5 พฤติกรรมไม่ควรปฏิบัติกับ “ลูกวัยรุ่น” ที่คนญี่ปุ่นแนะนำ
เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่นก็จะเริ่มมีเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทั้งทางด้านทัศนคติและพฤติกรรม โดยพวกเขาอาจเงียบและดื้อรั้นมากขึ้น หรืออาจมีอารมณ์แปรปรวน ซึ่งหากพ่อแม่กระทำบางสิ่งที่ขัดขวางการเติบโตของลูกในระหว่างการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็อาจส่งผล กระทบต่อความรู้สึกอิสระของลูกและทำให้เกิดรอยร้าวของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดดังกล่าว มารู้กันว่าพ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมอะไรกันบ้างค่ะ
พฤติกรรมแบบไหนที่ไม่ควรปฏิบัติกับลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น?
เมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยนี้ พ่อแม่จำนวนมากก็อาจสงสัยและเป็นกังวลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงไปของลูก แต่ไม่ต้องคิดมากไปค่ะเพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นถือเป็นกระบวนการเติบโตตามธรรมชาติที่เกิดจากความความสับสนระหว่างความเป็นเด็กและความอยากอยู่ห่างจากพ่อแม่เพราะคิดว่าตัวเองโตแล้ว ดังนั้นช่วงวัยนี้จึงถือว่าเป็นช่วงที่ควรต้องระมัดระวังพฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อลูกเป็นอย่างมาก หากพ่อแม่ปฏิบัติแบบผิดวิธีเป็นประจำก็อาจจะไปสร้างรอยร้าวของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกได้ ถ้างั้นเรามาดู 5 ข้อที่ไม่ควรปฏิบัติกันเลยค่ะ!
1. ปฏิบัติต่อลูกเหมือนเขาเป็นเด็กเล็ก
พ่อแม่มักอยากปฏิบัติต่อลูก ๆ เหมือนตอนที่พวกเขายังเล็กอยู่ แม้ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นแล้วก็ตาม แต่สำหรับเด็กวัยนี้ทัศนคติที่ว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่ อาจทำให้พวกเขารู้สึกรำคาญและอยากแยกตัวห่างออกจากพ่อแม่
ตัวอย่างการปฏิบัติที่เหมือนลูกยังเล็ก ได้แก่ คอยพูดซ้ำ ๆ เมื่อต้องการแน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสำหรับการไปโรงเรียนหรือเตรียมตัวออกไปข้างนอกและคอยจัดการชุดแต่งกายให้ลูก เป็นต้น หากพ่อแม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของลูก พวกเขาอาจรู้สึกว่าความคิดเห็นของพวกเขาถูกละเลยเพิกเฉย และความไว้วางใจระหว่างพ่อแม่และลูกอาจถูกทำลายลง
2. ยับยั้งพฤติกรรมดื้อรั้นของลูก
ความดื้อรั้นไม่ฟังใครในช่วงวัยนี้เป็นสัญลักษณ์ของความมีอิสระ และอยากมีความคิดเป็นของตนเอง ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่ยอมรับได้ยาก การไม่ยอมรับพฤติกรรมดื้อรั้นของลูกจะส่งผลให้เด็กมีภาวะนับถือตนเองต่ำลง ตัวอย่างของพฤติกรรมดังกล่าวได้แก่ เมื่อลูกดื้อไม่เชื่อฟังพ่อแม่ขึ้นเสียงสูงและโกรธลูก ดังนั้นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างพัฒนาการของลูก คือ อย่าปฏิเสธหรือยับยั้งทัศนคติดื้อรั้นของลูก แต่ควรพยายามเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาด้วยการถามถึงเหตุผลของความคิดและคำพูดที่ลูกกล่าวออกมา
3. เปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
การเปรียบเทียบลูกกับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นพี่น้องหรือเพื่อนของเขาเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ มีประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่าการเปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่นอาจนำไปสู่การลดคุณค่าในตนเอง สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรปฏิบัติ คือ การมุ่งเน้นไปที่การเติบโตและความพยายามของเด็กมากกว่าการเปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่น
4. ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัว
เด็กในช่วงวัยนี้มักแสวงหาความเป็นส่วนตัว พ่อแม่อาจวิตกกังวลและอยากรู้ว่าลูกซ่อนและปิดบังอะไรอยู่บ้าง จนทำให้พยายามสอดส่องมากจนเกินไป เช่น คอยตรวจดูสมาร์ทโฟนของลูกโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือคอยถามลูกในเรื่องส่วนตัว พฤติกรรมดังกล่าวจะไปทำลายความไว้วางใจระหว่างพ่อแม่และลูก การให้ลูกมีความเป็นส่วนตัวจึงเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาความเป็นอิสระ แม้ว่าพ่อแม่จะรู้สึกวิตกกังวลแต่ขอให้เชื่อใจในลูกโดยรักษาระยะห่าง ก็จะทำให้พวกเขานั้นมีความมั่นใจและมีพัฒนาการผ่านช่วงวัยไปได้
5. การสั่งซ้ำ ๆ และการวิพากษ์วิจารณ์
วัยนี้จะมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคิดและกระทำบางสิ่งบางอย่างด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่สั่งหรือวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น “ทำแบบนี้สิ” หรือ “ทำไมไม่ทำแบบนั้น” เป็นต้น เด็กวัยนี้ก็มักจะรู้สึกว่าไม่มีใครเชื่อพวกเขา
โดยตัวอย่างพฤดติกรรมแนวนี้ก็เช่น เวลาห้องนอนของลูกสกปรกแล้วพ่อแม่สั่งให้ทำความสะอาดด้วยเหตุผลว่าห้องสกปรก เด็กวัยนี้ก็มักจะมีแนวโน้มต่อต้านไม่ทำ ทั้งนี้การเปลี่ยนไปใช้คำพูดเสนอแนะ เช่น “แม่คิดว่าห้องที่สะอาดจะทำให้รู้สึกดีนะ” ก็จะช่วยสื่อให้ลูกรู้สึกได้ว่าพ่อแม่เคารพในความเป็นอิสระของตัวเองและจะทำให้เด็กคิดและกระทำทุกสิ่งด้วยความมั่นใจโดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกด้วยค่ะ
การรับมือกับลูกวัยนี้ไม่ใช่สิ่งที่ยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพวกเขาไม่ใช่เด็กเล็กที่ต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่พ่อแม่น่าจะทำได้ดีนอกจากความรักที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนแล้วก็คือ รอคอย ไว้ใจ และหลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมที่ไม่ควรทำดังกล่าวกันค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: shufuse.com