ไอดอลคนนั้นปากจัดสุด ๆ ไปเลย #Queen Omega เคลย์
นิยาย Dek-D
อัพเดต 13 ก.พ. 2568 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2567 เวลา 12.38 น. • Black rose in the forestข้อมูลเบื้องต้น
ดิน เด็กหนุ่มที่ชีวิตไม่ได้ดีไปกว่าใคร แต่วันหนึ่งกลับได้เจอคนที่เหมือนมิจฉาชีพหน้าตาดีชวนไปเป็นไอดอล ถึงมันจะไม่น่าเชื่อขนาดไหนแต่เด็กสิบเจ็ดที่ไม่มีเงินที่จะเรียนต่อเหมือนใครก็เลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าตามเขาไป จนได้ชื่อ เคลย์ มาเป็นของตัวเอง
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องจากเรื่อง เกิดใหม่อีกกี่ครั้งก็ยังจะเป็นไอดอล อ่านแยกกันได้เลยเพราะคนละไทม์ไลน์ เผื่อใครตามมาจากน้องจุน
บทนำ
บทนำ
เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันเช้าดี ตลาดสดก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขายในตอนที่ฟ้าเริ่มสว่าง
รอยยิ้มหวานจุดขึ้นที่มุมปาก มือเรียวที่หยาบกร้านวางผักถุงสุดท้ายไว้บนแผงให้คุณป้านายจ้างขาประจำ
"ดิน ขอบคุณนะลูก อ่ะนี่ค่าจ้าง”
“ขอบคุณครับ” เจ้าของชื่อดินรับเงินค่าจ้างพร้อมไหว้อย่างสวยงามก่อนจะไปเข็นผักร้านต่อไป
หญิงชราเจ้าของแผงผักมองตามหลังชายหนุ่มผอมสูงตรงหน้าไปอย่างเอ็นดู พวกเขาในตลาดใช้เจ้าดินเข็นผักมาตั้งแต่มันได้แปดขวบ
ไม่ได้อยากใช้แรงงานเด็กมันหรอกแต่เจ้าตัวที่มาร้องไห้ขอทำงานก็น่าสงสารมากจนต้องให้ทำ เราจะให้เงินเฉย ๆ ก็กลัวมันจะโตไปเป็นขอทานเสียเปล่า จากตอนแรกเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เรียงผักให้พอโตขึ้นก็ให้ทำมากขึ้นเพื่อให้เงินมันมากขึ้นไปใช้จ่าย
ดิน เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี รูปร่างผอมบางจากการที่ต้องประหยัด แต่ก็เหมาะกับส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหกของเจ้าตัวเป็นอย่างดี ผมที่ตัดทรงสกินเฮดเพื่อให้ใช้เงินในการตัดผมน้อยที่สุด ทรงผมมีผลต่อใบหน้าก็จริง แต่ทรงนี้ก็ไม่สามารถปิดบังความสวยของดินได้ แต่ถึงอย่างนั้นความหน้าตาดีก็ไม่ได้เป็นใบเบิกทางเสมอไป
ที่นี่เป็นหนึ่งในความสุขเล็กน้อยที่มีในชีวิตของคนอย่างเขา
“เจ้าดิน!” เสียงตะโกนจากคุณตาขายน้ำเต้าหู้เรียกเขา “มาเอานี่มา ตาลองทำสูตรใหม่ ลองดูซิถูกใจวัยรุ่นไหม”
“อยากให้กินฟรีก็บอกกันมาเถอะ หาข้ออ้างทุ๊กวันเลย ให้กินมาเก้าปีก็มีอยู่สูตรเดียว”
ดินเดินเข้าไปที่รถเข็นที่จอดอยู่หน้าบ้านที่คุณตาเก็บเงินซื้อได้เมื่อสามปีที่แล้ว ความจริงแล้วคุณตาจะเปิดร้านที่หน้าบ้านเลยก็ได้แต่คุณตาก็เลือกเอารถเข็นคู่ใจมาจอดขายอยู่เหมือนเดิม
“กวนโอ๊ยนัก มา ๆ มาเอาไปกิน แล้ววันนี้เอ็งไม่ไปเรียนหรือไง”
“วันนี้วันเสาร์ครับ อีกอย่างผมคิดว่าจะเลิกเรียนแล้วเกรงใจแม่เซย์ด้วยน่ะครับ”
“ค่าเทอมโรงเรียนรัฐต้องจ่ายด้วยหรือไง เรียนฟรีไม่ใช่รึ”
ชายแก่มองเด็กหนุ่มหัวเกรียนที่เห็นมาตั้งแต่ตัวเท่าลูกหมาด้วยความเห็นใจเพราะรู้ความเป็นไปของเด็กคนนี้ดี
“ต้องจ่ายครับ ถึงจะบอกว่าเรียนฟรีแต่ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงสองพันกว่าบาทเพราะผมหาไม่ได้แม่เซย์เลยจ่ายมาให้ตลอด”
ดินนั่งตรงเก้าอี้อะลูมิเนียมแสนคลาสสิกของคุณลุงแล้วพูดออกมาโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน ถึงความจริงจะไม่ใช่หาไม่ได้แต่เป็นเก็บไม่ได้ต่างหาก
“ถ้าเกรงใจแม่เจ้าเซย์มัน ตาจ่ายให้ไหม เงินแค่นั้นเองจ่ายให้ได้ ตาเองก็ไม่มีลูกหลานอยู่แล้ว ส่งเด็กให้เรียนจบสักคนมันจะไปยากอะไร”
“ขอบคุณนะครับแต่ผมไม่อยากเป็นภาระใครแล้ว”
“โอ๊ย ภาระอะไรกัน จริง ๆ เอ็งจ่ายเองได้ด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่เพราะต้องเลี้ยงพ่อแม่ขี้เหล้าของเอ็งน่ะ เห็นแบบนี้ข้าไม่ใช่คนหัวโบราณนะ เอ็งหนีพวกมันไปข้าจะไม่โทษเอ็งเลยจะอวยพรเสียด้วยซ้ำ มันทำเอ็งเกิดมาแต่แทบไม่ได้เลี้ยงแล้วมาให้เอ็งหาเงินให้พวกมันใช้มีอย่างที่ไหนกัน”
ตาหยูชายชราที่มีเชื่อสายประเทศซีร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ไม่ยอมให้เรียกว่าอากงเพราะรักความเป็นประเทศทีสุด ๆ นั่งลงด้านข้างดินและส่งถุงปาท่องโก๋ให้
“เพราะว่าไม่มีที่ไปไงครับ ผมเลยหนีไม่ได้ ชีวิตผมที่รู้จักแค่ตลาดกับโรงเรียนจะหนีไปไหนได้ ขอบคุณคุณตาที่เมตตาผมมาโดยตลอด ชาตินี้จะไม่ลืมบุญคุณเลยครับ แต่เรื่องเรียนผมคงจะพอแล้วจริง ๆ ออกมาหางานทำเต็มวันเลยดีกว่า”
เขาไม่ได้เหตุผลจริง ๆ ออกไปว่าตอนนี้เงินที่เขาหาในตอนเช้าของแต่ละวันมันไม่พอใช้แล้วด้วยหลายเหตุผล
“เอางั้นเหรอ ถ้าเอ็งอยากเรียนมาบอกข้าแล้วกันเดี๋ยวข้าจะสนับสนุนเอง”
“โอเคครับ ถ้าตามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้เลยเหมือนกันนะครับ”
ดินลุกขึ้นและโบกมือลาคุณตาใจดีที่ให้น้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋เขาเพื่อประทังชีวิตเขาตลอดเก้าปี เขาซึ้งน้ำใจของคนในตลาดอยู่เสมอ
เขาต้องไปหางานทำเลยไม่ได้นั่งอยู่กับตาหยูนานนัก เป็นความโชคดีที่เขาอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปด แม้จะเลยมาเพียงหนึ่งเดือนแต่กับเขาที่เกิดปลายปีก็สามารถนับอายุตามปีเกิดได้จึงสามารถหางานทำได้โดยที่ไม่ต้องได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ก่อน
บ้านกับตลาดห่างกันเกือบสองกิโลแต่เขาสามารถเดินได้อย่างสบาย ๆ ด้วยเดินแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก จากที่ครั้งแรกเหนื่อยจนแทบก้าวขาไม่ออกตอนนี้สามารถเดินได้โดยยังไม่รู้สึกเหนื่อยด้วยซ้ำ
“นี่ เด็กคนนั้นน่ะ”
“ครับ?”
ดินหันไปตามเสียงเพราะบนทางเดินเท้าที่เขาเดินอยู่ตอนนี้มีเขาแค่คนเดียว ต้นเสียงที่เรียกเขาคือรถหรูที่เขาไม่รู้ยี่ห้อแต่ก็รับรู้ได้ว่ามันต้องแพงแน่นอนจอดอยู่ โดยที่เจ้าของคือผู้ชายหน้าสวยที่ดูไม่ได้โตกว่าเขามากนักยืนอยู่ริมฟุตบาทข้างรถตัวเอง ดูจากทรงผมแล้วไม่น่าเป็นนักเรียนโรงเรียนรัฐแบบเขาเพราะถึงแม้จะให้ไว้ยาวได้แต่ก็ไม่สามารถทำทรงแฟชั่นจ๋าแบบนั้นได้หรอก
น่าจะอยู่มหาวิทยาลัยสินะ
“หน้าตาดีจริง ๆ ด้วย” คนสวยพูดขึ้นด้วยใบหน้านิ่งก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ชายชาวต่างชาติที่อยู่ในชุดสูทที่เดินมาจากฝั่งคนขับ
ดินรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันที เมื่อมองเห็นรถคันสีดำมาจอดต่อท้ายรถหรูและคนที่ลงมาจากรถก็เป็นฝรั่งตัวโตสี่คน คนพวกนั้นไม่ได้จะมาจับตัวเขาไปขายอะไรทำนองนั้นใช่ไหม
“เอ่อ คะ คุณเรียกผมเหรอครับ”
ดินทำใจดีสู้เสือเพราะขาของเขามันแข็งจนก้าวไม่ออกแล้วยังไงล่ะ จะให้วิ่งหนีคงไม่ไหวหรอก
“ใช่แล้ว” คนสวยเดินมาตรงหน้าเขาพร้อมกับกระดาษที่รับมาจากชายหน้าหล่อใส่สูทที่มาจากรถคันเดียวกัน “นี่เธอน่ะ อยากมีอนาคตที่ดีกว่านี้ไหม”
“ครับ? คือยังไงนะครับ”
“อยากเป็นไอดอลไหม”
เมื่อได้ฟังแค่นั้นดินก็บอกตัวเองได้ทันทีว่านี่มันมิจฉาชีพแน่นอน ขอแค่เขาใจแข็งอย่าหลงเชื่อก็พอ
เขาต้องรอดให้ได้!
TBC.
พี่เคลย์มาแล้วววววว
บทที่ 1 จากดิน
บทที่ 1
จากดิน
“อย่าทำหน้าระแวงขนาดนั้น ผมชื่อชรัญเป็นเจ้าของค่ายที่จีดีที่กำลังจะเปิด อยากจะชวนเธอไปเป็นเด็กฝึกในค่ายน่ะ อยากไปไหม ที่พักฟรี ค่าอยู่ค่ากินฟรี มีเงินเดือนให้ตั้งแต่เป็นเด็กฝึก แล้วก็ไม่ต้องรอคืนทุนก่อนจะได้เงินเดือนด้วยนะ ผมจะทยอยหักเอาทีหลัง”
ชายหน้าสวยพูดยาวเหยียดด้วยใบหน้านิ่งนั่นไม่ได้ทำให้ดินรู้สึกไว้ใจขึ้นเลย ยังมาพูดเรื่องคืนทุนไม่คืนทุนอีก แต่สิ่งที่พูดมาก็สะกิดความอยากจะก้าวออกไปจากที่นี่ได้อยู่เหมือนกัน อีกทั้งสายตายังดูล่อลวงกันสุด ๆ
“รันรัน แนะนำตัวกันก่อนดีไหมครับ”
ชายชาวต่างชาติในชุดสูทเดินมายืนคู่กับคุณคนสวยแล้วยิ่งดูน่ากลัวกว่าเดิม ขนาดว่าเจ้าตัวยิ้มแล้วนะ
จะถูกฆ่าไหมวะไอ้ดินเอ๊ย
“ลืมอีกแล้ว นี่นามบัตรผม จะเรียกผมว่าพี่รันเฉย ๆ ก็ได้ แล้วก็นี่สัญญาเอาไปอ่านรายละเอียดนะ ให้เวลาตัดสินใจก่อนนะ เดี๋ยวอีกอาทิตย์นึงพวกเราจะกลับมา ถ้าเธอตกลงก็มาเจอกันที่นี่เหมือนเดิมแล้วกัน แต่ถ้าตัดสินใจได้เร็วก็โทรมานะเดี๋ยวจะมาหาเอง” เจ้าของชื่อชรัญพูดเพียงแค่นั้นก็เดินกลับขึ้นรถไป
“ไม่ต้องกลัวหรอกนะครับ เอาชื่อผมไปค้นหาดูก็ได้เผื่อจะสร้างความมั่นใจให้คุณว่าจะไม่ถูกหลอก”
คุณฝรั่งตัวโตยื่นนามบัตรอีกใบมาให้ดินและขับรถที่คุณชรัญนั่งออกไป ตามด้วยรถสีดำที่น่าจะเป็นบอดี้การ์ด
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย”
ร่างโปร่งทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง เขาพึ่งเคยโดนกดดันขนาดนี้เป็นครั้งแรกเลย
น่ากลัวเกินไปแล้ว ถึงทุกคนจะหน้าตาดีกันหมดแต่บรรยากาศรอบตัวดูน่ากลัวชะมัด โดยเฉพาะบอดี้การ์ดหน้านิ่งข้างหลังนั่นก็ยิ่งไปกันใหญ่
แต่ถึงอย่างนั้นมือเรียวก็เก็บนามบัตรของคนทั้งคู่ใส่กระเป๋ากางเกงเอาไว้ ส่วนกระดาษที่น่าจะเป็นสัญญาก็คงถือไปอย่างนี้ดีกว่าเดี๋ยวยับ
ศึกษาก่อนก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าไม่ใช่แก๊งต้มตุ๋นก็ดีเหมือนกัน ระหว่างเดินกลับบ้านจะอ่านมันสักหน่อยแล้วกัน
ในสัญญานี้ระบุจำนวนเงินที่จะได้แต่ละเดือนสำหรับเซ็นสัญญาเป็นเด็กฝึกทำแบบปีต่อปี และเมื่อเป็นไอดอลแล้วจะได้เงินตามจำนวนงานที่ได้โดยหักค่าผู้จัดการและส่วนแบ่งบริษัท แล้วยังบอกอีกว่าหากวงไม่ได้มีชื่อเสียงหรือทำกำไรไม่ได้ทางค่ายจะให้เงินเงินเดือนเท่ากับตอนเป็นเด็กฝึกจนครบสัญญา แล้วมีรายละเอียดยิบย่อยต่าง ๆ ซึ่งค่อยไปทบทวนทีหลัง
นี่มันเป็นสัญญาที่เขาได้เปรียบมากอยู่นะ ถึงจะยังไม่ได้เรียนสูงมากนักแต่ก็พอจะรู้อยู่ นี่มันยิ่งเหมือนมิจฉาชีพไปใหญ่เลยเหรอเนี่ย
ถึงอย่างนั้นมันน่าสนใจอยู่ดี การออกจากบ้านหลังนี้ก็เป็นความฝันของเขาอย่างหนึ่งเหมือนกัน
บ้านหลังนี้เขาย้ายมาอยู่ตอนแปดขวบ หลังจากที่แม่เลิกกับพ่อโดยที่เขาไม่รู้สาเหตุไปได้ไม่ถึงสัปดาห์แม่ก็พาเขาย้ายมาอยู่เมืองหลวง พร้อมกันนั้นก็ได้เจอชายคนหนึ่งที่ต้องเรียกว่าพ่อแทนคนเดิมที่ทำไร่อยู่ต่างจังหวัด
พอโตมาก็พอเดาได้ว่าแม่คงนอกใจพ่อมาหาพ่อเลี้ยงจึงเลือกทิ้งพ่อมา
และการมาที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาออกไปของานทำที่ตลาดทั้งที่ชีวิตตอนที่อยู่ต่างจังหวัดเขาแค่ทำหน้าที่เรียนก็พอ
พ่อเลี้ยงของเขาติดเหล้าและติดการพนัน แม่เป็นคนเดียวที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อก่อนตอนอยู่กับพ่อแม่ทำหน้าที่แม่บ้าน การทำงานล้างจานไม่ได้ยากแต่มันทั้งเหนื่อยและได้เงินน้อย
ความเหนื่อยหรืออะไรไม่รู้ทำให้ทั้งสองคนทะเลาะกันทุกวัน สุดท้ายแม่ก็ติดเหล้าไปอีกคนเพราะทะเลาะกันแม่ก็กินมันทุกที
ตอนนั้นเขารู้แค่ว่าต้องช่วยแม่หาเงิน ถ้าเขาไม่ต้องขอเงินไปกินโรงเรียนแม่ก็ไม่ต้องทะเลาะกับพ่อเรื่องเขาอีก แต่นั่นก็ทำให้ทั้งสองคนรู้ว่าเขาสามารถหาเงินได้ สุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่มีใครทำงาน ไม่ว่าเขาจะได้เงินมาเท่าไหร่ทั้งสองคนก็จะมาเอาไปจนหมด หรือแม่ค้าให้ข้าวมาก็จะต้องให้พ่อกับแม่กินก่อน
ดินอยากจะติดต่อพ่อจริง ๆ ของเขาให้มาพาเขากลับไปแต่ก็จำเบอร์พ่อไม่ได้ บ้านก็จำได้แค่ชื่อหมู่บ้าน โตมาแล้วก็ไม่มีความทรงจำบ้านเดิม ทะเบียนบ้านแม่ก็เปลี่ยนหมดแล้ว
หลังจากที่มาอยู่ที่นี่ดินไม่มีความทรงจำที่ดีกับแม่เลยสักนิด กับคนเป็นพ่อแท้ ๆ เอง ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าถ้าเราได้เจอกันจะเห็นเขาเป็นลูกอยู่ไหม ในความทรงจำของเขาเราสองคนก็ไม่สนิทกันมาก ดินใช้เวลากับแม่เป็นส่วนใหญ่
ช่างเถอะ คิดเรื่องอดีตไปก็เท่านั้นขอไปหางานทำก่อนก็แล้วกัน
เมื่อวานเขาเอาเสื้อนักเรียนหนึ่งตัวมาแกะป้ายโรงเรียนออกแล้ว เสื้อที่ดีที่สุดที่จะเอาไปสมัครงานได้ก็มีเท่านี้ เสื้อผ้าตัวอื่นจะดูไม่เป็นทางการเกินไปชุดพวกนั้นได้มาจากเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาอย่างเซย์
“ดิน ดิน!”
“ฮะ! อะไรเหรอ เรียกเสียงดังเชียว” ดินไม่รู้ตัวเลยว่าเดินมาถึงบ้านเพื่อนตอนไหน บ้านของเซย์เป็นบ้านปูนขนาดกลางอยู่หน้าปากซอย ส่วนบ้านเขาอยู่ท้ายสุดบ้านจะพังไม่พังแหล่
“ก็เรียกเบา ๆ แล้วได้ยินหรือไง”
“แล้วเรียกมามีอะไรหรือเปล่า” ดินเอ่ยถามเพื่อที่ส่วนสูงและรูปร่างแทบจะเท่ากัน แต่ทางนั้นตัดรองทรงต่ำและหน้าตาสวยตาเฉี่ยวดูเซ็กซี่
ดูไม่น่ามาคบกับเขาได้เลย
“ฉันไปซื้อน้ำเต้าหู้แล้วตาหยูบอกว่านายจะเลิกเรียนเหรอ ทำไมล่ะ”
เซย์ตกใจไม่น้อยที่ได้ยินแบบ แม้จะเป็นคนห่าม ๆ แบบนั้นแต่เป็นมนุษย์ที่มองโลกเป็นกลางแบบสุด ๆ และมีความฝันที่อยากเรียนจบสูง ๆ เพื่อที่จะออกไปจากที่นี่ได้เสียที
ดินเตรียมตัวเพื่อสอบขอทุนมหาวิทยาลัยตั้งแต่รู้ว่าสามารถขอทุนเต็มจำนวนได้หากผลการเรียนดีและสามารถทำข้อสอบของมหาวิทยาลัยนั้นผ่าน ไม่มีวันไหนที่ดินไม่อ่านหนังสือเลยแม้จะเรียนหนักหรือทำงานหนักแค่ไหนก็ตาม ทำไมถึงตัดสินใจเลิกเรียนกันนะ ทั้งที่มันเหลืออีกปีเดียวเอง
“เพราะเกรงใจแม่นายไง การเรียนมอปลายใช้เงินเยอะมากกว่าที่คิด มันไม่ใช่แค่จ่ายค่าเทอมแล้ว ยิ่งขึ้นมอหกมันยิ่งเยอะเลย”
“แม่ฉันโอเค เขาอยากส่งนายไม่งั้นไม่เสนอตัวตั้งแต่แรกหรอก ที่สำคัญตอนนี้นายหาเงินได้เยอะแล้วนี่นาไม่น่ามีปัญหานะ ค่าใช้จ่ายอื่นนายก็หาเองได้ตลอดทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะ”
“…”
เมื่อเพื่อนหลบตาเขาก็พอเดาได้ “นายไม่มีเงินใช้เพราะพ่อแม่นายเอาไปหมดใช่ไหม พวกเขาหนักข้อขึ้นใช่หรือเปล่า อย่าบอกว่าพวกนั้นตีนายนะ”
“ไม่หรอก ยังไม่โดน แค่เกือบเท่านั้นแหละ”
ที่เซย์กังวลเพราะตอนเก้าขวบเขาเคยโดนทำร้ายไปครั้งหนึ่ง ในตอนนั้นเขาอยากจะเอาเงินที่ได้มาจากการเข็นผักไปซื้อสีอย่างเพื่อนเลยแอบเก็บเงินเอาไว้ไม่ให้พ่อกับแม่ไปหมด ทั้งสองคนที่รู้ว่าเงินที่ได้ไม่เท่าเดิมก็เข้ามาถามหา เมื่อรู้ว่าเขาเก็บเอาไว้เขาก็โดนแม่ตีทันทีแล้วก็ตามด้วยพ่อเลี้ยงที่เมาอยู่ที่เข้ามาพร้อมยกขาเตรียมจะกระทืบเขาต่อ
และอาจจะเพราะความดีที่เขาเคยได้ทำมา ความเมามายทำให้ตอนที่มันยกขาขึ้นเสียศูนย์ล้มลงดินจึงอาศัยจังหวะนั้นวิ่งออกมา ในวัยนั้นเขาไม่รู้ว่าจะไปไหนจึงวิ่งไปที่บ้านของเซย์และได้แม่ของเซย์ทายาที่รอยตบบนแก้มและรอยช้ำตามตัวจากฝีมือของแม่แท้ ๆ ของตัวเอง
หลังจากนั้นเขาก็รู้ว่าถ้าไม่อยากเจ็บตัวต้องให้เงินจนสองคนนั้นพอใจ
“ออกมาไหม ออกมาอยู่บ้านฉันก็ได้”
“เซย์ก็รู้ว่านายกับแม่จะเดือดร้อน สองคนนั้นไม่ได้เป็นคนดีขนาดที่จะปล่อยคนที่ให้ความช่วยเหลือฉันสงบสุขหรอกนะ”
“เฮ้อ แล้วที่บอกว่าเกือบโดนคือยังไง”
เซย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาก็มีแม่แค่คนเดียวจะให้ออกตัวช่วยมากก็เกินกำลัง
“ตอนนี้พ่อกับแม่ของฉันไปกู้เงินมาแล้วเอาชื่อของฉันเป็นคนค้ำประกัน ตอนนี้เลยต้องหาเงินให้ได้มากขึ้นเพราะมันไม่ใช่แค่กินอิ่มท้องหรือเอาไปกินเหล้าเล่นการพนันอีกแล้ว มันต้องใช้หนี้ด้วย” เขาบอกความจริงทุกอย่าง
เขาเกรงใจแม่ของเซย์จริง ๆ เพราะตอนมัธยมปลายปีที่ห้านั้นนอกจากค่าเทอมแล้วยังมีค่าของทำรายงานและกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่ไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้ ยิ่งมอปลายปีสุดท้ายที่ขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมแล้วละก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายได้เลย
พอต้องมาเผชิญหน้ากับการใช้หนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะทำงานอื่นเพิ่มอีกและเลิกเรียน
“ทุเรศจริง ๆ หนีไหม หนีไปให้ไกลจากที่นี่”
“อยากไปอยู่นะ แต่ฉันไม่มีเงินไปตั้งตัวหรอก ไม่ต้องห่วง ถ้าเมื่อไหร่ที่มีโอกาสฉันจะออกไปทันที เออ จะว่าไปแล้ววันนี้มีคนมาชวนเป็นไอดอลด้วยว่ะ นี่นามบัตรเขา คิดว่าไงอ่ะ” ดินยื่นนามบัตรของคุณคนสวยให้เพื่อนดู
“ค่ายจีดีเหรอไม่รู้จักเลยนะ หรือค่ายเล็กหรือเปล่า” เซย์มีความสนใจด้านนี้อยู่บ้างแต่กลับไม่เคยได้ยินชื่อค่ายนี้มาก่อนเลย
“เขาบอกว่ากำลังจะเปิดน่ะ”
“น่ากลัวนะ” ในตอนแรกก็คิดจะสนับสนุนอยู่ แต่แบบนี้มันน่าสงสัยเกินไป
“ฉันก็ว่างั้น อ่ะ อันนี้อีกใบ น่าจะเป็นหุ้นส่วนเขาหรืออะไรไม่รู้นะ แต่เขาบอกว่าให้เอาชื่อเขาเสิร์ชดูถ้าไม่ไว้ใจ”
เขาไม่มีโทรศัพท์พอสบจังหวะที่เจอเซย์ก็วานเลยดีกว่าจะได้มีคนช่วยคิดด้วย
เมื่อได้นามบัตรเซย์ก็กดค้นหาชื่อทันที แต่สิ่งที่เขาเจอก็น่าตกใจยิ่งกว่าดินโดนชวนเข้าค่ายที่ยังไม่ได้เปิดอีก
“ดิน นี่มัน!”
เซย์ยังไม่ทันส่งมือถือให้เพื่อนดูเสียงตะโกนเรียกดินดังขึ้นก่อน
“ไอ้ดิน”
“..”
“…”
“นี่มันกี่โมงแล้ว เอาเงินมา! ไอ้ส้นตีนนี่ต้องให้กูออกมาตามหรือไง” ดินหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่ริ้วรอยบนใบหน้าเยอะกว่าอายุไปมากเพราะติดเหล้า
“อ่ะ”
“ดี คราวหลังอย่าช้ากูไม่มาตามเฉย ๆ แน่ ๆ จำไว้”
เขายื่นเงินให้อย่างง่ายดายเพราะป่วยจะเถียงหรือขัดขืน ในเมื่อให้เงินแล้วจบได้เขาก็เลือกที่จะจบ รอวันที่เขาได้ก้าวออกจากที่นี่ก่อนเถอะ เขาจะไม่มีวันกลับมาอีกแน่นอน จะไม่สนใจแม้สองคนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ตาม
TBC.
บทที่ 2 สู่…
บทที่ 2
สู่…
“เซย์”
ดินเรียกเพื่อนที่นั่งรออยู่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน หลังจากที่โดนแม่ขัดจังหวะตอนกำลังจะดูข้อมูลของสองคนนั้นเขาก็ออกไปหางานทำต่อเลย ตอนนี้ก็ยังไม่ได้สักงานเลยกลับมาหาเพื่อนเพื่อคุยเรื่องนามบัตรของคนแปลกหน้าสองคนนั้น
“มาแล้วเหรอ มานั่งนี่ ได้งานบ้างไหม” เซย์ถามดินที่ใช้เวลาทั้งวันเดินหางานทำ
“ไม่ได้เลยอ่ะ ส่วนใหญ่เขาก็มีคนงานเต็มกันหมดแล้ว ที่เหลือก็อยากให้ฉันอายุมากกว่านี้หน่อย อีกอย่างตอนนี้เขาก็ให้รายเดือนกันหมดแล้วงานที่จ่ายรายวันไม่ใช่จะหาง่าย ๆ”
“เรื่องอายุตามกฎหมายมันก็ได้แล้วไม่ใช่เหรอ”
“มันก็ยังคลุมเครืออยู่แหละ แล้วนี่สรุปแล้วคุณคนนั้นเขาเป็นใครเหรอทำไมนายตกใจขนาดนั้น” ดินนั่งลงข้างเพื่อน
“อ่ะ เอาไปอ่านเองเลย ระหว่างที่นายหางานฉันก็ไปข้อมูลเพิ่มมาด้วยมันน่าตกใจไหมล่ะ” เซย์ส่งโทรศัพท์ให้เพื่อน
“เชี่ย!”
ข้อมูลที่เซย์หามาคือคนชื่อไซม่อนเป็นนักธุรกิจคนดัง เพราะมีชื่อเต็มไปหมดแต่รูปมีเพียงไม่กี่รูปแต่ก็เป็นหน้าของคนที่เขาเจอจริง ๆ คงจะมีอิทธิพลพอดู และข้อมูลของอีกฝ่ายเป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด
หาเป็นภาษาทีไม่มีเลย หรือเซย์ไม่ได้เอามาก็ไม่รู้
อีกฝ่ายมีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศ และหลากหลายธุรกิจ แต่ที่สะดุดตามากที่สุดก็คือมีกาสิโนและคลับที่มีการเล่นการพนันกันอยู่อย่างโจ่งแจ้ง
ถ้าไม่บอกว่าเป็นนักธุรกิจก็คงคิดว่าเป็นมาเฟียอย่างไม่ต้องสงสัย
ขนแขนเขาลุกชันเมื่อนึกถึงบอดี้การ์ดที่ตามทั้งสองคนมา คงไม่ใช่มิจฉาชีพธรรมดาแล้วล่ะ ดินรู้ตัวเองดีว่าหน้าของเขาหน้าสวย การที่คนที่ทำอาชีพประมาณนี้คงอยากจะเอาเขาไปทำงานบริการหรือเปล่านะ
“เขาไม่ได้จะให้นายไปขายตัวใช่ไหม ถึงตอนนี้มันจะถูกกฎหมายแต่ว่าเขากำหนดไว้ว่าต้องอายุยี่สิบขึ้นไปนะ นายไม่ได้คิดจะทำหรอกใช่ไหม”
“โอ๊ยยย ฉันก็ไม่ได้จะทำไหมล่ะไม่ใช่แนวเท่าไหร่ ไม่เก่งพอจริง ๆ” ดินตอบเซย์ที่คิดคล้ายกัน
เขายอมรับเลยว่าเคยมีคิดเหมือนกันว่าถ้าอายุถึงจะทำอาชีพนี้เพราะมันเป็นงานที่ดูหาเงินง่าย แต่จริง ๆ แล้วมันก็เป็นงานที่มีศิลปะของมัน ยากเกินกว่าที่เขาจะทำได้จึงเปลี่ยนความคิดตั้งใจเรียนแทน
“แต่คุณชรัณที่นามสกุลเดียวกับคุณไซม่อนฉันหาไม่เจอนะ แต่ถ้าเป็นชรัณที่เป็นลูกชายคุณภาคภูมิน่ะมีอยู่”
“คุณภาคภูมิที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอ่ะนะ”
“ใช่ แต่มีแต่รูปตอนเด็กนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน”
เขายื่นโทรศัพท์คืนเซย์เพื่อให้เปิดให้ดูหน้าของคุณชรัณที่ว่า ดินทำคอยื่นยาวเพื่อที่จะได้ดูด้วยกันทีเดียว
“น่าจะคนเดียวกันนะ เขาหน้าเหมือนเดิมเลย”
ดินแค่เห็นรูปก็จำได้ทันทีอีกฝ่ายหน้าไม่เปลี่ยนสักนิด สวยมาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่ได้ใส่ชุดสูทของผู้ชายอยู่ใครมองก็คงคิดว่าเป็นเด็กผู้หญิง
“เอาไงดี คนนึงน่าจะไว้ใจได้อยู่กับอีกคนนี่สิน่าสงสัย” เซย์ขมวดคิ้วมุ่น
“แต่คนที่ชวนเราเข้าค่ายเป็นคุณชรัณนะ”
สองเพื่อนซี้มองหน้ากันอย่างคิดหนัก เพราะถ้าดินได้เป็นไอดอลก็จะหลุดพ้นนรกนี่ไปได้เสียที แต่ข้อมูลที่หามาได้ก็น่าสงสัย
“เอางี้ไหม งั้นก็เอาไว้เป็นทางเลือกถ้าสุดท้ายไม่มีทางไปจริง ๆ ก็ลองติดต่อเขาดู” เซย์เสนอ
“เออ ฉันก็คิดแบบนั้น อย่างน้อยถ้าจ่ายหนี้ไม่ทันแล้วต้องไปทำงานกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ขึ้นชื่อเรื่องความทุเรศแบบนั้นไปกับมาเฟียก็อาจจะดีกว่า”
เมื่อคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกัน ดินกลับบ้านเพื่อพักผ่อน เวลาสู้ชีวิตของเขามันยังอีกยาวไกลเหลือเกิน เขาต้องพักให้ได้มากที่สุด
.
.
.
ดินเดินเตะฝุ่นข้างทางได้แต่ปลงตก นี่วันที่สามแล้วที่เขาจะต้องออกไปหางานทำหลังจากเข็นผักที่ตลาด วันนี้ร้านปิดหลายร้านด้วยเงินที่ได้จึงเพียงพอสำหรับจ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น
เขาหยิบเสื้อนักเรียนตัวเดิมที่ซักเป่าพัดลมไว้ตั้งแต่กลับมาเมื่อวานมาใส่กับกางเกงขายาวคู่ใจที่ได้มาจากเซย์อีกตามเคย
“ไอ้ดินเอาเงินมา นี่มึงได้งานหรือยัง อย่าให้มันมาตีพวกกูนะ ไม่งั้นมึงโดนดีแน่”
ดินมองแม่ชี้หน้าคาดโทษด้วยหน้านิ่งก่อนจะยื่นเงินให้ และเดินออกมาโดยไม่สนใจคนที่ด่าเขาเพราะเงินได้น้อยกว่าเดิม
“เงินนั่นเอาไปจ่ายหนี้นะครับ ถ้าเอามันไปลงกับเหล้าระวังมันจะฆ่าเอาก่อน”
“ไอ้ดิน! ไอ้เหี้ยนี่…”
ที่เขากล้าพูดแบบนี้เพราะสังเกตดูแล้วแม่กลัวพวกที่มาทวงหนี้ ถ้าไม่พูดไว้ก่อนมีหวังคงใช้เงินจนหมด ถึงตอนนั้นเขาเองจะเดือดร้อนไปด้วย
ดินใช้เวลาทั้งวันเดินมาไกลพอสมควรก็ได้งานล้างจานให้กับร้านอาหารตามสั่งที่ไกลจากบ้านห้าหกกิโลได้ ถึงจะต้องเหนื่อยที่ต้องเดินไกลแต่เขาก็ไม่มีทางเลือกแล้ว ข้อแม้ในการทำงานของเขายังมีเรื่องที่ต้องได้รับเงินรายวันอีก ดีเท่าไหร่แล้วที่ยังได้งาน เขาก็แค่ต้องรีบเข็นผักแล้วก็รีบมาล้างจานต่อก็เท่านั้น
เดินไม่กี่วันก็คงชินแหละมั้ง
ตาสวยมองตรงไปข้างหน้า อีกไม่กี่อึดใจจะถึงบ้านแล้ว มือบางกำแล้วทุบลงไปที่ขาเพื่อคลายความเมื่อยล้าสองสามทีก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้าน
“เมื่อไหร่มันจะกลับ มึงมั่นใจใช่ไหมว่ามันไม่ได้หนีไปแล้ว”
ดินรีบขยับตัวหลบเข้าซอกกำแพงเมื่อได้ยินเสียงแข็งกร้าวมาจากทางบ้านตัวเอง แอบส่องดูก็เห็นว่าเป็นพวกทวงหนี้ อย่าบอกว่าแม่บังเกิดเกล้าของเขายังไม่จ่ายดอกให้พวกมันนะ
“พี่ พี่จะขายมันจริงเหรอ มันเป็นกะเทยนะจะให้ไปใช้แรงงานมันไม่น่าจะไหวหรอก” เสียงแม่ของดินพูดขึ้น
“แล้วใครบอกว่ากูจะเอามันไปใช้แรงงานล่ะ เสี่ยอู๋ชอบกะเทยสวย ๆ แบบมันนัก มึงรู้ไหมกูได้เงินมาเท่าไหร่ ห้าแสนเลยนะเว้ย ดีที่ลูกมึงยังซิงก็เลยได้มาเยอะขนาดนี้”
ดินที่แอบอยู่รู้สึกขยะแขยงพ่อเลี้ยงเหลือเกิน ยิ่งเสียงหัวเราะของพวกทวงหนี้รวมกับตาวาวของแม่เขาแล้วยิ่งรู้สึกอยากจะฆ่าพวกมันให้รู้แล้วรู้รอด
เขาค่อย ๆ ขยับเข้าไปในซอกกำแพงมากขึ้น ถ้าเขาผ่านตรงนี้ไปมันจะสามารถทะลุไปอีกซอยนึงได้ ถ้าเขาสามารถไปหาเซย์ได้ก็จะโทรหาคุณชรัณเพื่อขอความช่วยเหลือ
คนมีอำนาจมันก็ต้องสู้กับคนที่มีอำนาจมากกว่าสิ
ในเมื่อเขาไม่มีก็ต้องหยิบยืมมันมา
เพราะซอกกำแพงนั้นแคบมากดินที่ตะแคงข้างเพื่อเดินผ่านก็ยังเบียดเสียดกับปูนจึงขยับได้อย่างเชื่องช้า บวกกับความกลัวที่จะโดนจับได้ขาที่ปวดมาจากการเดินทางไกลก็ยิ่งสั่น
บ้าเอ๊ย แม่งอย่ามาอ่อนแอตอนนี้นะ
โฮ่ง!โฮ่ง ๆๆ
TBC.
พิมพ์ชื่อพี่รันผิดมาสองตอน เดี๋ยวกลับไปแก้ค่าาา