โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 ม.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตลาดรอปัจจัยใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า "ค่าเงินบาทวันนี้"เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.21-31.28 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงคืนที่ผ่านมาก็เป็นช่วงวันหยุดของตลาดการเงินสหรัฐฯ เนื่องในวัน Martin Luther King Jr. ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงจากช่วงปกติ

อย่างไรก็ดี เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรงอยู่ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เราคงมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นยังอยู่ในระดับสูงเกิน 80% (เมื่อประเมินจาก Correlation ในช่วง 1 เดือน) ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทเช่นเดิม โดยเรามองว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ทว่า หากตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง อาจยังพอช่วยหนุนราคาทองคำอยู่ และอาจเห็นการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจน กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใส จนทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ย FED หรือ ในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ออกมาแย่กว่าคาด เช่น ตลาดแรงงานอังกฤษ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ BOE กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลงบ้าง

นอกจากนี้ เราสังเกตเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งหุ้นไทย ซึ่งอาจเป็นการทยอยเข้าซื้อในธีม Yield & Value Play ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ ก็อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ล่าสุด ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.84% ซึ่งถือว่า สูงกว่าระดับ Fair ที่เราประเมินไว้ราว 1.75% หากธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25%

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

แม้ว่าตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด ทว่า หากประเมินจากสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ปรับตัวลดลงราว -1% อาจสะท้อนว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.19% หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland กดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม หุ้นกลุ่ม Healthcare (โดยเฉพาะบริษัทยารายใหญ่) หุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มยานยนต์ ต่างปรับตัวลดลงหนัก อาทิ LVMH -4.3% และ ASML -4.0%

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จะพอช่วยหนุน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ทว่า ราคาทองคำก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะปรับตัวลงบ้าง ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของอังกฤษ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 79% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ไม่ต่างกับฝั่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 86% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมกราคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซนได้

ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาต่างๆ

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็นGreenland

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...