐอ่าวทั้ง 6 ชาติ ทั้งบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ต่างถูกโจมตีโดยอิหร่านเพื่อตอบโต้ ท่าอากาศยานในดูไบ อาบูดาบี และบาห์เรนได้รับความเสียหาย การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็นราว 20% ของปริมาณน้ำมันโลก
ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ การโจมตีของอิหร่านยิ่งผลักรัฐอ่าวให้เข้าใกล้อิสราเอลและสหรัฐฯ มากขึ้น ความขัดแย้งนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์อาหรับ-อิสราเอลขยับเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาด
ตุรกี: ผู้สงบเงียบที่ได้ประโยชน์
ตุรกีเลือก "สายกลาง" วิจารณ์การโจมตีแต่ไม่ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก ขณะที่เงียบรอรับผลประโยชน์จากช่องว่างอำนาจในซีเรียที่อิหร่านเคยครอบครอง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก:
ทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก และมีการประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาหารสดในตลาดรัฐอ่าวจะเริ่มขาดแคลนภายใน 20 วัน เนื่องจากชาติเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด
จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณสูงต้องรีบปรับแผน หันไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันจาก GCC มากขึ้น ซึ่งขัดกับยุทธศาสตร์ของปักกิ่งที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ
อาวุธนิวเคลียร์: บทเรียนที่โลกจะจำไม่ลืม
หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปฏิบัติการครั้งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บทเรียนนิวเคลียร์" ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่าผลลัพธ์อาจตรงข้ามกับที่ตั้งใจ กล่าวคือ แทนที่จะหยุดอิหร่านจากการมีนิวเคลียร์ การโจมตีนี้อาจยิ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเชื่อมั่นมากขึ้นว่า "สหรัฐฯ ไม่โจมตีประเทศที่มีระเบิดนิวเคลียร์" และจะเร่งพัฒนาอาวุธของตนเอง
อิหร่านวันนี้: ล่มสลายหรือยังยืนหยัด?
คำถามสำคัญที่สุดคือ อิหร่านหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดจะเป็นอย่างไร? คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะโครงสร้างรัฐอิหร่านซับซ้อนและกว้างขวาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังคงควบคุมทรัพยากรและอำนาจทางเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะ "ตัดหัว" ผู้นำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายโครงสร้างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านที่ถดถอยอยู่แล้วจากการคว่ำบาตรจะยิ่งบีบคั้นรัฐบาลอย่างหนัก
โลกหน้าตาเป็นอย่างไรหลังจากนี้?
ปฏิบัติการ Epic Fury ได้เขย่าระเบียบโลกใน 4 มิติสำคัญ
มิติแรกคือ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ "เลือกสงคราม" มากกว่าการทูต ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ จีน และมหาอำนาจอื่น ๆ
มิติที่สองคือ จีนและรัสเซียพิสูจน์ไม่ได้ว่าปกป้องพันธมิตรได้จริง ซึ่งสร้าง "ช่องว่างความน่าเชื่อถือ" ให้กับขั้วอำนาจนี้อย่างมาก
มิติที่สามคือ ยุโรปต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการตัดสินใจระดับโลก และจำเป็นต้องวางหมากทางยุทธศาสตร์ ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งด่วน
และมิติที่สี่คือ ตะวันออกกลางกำลังจะจัดระเบียบใหม่ โดยมีอิสราเอลและรัฐ GCC เป็นผู้กำหนดโครงสร้างภูมิภาค แทนที่บทบาทเดิมของอิหร่านในฐานะ "ตัวสร้างความไม่มั่นคง"
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ โลกหลังจากนี้จะปลอดภัยขึ้น หรือเราเพิ่งจุดชนวนให้ทุกประเทศเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองกันอย่างเงียบ ๆกันแน่ และโดยต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์อาทิเช่น เกาหลีเหนือ อินเดีย และปากีสถานก็กำลังจับจ้องสถานการณ์การสู้รบอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินศักยภาพและท่าทีของกลุ่มขั้วอำนาจต่างๆไปด้วยอย่างแน่นอน