อาหรับเดือด.! นำทางสู่ Staflation.!?
สถานการณ์ความตึงเครียด ภูมิภาคตะวันออกกลาง ก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างเต็มรูปแบบส่งผลกระทบสั่นคลอน ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกอย่างรุนแรง
ประเด็นที่สร้างความตระหนกมากสุดคือ คำเตือนจากกองบัญชาการทหารของอิหร่าน ที่ระบุว่า ทั่วโลกควรเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันดิบที่อาจพุ่งแตะระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถือเป็นระดับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าราคาปัจจุบันมากกว่า 2 เท่าตัว
ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นทันทีมากกว่า 4% ภายในวันเดียว แม้ว่าทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) พยายามเข้าแทรกแซงตลาดอย่างหนัก ด้วยการประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่มากถึง 400 ล้านบาร์เรล
รวมถึงกลุ่มโอเปก ยืนยันว่า ซาอุดีอาระเบียเร่งเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อชดเชยส่วนต่าง แต่ความพยายามเหล่านี้ดูเหมือนจะยังไม่สามารถคลายความกังวลของนักลงทุนได้เลย เนื่องจากอิหร่านยังเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีเรือขนส่งในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง
ถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญสุดของโลกและเป็นหัวใจหลักของอุปทานพลังงาน หากเส้นทางนี้ถูกปิดตายหรือเกิดความชะงักงันระยะยาว จะกลายเป็นวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่.!!
ทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ กระทรวงแรงงาน เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ปรับตัวขึ้น 2.4% แม้เป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับคาดการณ์ แต่ในสายตาของนักลงทุน กลับมองว่านั่นเป็นเพียงข้อมูลในอดีตที่ยังไม่ได้สะท้อนความจริง ด้วยแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน ที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วช่วงเดือนมีนาคม จะตามมาหลอนและกลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรงช่วงไตรมาสถัดไป
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงภาวะ Staflationซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นโจทย์ที่ยากลำบากสำหรับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคมนี้
ต้องเลือกระหว่างการคงดอกเบี้ย เพื่อประคองเศรษฐกิจ หรือขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ..!?
ทางด้านความเคลื่อนไหวรายกลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหุ้นสหรัฐฯ พบว่า มีความลักลั่น หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นโดดเด่นกว่า 2.48% รับอานิสงส์จากราคาน้ำมัน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Nasdaq) ปิดแดนบวกได้เล็กน้อยจากแรงหนุนของ Oracle ที่ประกาศผลประกอบการธุรกิจคลาวด์ออกมาแข็งแกร่งและปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้รายปี
แต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลับปรับลงอย่างหนัก นำโดยหุ้น Campbell ที่ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการและเตือนเรื่องผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากร
ส่วนภาคการเงินมีความปั่นป่วนเมื่อ JPMorgan Chaseเริ่มคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ…ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม Private Credit ถูกเทขายอย่างหนัก ตามความกังวลด้านสภาพคล่องภาพรวม ขณะนี้จึงเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงที่ทับซ้อนกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาทุกย่างก้าวในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะหากราคาน้ำมันปรับแตะระดับที่อิหร่านขู่ไว้จริง
ถือเป็นฝันร้ายของเศรษฐกิจโลก การกระจายความเสี่ยง สู่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือกลุ่มธุรกิจที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุด ช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนปกคลุมตลาดเงินเช่นนี้..