ตีโจทย์ เศรษฐกิจไทย 2025 ตั้งรับแรงกระแทก “สงครามการค้า” ทรัมป์ 2.0
WHA - BANPU - Indorama มองตรงโจทย์ใหญ่ เศรษฐกิจไทย 2025 เอฟเฟ็กต์ “สงครามการค้า” ผลพวงนโยบายทรัมป์ 2.0 โหมไฟการกีดกันทางการค้า จับตาการไหลของกะแสลงทุนออกนอกจีน เวียดนาม-อินเดียรับอานิสงส์แรง
[caption id="attachment_150863" align="aligncenter" width="750"]
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Corporation[/caption]
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Corporation เปิดเผยมุมมอง เศรษฐกิจไทย 2025 อย่างน่าสนใจในงานสัมมนาใหญ่ประจำปีของธนาคารกรุงเทพ AEC Business Forum 2025 “ASEAN in the Age of Disruption” ว่า
ย้อนกลับไปในปี 2018 เป็นครั้งแรกที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นำมาซึ่งการเริ่มต้นของ “สงครามการค้า” เกิดการโยกย้ายฐานการผลิตจาก“จีน” มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยสำคัญ และการเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 ของ “ทรัมป์” อาจส่งผลให้การโยกย้ายฐานการผลิตจากจีนมากขึ้นรวมถึงเรื่องของ FDI ที่จะได้รับผลกระทบตามมาด้วย
ปัจจุบันนักลงทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกสำหรับ จีน เวียดนาม และ อินโดนีเซีย โดยเริ่มเห็นการโยกย้าย Supply Chain ไปที่ “ลาว” สะท้อนผ่านการทำ FDI ที่ไหลออกจากจีน ซึ่งเม็ดเงินลงทุนผ่าน BOI อยู่ที่ราว ๆ 1.33 ล้านล้านบาท FDI 800 ล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 40% ในช่วง 9 เดือนของปีที่แล้ว ขณะที่ FDI ในเวียดนามและไทยตัวเลขใกล้เคียงกันที่ราวๆ 24,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น“ทรัมป์” ยังมีความพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจอเมริกาให้มี “Tariff” ที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ไทยและจีนเท่านั้น แต่เป็นทั้งโลกที่จะเจอผลกระทบนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนน่าจะสามารถเจรจากันได้
อย่างไรก็ดีประเด็นของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเพราะดูเหมือน “ทรัมป์” จะไม่ให้ความสนใจเรื่องของพลังงาน หรือ Net Zero ใด ๆ รวมไปถึงเรื่องของนวัตกรรม AI หรือวัตถุนิยมต่าง ๆ ที่จะยังมี FTA ในเรื่องนี้หรือไม่ในอนาคตก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองต่อไป
สำหรับ WHA มองว่าปี 2025 มีความยากแต่ก็น่าจะไปต่อได้ โดยในปีนี้ WHA ให้ความสำคัญกับ Geopolitics Technology Sustainability และการกลับมาสู่ทำเนียบขาวของ “ทรัมป์” ซึ่งธุรกิจของ WHA ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกล่าวถึงจุดโฟกัสในปีนี้ว่า WHA จะมุ่งขยายธุรกิจในไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะเวียดนาม ที่ยังมีโอกาสอีกมากเป็นแหล่งลงทุนสูงสุดอันดับ 2 นอกประเทศไทย เป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่ง WHA ได้ลงทุนเทคโนโลยี ทำ Transformation ตั้งแต่ปี 2021 เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Tech Company โดยใช้เทคโนโลยีที่ WHA ดีเวลลอปขึ้นและใช้ AI มากขึ้น
“เราเชื่อว่าเวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2018 ที่เริ่มมีสงครามการค้า ทำให้เวียดนามมีความโดดเด่นขึ้นมา ทั้งต้นทุนแรงงานที่ต่ำมาก ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และ มีพื้นที่ที่จะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจต่าง ๆ และมี FDI เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 8 จากความเจริญที่กระจายแต่ละจังหวัด จากการที่แต่ละพื้นพยายามดึงนักลงทุน ดึงเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในจังหวัดตัวเอง แต่ข้อเสียก็คือนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงที่เยอะและเร็ว”
[caption id="attachment_150864" align="aligncenter" width="750"]
Aloke Lohia - Founder and Group CEO ของ Indorama Ventures[/caption]
ขณะที่ Aloke Lohia - Founder and Group CEO ของ Indorama Ventures กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเด็นร้อนสำหรับเศรษฐกิจปัจจุบันคือ“ทรัมป์” โดยเฉพาะเรื่องของการ “กีดกันการค้า” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของทรัมป์เอง ที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะออกมาในรูปแบบไหนและธุรกิจนอกสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบอย่างไร
“ธุรกิจของเราตอนนี้ 50% อยู่ในภาวะ “Unknown” คือเรารู้ว่าเราผลิตอะไร ผลิตที่ไหน ส่งไปที่ไหน แต่อีก 50% คือยังไม่รู้ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน แม้ว่าธุรกิจเราจะไม่ได้อยู่สหรัฐแต่ก็อาจจะได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขณะเดียวกันลูกค้าที่เป็นชาวจีน จะได้รับกระทบแค่ไหนและจะกระทบต่อมาถึงเรามากแค่ไหนก็เป็นสิ่งที่เราจับตาดูอยู่และจะต้องปรับตัว”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าตัวเร่งของเศรษฐกิจและธุรกิจที่สำคัญในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาคือ “Disruption” เราสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในประเทศไทยและขยายไปยัง 35 ประเทศ
โจทย์ของวันนี้คือ การ Disrupt ธุรกิจโดยการทำ Low Carbon Footprint ซึ่งลูกค้าของ Indorama จะต้องทำตามกฎหมาย รวมถึงเรื่องของขีดความสามารถทางการแข่งขัน โชคดีที่ Indorama สามารถใช้เทคโนโลยีหรือดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมามีการลงทุนกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการทำเทคโนโลยีที่จะเชื่อมโยง ดิจิทัล แอคเซส ต่าง ๆ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงทำ Data center ที่อินเดีย ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนใน Supply Chain และทำให้ Product ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่การตลาดที่มีความผันผวน Indorama ให้ความสำคัญกับ “คนเก่ง” ซึ่ง Indorama เชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้ Indorama มีโซลูชั่นที่ สมาร์ท ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาประเทศจีนมากนัก
“ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจบางธุรกิจอาจทำยากขึ้น เช่น มีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น หรือปัญหาทางด้าน Supply Chain เรามีการปิดโรงงานประมาณ 10 แห่งในประเทศตะวันตกเพราะสู้ไม่ได้ “ถ้าต้นทุนมันไปต่อไม่ได้เราก็ต้องเลิก” แต่หันมาเปิดโรงงานใหม่ในอินเดียแทน
เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเน้นตลาดอินเดียมากขึ้นเพราะยังเป็นโอกาสสำหรับทุกคน จากจำนวนประชากรที่มากพอ ๆ กับจีนราว ๆ 4,000 ล้านคน แต่การบริโภคต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 10 ของจีน ข้อดีคือรัฐบาลปัจจุบันเน้นการกระตุ้นรายได้ประชากรและกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เห็นรายรับต่อหัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
บวกกับการบริหารจัดการในประเทศที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และอินเดียเองมีความต้องการที่จะเป็น “อินเตอร์” และเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น แม้ว่า GDP ของอินเดียอยู่ที่ประมาณ 5% แต่อินเดียก็ยังอยากมีหน้ามีตามากกว่านั้นและแสดงให้เห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ
แต่ข้อยากก็คือกฎระเบียบต่าง ๆ ค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นประเทศใหญ่มีหลายรัฐ แต่ละรัฐก็มีความเป็นเอกเทศมีรัฐบาลเป็นของตัวเอง และการซื้อที่ดินในอินเดียก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราเข้าช่องรัฐบาลถูกการทำธุรกิจก็ไปได้ ดังนั้นถ้าอยากเข้าตลาดอินเดียต้องใช้เวลาในการเข้าใจวัฒนธรรมและกฎระเบียบรวมไปถึงรัฐบาลแต่ละรัฐ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ Tech ถ้าไม่อยู่ในอเมริกาก็ต้องอยู่อินเดีย”
[caption id="attachment_150865" align="aligncenter" width="750"]
สมฤดี ชัยมงคล Senior Executive Committee and Former CEO ของ Banpu[/caption]
ขณะที่ สมฤดี ชัยมงคล Senior Executive Committee and Former CEO ของ Banpu กล่าวเสริมบนเวทีเดียวกันว่า โอกาสทางธุรกิจในเอเชียโดยภาพรวมยังมี “เยอะ” เพราะมีขนาดประชากรที่เยอะและแนวโน้มของเทคโนโลยีที่เอเชียรับเข้ามามีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องของโอกาสที่เห็นได้ชัดมี 3 ประเด็นคือ
1. สำหรับธุรกิจเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่เปิดรับเทคโนโลยีเช่น EV หรือ เซมิคอนดักเตอร์ ยังไปต่อได้ รวมไปถึง AI และ Data center หรือธุรกิจที่หากินกับเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยี แม้แต่ธุรกิจเชื้อเพลิงและจักรกลที่ป้อนให้กับเทคโนโลยีอย่าง Energy ก็ยังไปต่อได้
2. การ Integrated แพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ที่มากขึ้นเรื่อย ๆ
3. Green Commonization ต่าง ๆ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Energy Sector เป็นหลักไม่ว่าจะเป็น Up-Stream, Down-Stream หรือ Manufacturing ทั่วไป จะต้องเจอกับ Carbonization ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่ธุรกิจที่โดนผลกระทบเต็ม ๆ คือ “พลังงาน”
ขณะเดียวกันยังมีความท้าทายใน 3 ประเด็นเช่นกันคือ
1. Technology, Commerce และ Green ทุกธุรกิจจะต้องปรับไปสู่ความเป็น Greener มากขึ้น โจทย์สำคัญคือการหาคนเก่งมาสร้าง Innovation
2. Investment ที่กระจายไปทั่วโลก ธุรกิจต้องรู้รูปแบบการทำธุรกิจ นโยบายและกฎหมายของประเทศที่จะเข้าไปลงทุน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกลยุทธ์ของธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตามด้วย
3. Digital Transformation ในยุคนี้การใช้ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากซึ่งเป็นได้ทั้งโอกาสและอุปสรรค
“สำหรับบ้านปูเราจะเน้นย้ำเรื่องการฝึกพนักงาน โดยสร้าง “บ้านปู อคาเดมี” เพื่อสร้างคนให้มีทักษะดิจิตอลโดยเฉพาะ AI และทีมผู้นำ ซึ่งออกแบบการพัฒนาคนสำหรับรองรับแนวโน้มใหม่ ๆ ในอนาคต รวมถึงทิศทางในอนาคตสำหรับบ้านปู
ขณะเดียวกันมีการปรับ Portfolio ให้มีความเป็น “Green” มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ที่บ้านปูทำตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำในเรื่องของการส่งแก๊สหรือการทำธุรกิจอื่น ๆ รวมไปถึงแพลตฟอร์มพลังงาน “Net zero Solution Platform” ซึ่งสามารถนำไปใช้ในโรงงานของผู้ผลิตต่าง ๆ
และสุดท้ายคือ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงในอนาคตผ่าน “แอนไทด์ อไจล์ เคาน์เจอร์” ไม่ใช่แค่ยืดหยุ่นแต่ต้องว่องไวในการปรับตัวกับดิสรัปชั่น แต่จะต้องสร้างการรับรู้และเติบโตจากดิสรัปชั่น
ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการขยายตลาดต่างประเทศ โดยโฟกัสประเทศที่มีนโยบายที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกับบริษัท ควบคู่ไปกับการศึกษาตลาดที่มีกำลังซื้อทั้งจำนวนคนและเม็ดเงินของคนที่มากพอ เศรษฐกิจประเทศเติบโตระดับไหน ซึ่งปัจจุบันบ้านปูได้ขยายการลงทุนใน อเมริกา อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม และ ออสเตรเลีย
“ตอนนี้เรามองว่าตลาดที่อยากขยายการลงทุนเข้าไป คือ อินเดีย และ ตะวันออกกลาง ซึ่งจะต้องดู Potential การเติบโตว่าอยู่ระดับไหนและนโยบายของรัฐบาลเอื้อกับธุรกิจของเราแค่ไหน”