โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

LSA Debutante: “ทรินนิตี้ จันทรัช” กับแรงบันดาลใจด้านการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

LSA Thailand

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2567 เวลา 03.51 น. • Lifestyle Asia Thailand

ยินดีต้อนรับกลับสู่ LSA Debutante ของ Lifestyle Asia Thailand อีกครั้ง หัวข้อสนทนาที่เราจะได้พบกับคนรุ่นใหม่ของประเทศไทย พร้อมพูดคุยกับพวกเขาถึงเส้นทางความสำเร็จ และความคิดเห็นในหัวข้อปัจจุบัน ครั้งนี้เราคุยกับ “ทรินนิตี้ จันทรัช” สาวน้อยวัย 17 กับความสามารถและแพชชั่นที่ล้นเหลือ

หลังเรียนจบมัธยมเด็กวัยรุ่นส่วนมากคงละล้าละหลัง และเป็นกังวลกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ทั้งทางการเรียน การใช้ชีวิต และการเลือกเดินตามความฝันที่วางเอาไว้ ยิ่งช่วงอายุนี้น้อยคนมากที่จะหาตัวเองเจอว่าอยากทำอะไรหรือว่าเรียนต่ออะไร แต่สำหรับ “ทรินนิตี้ จันทรัช” สาวน้อยวัย 17 ปีแล้ว เธอกลับมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนกับอนาคตของตัวเองแบบสุดๆ ปัจจุบันเธอเรียนอยู่ Year 12 หรือเทียบเท่ากับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทรินนิตี้มีแพชชั่นในเรื่องของวิทยาศาสตร์ การแพทย์ที่เท่าเทียม และการช่วยเหลือสังคม อาชีพแพทย์จึงเป็นเส้นทางที่เธอตั้งใจจะเลือกเดิน โดยมีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น คือการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้แน่ใจว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์ทุกรูปแบบ จะสามารถไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการได้อย่างจริงจัง

ปีนี้เป็นปีสุดท้ายในโรงเรียนมัธยม ช่วงเวลาไหนที่ทำให้คุณสนใจที่จะประกอบอาชีพทางการแพทย์

จริงๆ เราสนใจอาชีพแพทย์มาตลอด เพราะตอนเด็กๆ ไปขลุกอยู่ที่คลินิกของแม่บ่อยมาก เราคิดว่าการได้อยู่ในคลินิกของแม่ ดูแม่ทำงาน มันทำให้เราสนใจในอาชีพนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้เดินตามอาชีพนี้เพื่อที่จะสร้างความแตกต่างด้วย

แต่ว่าจุดที่ทำให้เราอยากทำจริงๆ คือตอนที่ได้ไปเป็นอาสาสมัครสอนภาษอังกฤษที่ Mercy Centre ในชุมชนคลองเตย เราเห็นเด็กผู้หญิงที่นั่นมีกลากเกลื้อนขึ้นที่ผิว มันเป็นประเภทแบบติดเชื้อ เนื่องจากมีสะเก็ดแดงบนผิวหนัง และเราเพิ่งรู้ว่ามันถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชุมชนแออัด เพราะการขาดสุขอนามัยที่ดี การที่เราได้เห็นมันด้วยตัวเอง เห็นว่ามันส่งผลกระทบไม่ว่าจะแง่การเรียน การใช้ชีวิตวิ่งเล่นข้างนอก มันไม่ใช่แค่จุดประกายให้เราอยากช่วยพวกเขาเท่านั้น แต่มันทำให้เราเองอยากเป็นแพทย์ไปด้วย

มีความกดดันบ้างไหมที่อยากจะทำอาชีพนี้เหมือนกับพ่อแม่

เราโชคดีด้วยที่พ่อแม่เขาสนับสนุนมากในสิ่งที่เราอยากจะทำ เรารู้แหละว่ามันเป็นวัฒนธรรมด้วยมั้ง ที่พ่อแม่คนเอเชียส่วนมากจะอยากให้ลูกเป็นหมอ เป็นวิศวกร หรือทนาย แต่เราไม่เคยโดนบังคับแบบนั้นจากพ่อแม่เลย พวกเขาจะเป็นแนวสนับสนุนให้เราค้นหาตัวเองมากกว่าว่าอยากทำอะไร เราซาบซึ้งแล้วก็รู้ว่ามันพิเศษมากขนาดไหน

เล่าถึงโปรเจกต์ที่ทำให้ฟังหน่อยได้ไหม

หลังจากประสบการณ์ที่ Mercy Centre เราอยากช่วยและสร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ตอนที่รู้ว่าเด็กที่นั่นเป็นโรคกลากเกลื้อน และพวกเขาถูกรักษาด้วยครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งมันให้ผลข้างเคียงที่อันตรายมาก เพราะว่ามันทำให้ผิวและเส้นเลือดบางลงหลังจากใช้ไปเรื่อยๆ พอเด็กๆ หยุดใช้มันก็จะกลับมาเป็นอีก เราเลยตั้งใจที่จะค้นหาการรักษามากด้วยการใช้สมุนไพรไทย ซึ่งเราเจอสมุนไพรทองพันชั่งที่มีฤทธิ์ช่วยเรื่องการติดเชื้อ คือยาแผนโบราณมักถูกมองว่ามันไม่น่าเชื่อถือ เราเลยอยากพิสูจน์ผลของยาแผนโบราณด้วยตัวเองผ่านงานวิจัยด้วย และเพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางวัฒนธรรมไทยกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

เพื่อให้งานวิจัยเป็นไปได้จริง เราได้ติดต่อ “รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธินันท์ จันนารัต” ประธานภาควิชาชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเสนอโครงการวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติต้านเชื้อของสมุนไพรตัวนี้ ซึ่งเราดีใจมากที่อาจารย์สนับสนุนหัวข้อวิจัย ดังนั้นช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเราเลยเข้าแลปเป็นประจำซึ่งก็คือ “ห้องปฏิบัติการวิทยาเชื้อราโมเลกุลทางการแพทย์” ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็ทำงานใกล้ชิดกับนักศึกษาระดับบัณฑิตในทุกขั้นตอนเลย ตั้งแต่การสกัดสมุนไพรไปจนถึงการทดสอบผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ รวมไปถึงการเรียนรู้ขั้นตอนและเทคนิคในห้องแลปทั้งหมดด้วย มันเป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตาเรามากๆ และด้วยผลลัพธ์เชิงบวกเองมันทำให้เรามีแรงใจในการพัฒนาครีมรักษาโรคกลากเกลื้อนทางเลือก โดยใช้สมุนไพรทองพันชั่ง และก่อตั้งองค์กรเพื่อสังคมของเราที่ชื่อว่า Botanica เพื่อส่งมอบครีมทรีตเม้นต์นี้ให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

เราได้กลับไปที่ Mercy Centre เพื่อบริจากครีมที่สกัดจากสมุนไพรทองพันชั่งนี้ โดยร่วมงานกับพยาบาลในการแจกจ่ายให้กับเด็กและผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียม และคอยสังเกตอาการไปด้วยในตัว พอเราได้เห็นผิวสะเก็ดมันฟื้นตัวและการที่พวกเขาใช้ทรีตเม้นต์ครีมได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่มีผลข้างเคียงมันให้กำลังใจเรามากๆ การได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีต่อสุขภาพของพวกเขา เรียกว่าเป็นของขวัญสำหรับตัวเองก็ว่าได้

เห็นว่าเป็นผู้ก่อตั้ง Science Pioneersด้วย อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้ก่อตั้งคลับนี้ขึ้นมา

ก็ตั้งแต่เข้าเรียนม.ปลาย เราอยากเข้าร่วมโครงการวิทยาศาสตร์ ที่เราสามารถลงมือปฏิบัติจริงได้มาตลอด เลยตั้งโครงการ Science Pioneers ขึ้นมา มันเป็นโครงการที่อยากทำตั้งแต่เด็กแล้ว ซึ่งเราคิดว่าเด็กอีกหลายคนก็อยากให้มีด้วยเหมือนกัน โครงการนี้เป็นโครงการที่นักเรียนที่โตกว่า จะมาสอนวิทยาศาสตร์ให้กับรุ่นน้องผ่านการปฏิบัติจริง มันทำให้พวกเขาเองได้เรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์นอกเวลาเรียน และยังได้สัมผัสกับวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ด้วยเช่นกัน

เห็นว่ามีแบรนด์เบเกอรี่ Petite Sun ด้วย แชร์ประสบการณ์การทำธุรกิจให้ฟังหน่อย

Petite Sun เป็นสิ่งที่เราเอาแพชชั่นในด้านสุขภาพมารวมกับงานอดิเรกอย่างการทำขนม แล้วตอนนี้มันมีความกังวลเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับวิตามินดีมาเกี่ยวข้องด้วย ก็มาคิดว่าคงไม่มีการเอาวิตามินดีเข้าสู่ร่างกายวิธีไหนดีไปกว่าการกินแล้ว ยิ่งไลฟ์สไตล์คนสมัยนี้กับเรื่องบิวตี้สแตนดาร์ดที่ชอบผิวขาวมากกว่า คนเลยใช้เวลาอยู่ในที่ร่มเป็นส่วนมาก ดังนั้นถ้าเราจะไม่ได้รับวิตามินดีจากแดด เราก็ต้องได้รับวิตามินดีจากสิ่งที่เรากินนี่แหละ

เลยมาที่ว่าเราตัดสินใจใช้สูตรขนมปังโมจิที่ทำเป็นประจำ โดยเสริมวิตามินดีจากพืชเข้าไป เพื่อเป็นทางเลือกที่เราว่ามันสะดวกและสนุกมากขึ้นในการเพิ่มปริมาณวิตามินดีในร่างกาย พอได้ฟีดแบ๊คที่ดีจากคนรอบข้างก็เลยได้แรงบันดาลใจในการเปิดเป็นร้านออนไลน์ ก็เป็นการเผยแพร่ประโยชน์ให้คนอื่นด้วย ถือว่าเป็นการก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจขนาดเล็กครั้งแรกเลยก็ว่าได้

Petite Sun มีการจ้างงานคนพิการด้วย แล้วคิดอย่างไรกับการจ้างงานแบบ Inclusive ในประเทศบ้าง

ตอนนี้โลกมีการให้ความสำคัญกับเรื่อง Inclusivity และ Diversity ในที่ทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความพิการ เพศ เชื้อชาติ และอื่นๆ แต่เราว่าหลายธุรกิจยังคงมองว่าการจ้างงานแบบนี้เป็นแค่ข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้น ทำให้พวกเขาถูกจำกัดให้อยู่ในบทบาทที่ไม่เหมาะสมกับทักษะที่แท้จริงของพวกเขา เราว่าต้องแก้ไขความอคติต่อคนกลุ่มนี้ในสังคมก่อน ส่วนในแง่บริษัทต่างๆ ก็ควรเปิดกว้างในเรื่องของกลุ่มผู้สมัครงานกับฝ่ายบุคคลด้วย เพื่อให้พนักงานทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต และสามารถประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมได้

คิดว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์และประสบการณ์ในงานบริการชุมชนที่ทำ จะกำหนดทิศทางอาชีพด้านการแพทย์ในอนาคตแบบไหน

จนถึงตอนนี้ประสบการณ์สอนเราถึงความสำคัญของการจัดการความแตกต่างด้านสุขภาพในไทย ส่วนอนาคตเราหวังว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะเข้าถึงคนที่ต้องการมันมากที่สุด เราเองจะผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เข้ากับความมุ่งมั่นในการให้บริการชุมชนผู้ด้อยโอกาส เพื่อทำให้การดูแลสุขภาพมีความเท่าเทียมมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่นอนคือเราจะไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง รวมถึงว่าเราจะช่วยเหลือผู้คนในประเทศได้อย่างไรบ้างด้วย (ยิ้ม)

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟสไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia

The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...