โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐบาลตั้งรับสู้ภาษีทรัมป์ 'เอกนิติ' สั่งทีมไทยแลนด์เร่งเจรจา USTR

NATIONTV

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ กรณีศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในระยะสั้นเป็นบวกต่อความเชื่อมั่น ซึ่งสะท้อนที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตอบรับการใช้มาตรการภาษีสหรัฐที่ใช้เครื่องมือไม่ได้สะดวก ปัจจุบันอัตราภาษีเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 19% โดยมาตรการล่าสุดของสหรัฐกำหนดที่ 15% มีผลบังคับใช้ 150 วัน ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินค้าไทยบางรายการอาจลดเหลือต่ำกว่า 10% นอกจากนี้ ไทยได้เปรียบเพิ่มขึ้นเนื่องจากประเทศคู่แข่งที่เคยได้สิทธิภาษี 10% ถูกปรับขึ้นที่ 15% เท่ากัน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเท่าเทียมมากขึ้น

“แม้การยกเลิกดังกล่าวไม่หมายความว่าการกีดกันทางการค้าจะหมดไป แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้เครื่องมือภาษีอื่น ซึ่งระยะสั้นเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกไทยมาก เนื่องจากอัตราภาษีลดจากเดิมที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% มาอยู่ที่ 15% เท่าประเทศอื่น”

การเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังดำเนินต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์จัดทีมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและคาดว่าช่วงความไม่แน่นอนนี้จะเห็นผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าในไตรมาส 1-2 หรือภายในกรอบ 150 วัน

ขณะที่กลยุทธ์ระยะยาวรัฐบาลเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการค้าและการลงทุน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้ผู้ประกอบการไทย เนื่องจากการส่งออกสินค้าและบริการเป็นหัวใจหลักเศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนรวมกันถึง 70% ของ GDP แบ่งเป็น สินค้า 60% และบริการ 10%

“หลังตั้งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเจรจา FTA ให้มากที่สุด สิ่งที่เราเห็นไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก ทั้งแรงกีดกันและความกดดันทางการค้าที่ยังมีอยู่ แต่ก็มีโอกาสที่ชัดเจนจากการลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยและอาเซียน”

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เพื่อรับกระแสการย้ายฐานการผลิตมาไทยและอาเซียน ซึ่งสะท้อนผ่านคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปี 2568 เติบโตสูงถึง 68% จากปีก่อนหน้า

“ระหว่างนี้ไทยต้องรีบปลดล็อกการลงทุนและกฎกติกาที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าระบบเศรษฐกิจจริง และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เตรียมเร่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคนักลงทุน พร้อมเร่งโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วแต่ติดขัดเพื่อเริ่มลงทุนจริงได้เร็ว เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากนโยบาย BOI Fast Pass ที่เคยกระตุ้นการลงทุนไตรมาส 4 ปี 2568 โดยไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 มั่นใจว่าโมเมนตัมจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นฟันเฟืองให้ GDP เติบโตมากกว่า 2% แต่การดันให้เศรษฐกิจโตถึง 3% มีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้ทั้งความผันผวนของตลาดการเงินโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

“ระยะสั้นเห็นผลบวกจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นจนดัชนีแตะระดับ 1,500 จุด แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภาครัฐเป็นอันดับ 1 เพราะเป็นการลงทุนสร้างศักยภาพการเติบโตยั่งยืนระยะยาว”

ส่วนความกังวลการแข่งขันกับอินเดียที่อาจแย่ง FDI กลุ่มยานยนต์และแผงวงจรไฟฟ้า (PCB) นั้น นายเอกนิติ มองว่า การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่นโยบายของไทยเน้นความเป็นพันธมิตร โดยการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานอินเดียที่เป็นตลาดขนาดใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...