เกิดใหม่เป็นแม่ดอกบัวขาว
ข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อม่ายสาวพราวเสน่ห์ทะลุมิติมาเกิดใหม่เป็นนางร้ายในนิยายจีนย้อนยุคแนวฮาเร็ม 18+ ที่มีจุดจบแสนอนาถ เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันแสนเลวร้าย นางจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทตนเอง จากนางร้ายเบอร์สองขึ้นแท่นเป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งแทน เมื่อนางเอกและพระเอกนิยายมันไม่ตรงปก นางต้องลุกขึ้นสู้ ฟาดฟัน งัดวิชามวยไทยกระโดดขาคู่ถีบนางเอกให้ตกชั้นกลายเป็นตัวประกอบกาก ๆ แล้วค่อยมาตบแย่งผู้กับพระเอกของเรื่องแทน งานนี้มีชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่สู้ไม่ได้โว้ย!
1.1
“เป็นความผิดของแม่เอง…ที่ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้!”
ดวงตากลมโตของดรุณีน้อยวัยสิบสองหนาวเหลือบมองมารดาที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ ใบหน้าเล็กจ้อยของเด็กหญิงซีดเผือด เพราะยังไม่ฟื้นจากพิษไข้ดีนัก มือเรียวขาวบางยื่นไปด้านหน้า เพื่อรับถ้วยยากระเบื้องเคลือบจากสาวใช้ต้นห้อง
ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุยเร่งเป่าลมไล่ความร้อน จิบยาทีละน้อย แม้รสชาติยานั้นขมฝาดสุดจะทานทน ทว่าสีหน้าของคนป่วยกลับเฉยชา นางทำราวกับยาขมถ้วยนี้คือชาชั้นดีที่ต้องค่อย ๆ ละเลียดลิ้มชิมรส
เมื่อยาหมดถ้วย สาวใช้รีบยื่นน้ำเปล่าให้ผู้เป็นนายดื่มล้างปาก ตามด้วยลูกอมรสหวานล้ำ ช่วยขยับร่างเล็กให้พิงบนหมอนนุ่ม หลังจากปรนนิบัติพัดวีอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกนางจึงก้าวถอยไปยืนอยู่ข้างเตียง เพื่อรอรับคำสั่งอย่างเงียบ ๆ
ดรุณีน้อยเอนกาย เปลือกตาบางปิดสนิท มิคิดสนใจมารดาที่เอาแต่นั่งฟูมฟายซ้ำซาก งิ้วหลงโรงเรื่องนี้ นางชมดูมาสามวันแล้ว ให้รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก
…ไหนในนิยายแนวฮาเร็มสิบแปดบวก เรื่อง ‘ทวงแค้นคืนภพสยบรัก’ บอกว่า อนุไป๋นั้นมารยาสาไถ มีนิสัยร้ายกาจ ชมชอบข่มเหงรังแกบ่าวไพร่ในเรือน
ทว่าความเป็นจริง ตำแหน่งของนางนั้นมิใช่อนุภรรยา หากแต่เป็นฮูหยินรองนามไป๋เหลียนฮวา มีนิสัยอ่อนแอขี้ขลาด แถมบ่อน้ำตาตื้น เอาแต่นั่งร้องไห้กระอืด ๆ ด้วยความเจ็บใจที่ไม่สามารถตอบโต้คนพาลได้ เล่นเป็นอยู่บทเดียว บทสาวงามโดนรังแก แถมยังปากหนักมิคิดฟ้องร้องต่อสามี กระทั่งบุตรีสุดสวาทอย่างไป๋รุ่ยเซียงดับดิ้นสิ้นชีพ ยังมิระแคะระคาย
คิดดูว่าด้อยปัญญาขนาดไหน พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า…โง่ดักดานมากค่ะแม่!
ดีที่วิญญาณของนางเข้ามาสวมร่างของเด็กหญิงเสียก่อน มิเช่นนั้นร่างนี้คงกลายเป็นศพเน่านอนอืดคาห้อง
“เซียงเอ๋อร์…”
เสียงแหบพร่าของไป๋เหลียนฮวา ขัดภวังค์ความคิดของคนป่วย นางจ้องมองมารดาที่ย้ายร่างมานั่งข้างเตียง ในนิยายบรรยายรูปโฉมของหญิงตรงหน้าว่า สวยแบบสาวชาวบ้าน ปากคอเราะร้าย กิริยาท่าทางหยาบกระด้าง ไร้การอบรม เพราะพื้นเพเป็นพวกชนชั้นล่าง เป็นเพียงบุตรีของพ่อค้าขายข้าวสาร นิยามคือแม่ค้าปากตลาดดี ๆ นี่เอง
เมื่อเทียบกับฮูหยินเอกซ่งหลินผู้เป็นคุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่ ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี ช่วยยกฐานะสามีให้เชิดหน้าชูตาในแวดวงขุนนางได้ จึงต่างกันราวฟ้ากับเหว
คิ้วเรียวงามของคนป่วยขมวดยู่ หลังจากพินิจพิจารณารูปพรรณสัณฐานของมารดาตนเองอยู่นาน วงหน้าเปื้อนน้ำตาเหมือนดอกสาลี่ยามต้องสายฝน สตรีวัยสามสิบสองหนาวแต่ดูราวกับสาวรุ่น เสื้อผ้าเครื่องประดับที่สวมใส่ล้วนหรูหรางดงาม กิริยาท่าทางกระชดกระช้อยดูนุ่มนิ่ม บอบบาง และอ่อนแอ
…สตรีเช่นนี้หรือคือแม่ของนางร้าย!
ไป๋รุ่ยเซียงรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา เมื่อคิดถึงอนาคตในภายภาคหน้า ชีวิตของนางจะดำเนินตามรอยนิยายหรือไม่ ในเมื่อความเป็นจริงมีรายละเอียดแตกต่างจากนิยายเช่นนี้ นางพยายามสงบจิตสงบใจ คิดทบทวนเรื่องราวของนิยายที่เคยอ่านมา…ทว่า
“ลูกจ๋า…ฮึก แม่จะ…ฮือ”
เสียงน่ารำคาญนี้ทำเอาเส้นความอดทนของสตรีข้ามภพขาดผึง ดวงตากลมโตส่งรังสีพิฆาต นางมิคิดถนอมน้ำใจมารดาของร่างนี้อีกต่อไป
“ท่านแม่…นี่ท่านร้องไห้สาปแช่งลูกอยู่รึ!”
ไป๋เหลียนฮวาสะอึกหยุดร้องไห้ทันควัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ บุตรีไม่เคยใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวเช่นนี้กับนางมาก่อน
“ไม่…แม่ แม่รักลูก ทำไมเจ้าตำหนิแม่เช่นนี้” นางกระอึกกระอักโต้กลับเสียงอ่อน
“ก็ท่านร่ำไห้เหมือนลูกกำลังจะตาย”
ไป๋เหลียนฮวาหาคำแก้ตัวไม่ออก นางยิ้มแหยรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำมูกน้ำตา ไม่กล้าพิรี้พิไรคร่ำครวญใส่หน้าลูกสาวอีกต่อไป
“แม่ไม่ร้องแล้วเห็นไหม”
“ดี” ไป๋รุ่ยเซียงพยักหน้ารับ
“ที่แม่ร้องไห้ เพราะแม่เสียใจที่ไม่สามารถเอาตัวคนทำผิด มาลงโทษได้ต่างหาก” ผู้เป็นมารดาบอกถึงสาเหตุ ที่ทำให้นางต้องมานั่งเสียน้ำตาสามวันสามคืน
“แทนที่ท่านจะคิดแก้แค้น เอาคืนพวกนั้นให้ลูก กลับเอาเวลามานั่งร้องไห้อย่างเปล่าประโยชน์เนี่ยนะ”
“เอ่อ…นั่นสิ ทำไมแม่คิดไม่ถึงข้อนี้น้า”
นั่นก็เป็นเพราะท่านโง่น่ะสิ!
ดรุณีวัยสิบสองหนาวได้แต่คิดในใจอย่างดุเดือด
“แล้วแม่ต้องทำอย่างไร ต้องแก้แค้นแบบไหนดี ลูกจ๋าช่วยแม่คิดหน่อย” นางหารือกับบุตรสาว
ไป๋รุ่ยเซียงกลอกตามองบน แม้จะนึกระอาแต่นางเปลี่ยนมารดาไม่ได้ คงต้องค่อย ๆ ชี้แนะกันไป วงหน้าที่เริ่มส่อเค้าความงดงามนิ่งขึงอย่างใช้ความคิด อย่างแรกคงต้องหาคนที่มันวางยานางเสียก่อน ในเรือนนี้มีหนอนบ่อนไส้ที่ถูกส่งมาจากภรรยาหลวงของบิดา
นางรู้ตัวคนทำเพราะมันมีเฉลยไว้ในนิยาย หลังจากนางเอกย้อนกลับมาได้สามวัน นางเอกเห็นมารดาของตนสั่งการกับคนรับใช้ แต่ก็มิได้คิดห้ามปราม ซึ่งนั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นความแค้นของอนุไป๋ในชาติที่แล้ว เป็นฝ่ายโดนภรรยาเอกกระทำและรังแกก่อน
นางร้ายต้องพิษจนไม่สามารถมีบุตรได้ และผู้ที่วางยาคือ…แม่นมฟู่ผู้เป็นพี่เลี้ยงของไป๋รุ่ยเซียง ซึ่งไม่น่าจะผิดตัวสักเท่าไหร่ นางได้เผยพิรุธขอลากลับบ้านไปตั้งแต่สี่วันก่อน ช่างประจวบเหมาะพอดีเสียนี่
คนไว้ใจกันนี่แหละ ทรยศกันง่ายดายนัก…เอาเถอะไว้รออีกฝ่ายกลับมาก่อนค่อยจัดการ หาหลักฐานมัดตัวแล้วเค้นสอบ ให้สารภาพชื่อของคนจ้างวานออกมา
ส่วนตัวการใหญ่อย่างฮูหยินเอกซ่งหลิน ใครจะปล่อยให้พวกนางนั่งเชิดหน้าชูคอเป็นผู้ชนะกันเล่า
ไป๋รุ่ยเซียงคิดหาหนทางแก้แค้นจนหัวแทบแตก คำนึงถึงผลได้ผลเสีย เกิดว่านางตอบโต้รุนแรงไป จนกระตุ้นรัศมีตัวเอกให้ทำงาน แล้วเจอผลสะท้อนกลับ…ต้องแย่แน่!
ในนิยายบอกว่าอนุไป๋นั้นเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการเงินของตระกูล สามีสวะจึงเกรงอกเกรงใจนางยิ่งนัก ดังนั้นนางเอกที่เป็นคุณหนูใหญ่ผู้ซึ่งกำพร้ามารดาจึงไร้ปากไร้เสียง อยู่อย่างไร้ตัวตนในสกุล
เช่นนั้นการงดเบี้ยหวัดเงินบำรุงจวน จึงเป็นหนทางเดียวที่พอจะตอบโต้ได้ในระยะเวลานี้
“ท่านแม่ข้ามีวิธีหนึ่ง” ไป๋รุ่ยเซียงกล่าวแก่มารดา และกระซิบแนะหนทางเอาคืน
“มันจะดีเหรอจ๊ะ” ไป๋เหลียนฮวาถามกลับอย่างไม่แน่ใจนัก
“ท่านก็บอกไปสิว่าหมดเงินไปกับค่าหยูกยา หาหมอมารักษาลูกเยอะ เงินจึงไม่พอใช้ และเบี้ยหวัดที่ขาดไปก็ขอให้ฮูหยินใหญ่ช่วยรับผิดชอบแทน ถ้านางยังหน้าด้านมาทวงเงินจากพวกเรายิ่งดี เราจะได้ถือโอกาสป่าวประกาศออกไปเสียเลย ฮูหยินใหญ่หมดปัญญาดูแลจวน จนต้องมาหยิบยืมเงินจากฮูหยินรอง”
“แบบนี้ก็เท่ากับว่าเราหักหน้าของนางเลยนะ”
“อ้อ…เช่นนั้นท่านก็ปล่อยให้ลูกโดนรังแกเช่นนี้ต่อไปเถอะ หากลูกหมดลมวันใดท่านก็ช่วยจัดงานศพให้ลูกด้วยแล้วกัน” คนเป็นลูกอดไม่ได้ที่จะประชดประชันออกมา
“ลูกจ๋าไม่แช่งตนเองเช่นนี้สิ แม่เชื่อลูก แม่จะงดส่งเบี้ยหวัดให้ตระกูลลงตามที่ลูกบอก สัก…สามเดือนพอไหมจ๊ะ”
“ไม่…งดแล้วงดเลย เราเลี้ยงพวกนางอย่างดีแล้วยังมาแว้งกัดกันอีก ดูท่าพวกนางแม่ลูกจะว่าง อยู่สบายเสียจนเคยตัว ก็ให้ฮูหยินใหญ่ไปหาเงินใช้จ่ายเอาเองเถอะ จะได้ไม่ต้องยื่นจมูกมาวุ่นวายในเรือนของพวกเราอีก”
คำพูดของบุตรสาวทำเอาคนเป็นแม่ถึงกับสะอึก ราวกับเมฆหมอกที่บังตาพลันสลายหายไป เรื่องเช่นนี้เหตุใดนางจึงคิดไม่ถึงกันนะ เป็นเพราะสถานะของฮูหยินเอกที่นางเคยดำรงมาก่อน นางจึงหวังใช้อำนาจเงินสยบเมียใหม่ของสามี ไม่ให้เหิมเกริม
แต่อำนาจขุนนางของตระกูลซ่งนั้นแข็งแกร่งเกินไป แถมสามียังคอยส่งเสริมคนใหม่ กลายเป็นนางเสียเองที่โดนกดข่มจนโงหัวไม่ขึ้น
นี่ถ้านางงดเบี้ยหวัดที่สนับสนุนตระกูลเสียตั้งแต่สิบปีก่อน…พวกนางคงไม่มีทางชูคออวดร่ำอวดรวยกับผู้คนในแวดวงขุนนางได้
“ท่านแม่บอกท่านพ่อหรือยังว่าลูกป่วย”
“บอกแล้ว” ไป๋เหลียนฮวาตอบบุตรสาวเสียงเบา น้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง ใช่ที่นางเสียใจมากที่สุดก็เพราะสามีที่ไม่เหลียวแลนี่เอง
“ท่านพ่อคงมิได้สนใจไยดีกระมัง” คนข้ามภพคาดเดาความเป็นจริงที่รู้อยู่แล้ว
บ่อน้ำตาที่พึ่งเหือดแห้งไป พลันเอ่อล้นอีกครั้ง แต่ยังมิวายแก้ตัวให้สามีบัดซบผู้นั้น “ท่านพ่อของลูกคงจะงานยุ่งอยู่ สองสามวันมานี้กลับมาถึงจวนก็มืดค่ำไปแล้ว”
ถ้าเป็นเด็กหญิงไป๋รุ่ยเซียงตัวจริงได้ฟัง คงมิแคล้วบ่อน้ำตาแตกเหมือนผู้เป็นมารดา แต่สำหรับวิญญาณที่ข้ามภพมาอย่างนางนั้นไม่ได้รู้สึกรู้สา หากบิดาราคาถูกผู้นั้นจะไม่สนใจไยดี นางหาได้รู้สึกเจ็บร้อนอันใดไม่
ทว่ามารดาของร่างนี้นี่สิที่เดือดร้อน สตรีโบราณชะตาชีวิตมิได้ลิขิตเอง โลกทั้งใบอยู่ในอยู่ในกำมือบุรุษ ทำเอานางอดถอดถอนใจมิได้ แม้ใจจริงนั้นอยากให้อีกฝ่ายหย่าขาดตามประสาคนยุคใหม่ก็ตามที
“ท่านแม่เลิกเสียใจได้แล้ว เพียงท่านทำตามที่ลูกบอก อีกไม่นานท่านพ่อต้องกลับมาหาท่านแม่อย่างแน่นอน” ไป๋รุ่ยเซียงพยายามกระตุ้นมารดาให้ลุกขึ้นสู้
ไป๋เหลียนฮวากระพริบตาปริบ ๆ น้ำตาเหมือนสั่งได้หยุดสนิททันที หน้าตาแสดงออกถึงความงุนงงแจ่มชัด
คนที่อยู่ในสถานะลูกสังเกตเห็นสีหน้านั้นชัดเจน พอจะเดาถึงความสงสัยของมารดาได้ นางเหยียดยิ้มดูถูกบิดาสวะ ก่อนเอ่ยแจ้งแถลงไข
“เมื่อพวกเขาหมดตัว ยังไงก็ต้องวิ่งแจ้นมาขอเบี้ยหวัดท่านแม่อยู่ดี จะหลบหน้าจากท่านได้นานเพียงใดกันเชียว นี่เรียกว่าคนมีเงินก็เรียกผีมาโม่แป้งได้”
วงหน้าคนงามเริ่มคลี่ยิ้มออกเมื่อคิดตามคำแนะนำของบุตรสาว
“ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ท่านแม่บ่ายเบี่ยงให้ถึงที่สุด ส่วนตอนนี้พวกเราถือโอกาสหลบหน้าพวกเขา เราไปเยี่ยมท่านตากันดีกว่าเจ้าค่ะ”
สำหรับไป๋รุ่ยเซียงแล้วขาทองคำในนิยายเรื่องนี้ ไม่ใช่เหล่าบรรดาตัวเอก หรือ ตัวรองอื่นใด หากแต่เป็นท่านตาของร่างนี้ต่างหาก…เศรษฐีไป๋อวี้ถัง
ในต้นฉบับกล่าวว่าไป๋อวี้ถังนั้นมีอิทธิพลมากพอ ๆ กับเหล่าบรรดาขุนนาง เพราะได้รับการแต่งตั้งเป็นวาณิชหลวง…ตำแหน่งวาณิชหลวงเทียบเท่ากับขุนนางขั้นห้า มีหน้าที่จัดหาสินค้าส่งขายให้แก่วังหลวงและราชสำนัก
“แต่ลูกยังไม่หายป่วยดีเลยนะ”
“กินยาอีกสักสองวัน ถึงตอนนั้นลูกคงแข็งแรงขึ้นแล้ว และถ้าท่านพ่อยังไม่มาเยี่ยมเยียนลูกอีก พวกเราก็กลับบ้านท่านตากันเถอะ”
“ได้…แม่จะทำตามที่ลูกบอก”
ไป๋เหลียนฮวารับปาก ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นแตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ จิตใจอันบอบบางจวนแตกสลายคล้ายถูกปลอบประโลมด้วยคำแนะนำของลูกน้อย เป็นกำลังใจให้นางลุกขึ้นสู้ต่อกรพวกบ้านใหญ่
คนเป็นลูกแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สามารถหยุดน้ำตาของมารดาร่างนี้ได้สักพัก ยื้อเวลาให้นางได้พักผ่อนสมอง เพื่อนึกทบทวนเนื้อเรื่องที่ได้อ่านก่อนตายสักครู่ หาหนทางรอดชีวิตตามขนบนิยายข้ามภพกันสักหน่อย
1.2
ก่อนที่วิญญาณของนางจะมาอยู่ในร่างของไป๋รุ่ยเซียง นางเป็นคนไทยชื่อไปรดาอายุสามสิบเก้าปี สถานะโสดแต่ไม่สด ผ่านการสมรสมาแล้วสามหน เป็นม่ายสาวพราวเสน่ห์ที่สวยและรวยมาก ประกอบอาชีพการงานเป็นครูสอนโยคะ เป็นเจ้าของฟิตเนสสามสาขา มีร้านสปาสองที่ และมีห้องเสื้ออีกหนึ่งแห่ง
ด้านครอบครัวพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ครบพร้อมหน้าลูกหลาน นางเป็นลูกสาวคนกลางในบรรดาพี่น้องผู้ชายสี่คน เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว พ่อกับแม่จึงโอ๋เอาใจเป็นพิเศษ เรียกว่าชีวิตนี้ไม่ขาดแคลนความรักจากญาติพี่น้องคนใดทั้งสิ้น
สาเหตุที่นางเสียชีวิตพูดแล้วน่าอายนัก เพราะอ่านนิยายเรื่องนี้หามรุ่งหามค่ำ จึงทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วยังไม่เจียมสังขาร ไปลงวิ่งแข่งรายการมินิมาราธอน ระยะทางแค่สิบกิโลเมตร วิ่งได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น ดันหน้ามืดเป็นลมตายเสียได้ สันนิษฐานว่าเพราะเหนื่อยเกินไปจึงทำให้หัวใจวายเฉียบพลัน
พอตายปุ๊บก็ฟื้นเข้ามาอยู่ในร่างของดรุณีน้อยไป๋รุ่ยเซียงปั๊บ กว่าจะตั้งสติระลึกได้ก็ผ่านมาสามวันแล้ว ถามว่าเศร้าเสียใจไหม…แน่นอนว่านางย่อมโศกเศร้าจากการพลัดพราก คิดถึงครอบครัวและความสุขสบายของภพก่อน ทว่าความรู้สึกเสียใจก็ไม่มากมายจนระงับไม่ได้
เหตุผลก็คือจุดจบอันน่าเอนจอนาจที่ต้องเผชิญในกาลข้างหน้า พาให้รู้สึกหวาดกลัวจนขี้แทบขึ้นสมอง นางยังไม่อยากตายซ้ำซาก จึงต้องวางแผนป้องกันตนเองไว้ก่อน มีเรื่องให้จัดการมากมายจนแทบไม่มีเวลาหวนรำลึกถึงอดีตชีวิตเก่าเท่าใดนัก
ทวงแค้นคืนภพสยบรัก…เป็นนิยายแนวย้อนอดีตแก้แค้นชิงรักหักสวาท เรทสิบแปดบวก ๆ แถมมีฮาเร็มอีกต่างหาก ส่วนผู้แต่งเป็นใครนั้นนางจำไม่ได้ เพราะนามปากกาเป็นภาษาอิโมติค่อนของวัยรุ่น
นางแก่…แค่ก ๆ เอาเป็นว่ามันล้ำลึกเกินไป นางจึงอ่านไม่ออกเท่านั้น…จบนะ
เรื่องราวเริ่มต้นที่แม่นางเอกซ่งหลี่น่าได้ฟื้นคืนขึ้นมาจากความตาย ย้อนกลับมาในช่วงก่อนวัยปักปิ่นสองปี
ในชีวิตที่แล้วนางสูญเสียมารดาไป ทำให้สถานะคุณหนูใหญ่ในตระกูลนั้นสั่นคลอน กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น เพราะถูกอนุภรรยาของบิดากลั่นแกล้งรังแก กลายเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ถูกวางยาใส่ร้ายว่าลักลอบคบหากับคนชั้นต่ำ โดนขับไล่ออกจากจวนขุนนาง ให้ไปอยู่อารามชีนอกเมืองหลวง
ระหว่างเดินทางโดนดักปล้น ถูกฉุดพาไปขายซ่อง ทุกอย่างเป็นการวางแผนของอนุภรรยาของบิดานางเอกโดนบีบบังคับได้รับทัณฑ์ทรมานต่าง ๆ จนนางต้องยอมทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ เอาไว้
ชะตาช่างเล่นตลก…ซ่งหลี่น่ากลายเป็นดาวเด่นอันดับหนึ่งที่มีค่าตัวแพงที่สุดของหอโคมเขียว และได้พบกับองค์ชายเจ็ดหลงเฟยหานที่เป็นรักแรก ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องร้ายเสียก่อน นางมีสิทธิจะได้เป็นชายาเอกของเขา
ในเวลานั้นนางเอกคิดว่าองค์ชายเจ็ดรักใคร่ใหลหลงในตัวนาง จนกระทั่งยอมไถ่ถอนนางออกจากหอโคมเขียวและรับเป็นอนุภรรยา กระทั่งนางเอกตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายออกมา จากนั้นบุตรชายกลับโดนพรากจากอก ยกให้เป็นบุตรของชายาเอก ซึ่งก็คือน้องสาวต่างมารดาของนาง…ไป๋เหลียนฮวา!
ตัวนางถูกยกให้กับสหายขององค์ชายเจ็ด แม่ทัพหลิวสือเยว่ผู้ซึ่งโหดเหี้ยมอำมหิตสมกับหน้าตาอันแสนอัปลักษณ์ นางโดนเคี่ยวกรำให้ฝึกวิชายุทธ์เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ทว่าร่างกายของนางนั้นโตเกินกว่าจะฝึกฝน ได้แต่วิชาแมวสามขาอย่างวิชาตัวเบามาเท่านั้น
หลังสำเร็จวิทยายุทธ์…นางเอกถูกส่งไปเป็นสายลับสอดแนมในจวนชินอ๋องหลงเฮ่อจวิน…อนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน หลงเฮ่อจวินเป็นบุรุษที่มีจิตใจวิปริต ชอบทำร้ายสตรีก่อนร่วมหลับนอน พูดเป็นภาษาปัจจุบันก็คือ บุคคลที่มีรสนิยมทางเพศแบบซาดิสม์นั่นเอง
แม่นางซ่งหลี่น่านั้นก็ช่างอึดถึกทนเป็นที่ถูกใจชินอ๋องยิ่งนัก ด้วยระยะเวลาแค่สามปี นางได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ นานาในเรือนหลังอย่างยากลำบาก ต่อสู้แย่งชิงจนได้รับความไว้วางใจ ถูกแต่งตั้งให้เป็นชายาเอก นางสามารถสืบรู้ได้ว่าอีกฝ่ายซ่องสุมกำลังพลไว้ที่ใด นางแอบส่งข่าวไปให้แม่ทัพอัปลักษณ์
องค์ชายเจ็ดร่วมมือกับสหาย สามารถรวบรวมหลักฐานเอาผิดจากชินอ๋องสำเร็จ ก่อนตายชินอ๋องได้ขอให้ฮ่องเต้ไว้ชีวิตนางเอกและบุตรในท้อง ทำเอานางซาบซึ้งใจยิ่งนัก แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าชายาของตนทรยศก็ตามที
องค์ชายเจ็ดได้รับการปูนบำเหน็จแต่งตั้งเป็นรัชทายาท นางคิดว่าเขาคงมีไมตรีเห็นแก่นางที่ช่วยงานอย่างยากลำบาก และเป็นมารดาของบุตรชายคนแรก แต่สุดท้ายนางก็โดนหักหลัง ถูกชายาเอกขององค์ชายเจ็ดจับกรอกยาพิษตายทั้งกลม ด้วยวัยเพียงยี่สิบห้าปี ทำให้กลายเป็นวิญญาณแค้นพยาบาท
…สิ่งแรกที่นางเอกทำหลังจากฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ คือการรักษาชีวิตมารดาให้อยู่รอดปลอดภัยระหว่างคลอดน้องชาย
นางตระเตรียมการป้องกันทุกรูปแบบ ทั้งเชิญหมอตำแยถึงสามคน และหมอรักษาโรคผู้มีชื่อเสียง หยูกยาสมุนไพรราคาแพง นางสามารถยื้อชีวิตมารดาให้กลับมาจากประตูผีไว้ได้ แต่ไม่อาจช่วยชีวิตน้องชายให้รอด
นางเอกจึงถือโอกาสโยนความผิดไปให้อนุไป๋ โทษว่านางคือตัวซวยทำให้ทายาทของสกุลตาย บีบบังคับไล่พวกนางแม่ลูกให้ไปอยู่อารามชี เพื่อให้ทุกข์ทรมานเหมือนกับนางเมื่อชาติที่แล้ว…
นางประคบหงมเฝ้าดูแลจนมารดาอาการทุเลา ซึ่งกินระยะเวลานานกว่าสองปี ในเวลาเดียวกันนางขยันตั้งใจเรียนรู้ฝึกฝนวิชากุลสตรีทุกอย่าง อีกทั้งเตรียมวางแผนเอาคืนอนุภรรยาของบิดา ในวันที่บิดาได้เลื่อนตำแหน่ง
เมื่อสองแม่ลูกตัวร้ายกลับเมืองหลวง การล้างแค้นและพลิกชะตาจึงได้เริ่มต้นขึ้น…
………………………………
นักอ่านสามารถติ-ชมได้นะคะ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านค่า
2.1
กุบกับ! กุบกับ!
เสียงย่ำเท้าเบา ๆ ของม้าลากรถหลังจากชะลอหยุดอยู่หน้าประตูคฤหาสน์หลังใหญ่ มือเรียวแหวกผ้าม่านของรถม้าออก และผู้ที่ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าว่องไวเป็นสาวใช้ร่างอวบนางหนึ่ง เมื่อยืนบนพื้นได้มั่นคงดีแล้ว นางรีบปรี่ไปประคองดรุณีน้อยวัยสิบสองหนาว ให้ลงจากพาหนะโดยสารอย่างปลอดภัย พวกนางเดินไปสมทบกับสตรีกลุ่มใหญ่ที่ยืนเจรจากับนายทวารประตู
ดวงตากลมโตของสาวน้อยกวาดมองรอบกายอย่างประเมินถ้วนถี่ กำแพงสีขาวสูงยาวสุดลูกหูลูกตา ซุ้มประตูใหญ่มีสิงโตหินคู่ตั้งอยู่ตรงเสาทั้งสองต้น ป้ายด้านบนสลักคำว่าตระกูลไป๋
เพียงไม่นานพ่อบ้านประจำตระกูลออกมาต้อนรับขับสู้ เชื้อเชิญให้ทุกคนเข้าสู่ด้านในของคฤหาสน์ เกี้ยวสองหลังจอดรออยู่ พวกสาวใช้ต้อนไป๋รุ่ยเซียงขึ้นไปนั่งเกี้ยวหลังที่สองอย่างรู้งาน
ความสะดวกสบายเช่นนี้เห็นจะมีก็แต่คฤหาสน์ในตระกูลไป๋ ถ้าเป็นเรือนที่บิดาอาศัย ถึงแม้พวกนางแม่ลูกจะเป็นเจ้าของจวน แต่ก็ไม่สามารถข้ามหน้าข้ามตาของฮูหยินใหญ่ไปได้ จะทำอะไรแต่ละทีก็อึดอัดไปเสียทุกอย่าง
เมื่อก้าวผ่านบานประตูชั้นที่สอง ความหรูหราโอ่อ่าของหมู่เรือนซ้ายขวาจับตาจับใจของผู้มาเยือนยิ่งนัก วงกบประตูหน้าต่างสลักเสลาเป็นลายพฤกษชาติละเอียดละออ ทั้งศาลากลางบึงบัว ภูเขาหิน น้ำตกจำลอง สวนสวยประดับประดาด้วยหมู่มวลบุปผานานาพันธุ์ ดูไปแล้วสถานที่แห่งนี้ไม่ต่างจากวังของท่านอ๋องสักคนหนึ่ง
ไป๋รุ่ยเซียงสูดลมหายใจยาวรับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่โชยมาบางเบา ช่วยบรรเทาอารมณ์ขุ่นหมัววิตกจริตให้จางห่างหาย จวนขุนนางขั้นห้ายังเทียบกับที่นี่ไม่ได้สักกะผีก
คนแบกเกี้ยวมาหยุดตรงหน้าเรือนหลัก ยังไม่ทันที่พวกนางจะย่างเท้าลงจากเกี้ยว บุรุษวัยกลางคนร่างสันทัดก็ก้าวเร็ว ๆ เข้ามารับพร้อมทักทายด้วยอาการยินดี
“อาเหลียน…สบายดีไหมลูก”
ไป๋เหลียนฮวามองบิดาด้วยดวงตารื้นน้ำ ความห่วงใยของบิดาทำเอานางตื้นตันจนแทบพูดไม่ออก
“สะ…สบายดีเจ้าค่ะ” คนเป็นลูกตอบเสียงเจือสะอื้น
ไป๋อวี้ถังจับพิรุธของบุตรสาวได้ แต่เขามิได้เอ่ยมันออกมา เรื่องภายในครอบครัวของอีกฝ่าย คนเป็นพ่อเช่นเขาก็มิอาจก้าวก่ายได้ นอกจากนางจะร้องขอ
“ท่านตาสบายดีไหมเจ้าคะ”
ไป๋รุ่ยเซียงที่ยืนสังเกตขาทองคำของตนมาสักพัก ลักษณะท่าทางโหวงเฮ้งดูเป็นพวกใจดีมีเมตตาสูง นางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสพร้อมทั้งทำความเคารพ ใบหน้างามส่งยิ้มหวานออดอ้อนละลายหัวใจให้แก่ญาติผู้ใหญ่
“ตาสบายดีลูก ได้ข่าวว่าเจ้าป่วย นี่หายดีแล้วสินะถึงมาหาตาวันนี้ได้” ไป๋อวี้ถังลูบศีรษะหลานสาวด้วยความเอ็นดูรักใคร่
“ใช่เจ้าค่ะ หลานกับท่านแม่ตัดสินใจว่าจะพักอยู่ที่จวน ปลอบขวัญท่านตาให้หายตกใจสักสองเดือน”
ไป๋เหลียนฮวาเบิกตาโต เพราะตกใจกับคำพูดของบุตรี ที่ตกลงกันไว้พวกนางจะพักอยู่แค่สามวัน ไม่ใช่สองเดือน นางมองหน้าบุตรสาว ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มระรื่น
“ดีลูกดี อยู่กับตานาน ๆ นะ” เศรษฐีไป๋หัวเราะชอบใจ จับจูงมือหลานสาวเข้าไปในเรือนอย่างมีความสุข โดยมิได้สนใจคนที่ยืนว้าวุ่นใจอยู่เบื้องหลัง ไป๋เหลียนฮวาพกความวิตกกังวลไว้เต็มอก
“ท่านแม่…”
เสียงเรียกขานของบุตรสาวทำเอาไป๋เหลียนฮวาตื่นจากภวังค์ นางขานรับแล้วก้าวเท้าเร็วรี่เข้าไปในเรือน สลัดความทุกข์กังวลไปชั่วคราว เสพสุขความสบายใจกับครอบครัวที่รักใคร่อย่างเต็มที่ก่อน จะกลับวันไหนค่อยมาคุยตกลงกันอีกที
ดรุณีน้อยถอนหายใจยาว มือบางเคาะพู่กันอย่างใช้ความคิด นางไล่รายละเอียดของเนื้อเรื่องในนิยาย มีหลายส่วนที่ไม่ตรงกับชีวิตจริง อย่างแรกคือชื่อของนางร้าย…นางต้องชื่อไป๋เหลียนฮวา และอนุไป๋ในนิยายนั้นชื่อไป๋รุ่ยเซียง แต่ในชีวิตจริงชื่อดันสลับกันเสียได้
อย่างที่สอง…ตำแหน่งของมารดา แทนที่จะเป็นอนุภรรยา กลับกลายเป็นฮูหยินรอง
อย่างที่สาม…ในนิยายกล่าวว่าอนุไป๋นั้นมีนิสัยโหดร้าย เจ้าเล่ห์ ส่วนน้องสาวก็เสแสร้งแกล้งอ่อนแอ สรุปคือในมุมมองของแม่นางเอก สองแม่ลูกคู่นี้ไม่มีอะไรดี แต่ความเป็นจริงนั้นกลับตาลปัตรไปหมด
เหอะ! นางมิได้เข้าข้างเพราะว่ามาสวมร่างไป๋รุ่ยเซียงหรอกนะ คนที่โดนรังแกน่ะเป็นพวกนางแม่ลูกต่างหาก
อย่างที่สี่…ท่านตาของนางไม่ได้ค้าขายข้าวสาร กิจการหลักของตระกูลคือขายผ้าผ่อนแพรพรรณ และตอนนี้ท่านตาของนางยังไม่ได้เป็นวาณิชหลวง
นางยกถ้วยชาขึ้นจิบดับกระหายเมื่อนึกมาถึงจุดนี้ หากจะต่อกรกับนางเอก ตัวนางเองต้องมีขาทองคำที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ นางต้องเปิดกิจการอะไรสักอย่าง ตามสูตรของนิยายแนวทะลุมิติเกิดใหม่ย้อนเวลาระลึกชาติสลับร่างสวมวิญญาณ
แต่ที่แน่ ๆ นางต้องทำให้ท่านตาได้กลายเป็นวาณิชหลวงเสียก่อน แต่จะทำได้หรือไม่นั้นนางคงต้องไปปรึกษากับท่านตาอีกที
ไป๋รุ่ยเซียงจดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อตน ส่วนเรื่องราวต่อมาของแม่นางเอกหลังกำจัดพวกขวากหนามไปได้แล้วก็ไม่มีอะไรมาก ใช้ร่างกายยั่วยวนเสพสมกับบุรุษทั่วราชอาณาจักร หลอกปั่นหัวคนนั้นคนนี้ มีสามีที่มีอำนาจราชศักดิ์พร้อมกันทีเดียวถึงสี่คน พระเอกทุกคนยอมสยบอยู่ใต้ชายกระโปรงของแม่นางเอก เพราะรสรักอันโลดโผนร้อนแรงที่ไม่มีสตรีนางใดในแผ่นดินสามารถทำได้
บรรดาบุรุษของซ่งหลี่น่าไม่มีใครยอมเสียเปรียบใคร คอยคานอำนาจกันและกัน ต่างแข่งขันชิงดีชิงเด่นส่งเสริมนางอันเป็นที่รักให้ยิ่งใหญ่ และสุดท้ายนางเอกได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้หญิงคนแรกของแคว้น จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
ส่วนนางร้ายมีจุดจบแบบอนาถ ถูกส่งไปเป็นทาสบำเรอกามให้ทหารทั้งกองทัพทั้งแม่ทั้งลูก…อยู่ไม่สู้ตาย ครอบครัวตระกูลไป๋ล่มสลายสิ้นเนื้อประดาตัว จนมิอาจเผยอไปต่อกรกับนางเอกได้อีก
เด็กหญิงสูดลมหายใจยาว เมื่อคิดถึงจุดจบที่ตนต้องเจอในภายภาคหน้า จะให้นางไปตีสนิทหรือทำดีกับอีกฝ่ายหรือ คำตอบคือ…ดูปากชัด ๆ นะคะ โนเวย์ ย้ำรอบสองนะว่าไม่มีทาง
ตอนนี้นางเอกยังไม่มีพลังอำนาจอันใด ยังเป็นเพียงแค่หน่ออ่อน นี่คือโอกาสอันดีมิใช่หรือ ที่จะบดขยี้ซ่งหลี่น่าไม่ให้โงหัวขึ้นมาต่อกรกับพวกนางได้ อีกอย่างด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างนางเอกน่ะหรือ ไปประจบประแจงคงมีแต่โดนตอกกลับมาให้เจ็บใจเล่นเอาน่ะสิ
ขนาดท่านแม่ของนางอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตน ยังโดนขูดเลือดขูดเนื้อล้วงเงินจากกระเป๋าไปได้หน้าด้าน ๆ ถ้าพวกนางนอบน้อมใส่ มิโดนรีดไถรีดเลือดจนหมดตัวหรือไง
หวังพึ่งเจ้าพ่อราคาถูกนั่นน่ะหรือ ฝันกลางวันชัด ๆ ถ้าไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายเป็นบิดาของร่างนี้ล่ะก็ นางจะด่าให้สามวันไม่ซ้ำกันเลยสักคำ
ยิ่งได้ฟังเรื่องราวแต่หนหลังจากท่านตายิ่งเจ็บใจ ตระกูลไป๋ทุ่มเทเงินทองไปกับการศึกษาของฟ่งจิ่งเทาตั้งเท่าไหร่ ถึงขนาดจ้างอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาสั่งสอน ทั้งซื้อจวนให้อยู่อาศัย แถมเงินแถมทอง แล้วยังยกลูกสาวใส่พานให้แต่งเป็นภรรยาเอกอีกต่างหาก
ครั้นพอได้ดีบิดาสารเลวสอบผ่านเป็นจิ้นชื่อ ถึงแม้จะไม่ได้ตำแหน่งจอหงวน แต่ก็เป็นบัณฑิตที่มีชื่อติดทำเนียบหนึ่งในร้อยที่ได้สอบหน้าพระที่นั่ง ได้ดำรงตำแหน่งขุนนางมีหน้ามีตา
ทว่าความโลภโมโทสันของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ไม่มีปริมาตรวัดว่าตรงไหนคือความพอดี เช่นเดียวกับฟ่งจิ่งเทา ไม่พอใจกับตำแหน่งขุนนางเล็ก ๆ ที่ได้มาอย่างเลือดตาแทบกระเด็น
เพื่อตำแหน่งที่สูงขึ้นไปอีก ทั้งประจบประแจงคนใหญ่โต มีทางลัดเลี้ยวแค่ไหนก็เพียรเสาะแสวงหา แม้ช่องทางน้อยนิดก็ยังไขว่คว้า จนในที่สุดก็พบหนทางก้าวหน้า สามารถใช้รูปลักษณ์เกาะเกี่ยวชายกระโปรงผู้หญิง ยอมทิ้งแซ่สกุลเดิมแต่งเข้าจวนตระกูลขุนนางใหญ่เช่นตระกูลซ่ง
แน่นอนว่าท่านตาต้องไม่ยินยอม หากแต่บุตรีคนงามดันหลงคารมคนแซ่ฟ่ง โดนเกลี้ยกล่อมจนอยู่หมัด แถมยกเรื่องหย่าร้างมาข่มขู่…แต่งงานกันมาห้าปีแต่ไม่มีบุตรสักคน ไป๋เหลียนฮวาต้องกล้ำกลืนฝืนทน ยอมถอยทุกทาง เพื่ออนาคตบุตรที่จะถือกำเนิดมาในภายภาคหน้า ได้ดำรงอยู่ในตระกูลขุนนาง เพื่อช่วงชีวิตอันรุ่งโรจน์ในยามชรา
…ทว่าวันเวลาดี ๆ ที่มุ่งหมายไว้ ดูเหมือนจะไม่เคยมาถึงสองแม่ลูกสักเท่าไหร่
โชคยังดีที่ท่านตาต่อรองกับบุตรเขย ให้หลานที่เกิดจากเชื้อสายของตนต้องใช้แซ่ไป๋ไม่ก็แซ่ฟ่ง บิดาสารเลวของนางรับปากอย่างไม่มีอิดออด ใครจะยอมให้ลูกหลานใช้แซ่ซ่งกัน ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นตระกูลขุนนางใหญ่โตแล้วอย่างไร ถึงชนชั้นพ่อค้าจะเทียบไม่ติดแต่ก็มีศักดิ์ศรีในตนเองเช่นกัน
การยอมถอยของท่านแม่ช่างสูญเปล่า สุดท้ายนางก็ใช้แซ่ไป๋ตามท่านตาอยู่ดี