โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนไทม์ไลน์! ประท้วงรุนแรงครั้งใหญ่ของเนปาล ชนวนแค้นของวัยรุ่นเจนZลุกฮือเผาทั้งเมือง

แนวหน้า

เผยแพร่ 10 ก.ย 2568 เวลา 17.00 น.

11 กันยายน 2568 ทั่วโลกจับตามองทันทีเมื่อเปลวเพลิงโหมลุกกลางกรุงกาฐมาณฑุ ของเนปาล โดยประชาชนหลายหมื่นคน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า 'เจนซี' (GenZ) ออกมารวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภาหลังจากที่เมื่อวันที่ 4 กันยายน รัฐบาลได้ออกมาประกาศ 'แบน' แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้ง เฟซบุ๊ก , ยูทูบ , อินสตาแกรม และเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของเนปาลให้ทันกำหนดเวลา

หลังจากที่ทางรัฐบาลสั่ง 'แบน' ใช้โซเชียลฯ ปลุกความไม่พอใจของกลุ่ม GenZ เริ่มต้นการออกมาประท้วงในวันที่ 8 กันยายน ในเมืองหลวงอย่างกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองอื่นๆ บางแห่งในเนปาล เรื่องราวลุกลามเมื่อผู้ประท้วงบางส่วนได้ปีนกำแพงเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา ,รถฉีดน้ำ ,กระบอง และยิงกระสุนยางสลายการชุมนุม ในเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้ 17 รายในกรุงกาฐมาณฑุ และอีก 2 รายในเมืองอีตาฮารี ทางตะวันออกของประเทศ

ต่อมาในวันเดียวกันนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของเนปาล ปริถวี สุพบา กล่าวแถลงว่า ตำรวจจำเป็นต้องใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงการใช้ปืนฉีดน้ำ กระบอง และกระสุนยาง โดยผู้ประท้วงบางคนสามารถฝ่าแนวเขตอาคารรัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุได้ ทำให้ตำรวจต้องประกาศเคอร์ฟิวรอบอาคารสำคัญของรัฐบาลและเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย

ทางรัฐบาลเนปาล ออกมาเปิดเผยว่า มาตรการแบนโซเชียลมีเดียนั้นมีความจำเป็นเพื่อควบคุม ข่าวปลอม คำพูดสร้างความเกลียดชัง และการฉ้อโกงทางออนไลน์ แต่ชาวเนปาลส่วนใหญ่กลับเห็นว่า เป็นการปิดกั้นเสรีภาพและพยายามปิดปากประชาชน และ 'นายราเมศ เลขัก' รัฐมนตรีมหาดไทย ได้ตัดสินใจลาออกในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อเหตุสังเวยชีวิตผู้ประท้วง

เรียกได้ว่าทนกระแสต่อต้านไม่ไหว ทำให้ในคืนวันที่ 8 กันยายน 'นายเค.พี ชาร์มา โอลี' นายกรัฐมนตรีของเนปาล ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียแต่สถานการณ์ก็ยังไม่คลี่คลายลง

จากนั้นในวันที่ 9 กันยายน ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ อาคารรัฐบาล และบ้านเรือนของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองถูกโจมตีทำลายทั่วประเทศ ตามมาด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ 'นายเค.พี ชาร์มา โอลี' เพื่อหวังสงบความรุนแรง หลังการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลลุกลามบานปลายและยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการปกครองแบบเผด็จการ

สถานการณ์บานปลายขึ้นเรื่อยๆ ผู้ประท้วงบุกบ้านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง , บ้านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ไปจนถึงบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี 'จาลา เนธ คานัล' โดยทำลายข้าวของและเผา

อีกทั้งกลุ่มผู้ประท้วงยังได้จับตัว 'นางราชยลักษมี จิตราการ' ภรรยาของคานัล ขังไว้ในบ้านที่เมืองดัลลูพร้อมทั้งจุดไฟเผา เป็นเหตุให้เธอเสียชีวิตลงอย่างอนาถ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตฝั่งผู้ประท้วงเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็นอย่างน้อย 22 ราย

และช่วงเย็นวันที่ 9 กันยายน พลเอก อโศก ราช ซิกเดล ผู้บัญชาการทหารบกเนปาล ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาผู้ประท้วงว่า ฉวยโอกาสจากวิกฤตการณ์ปัจจุบันด้วยการทำลาย ปล้นสะดม และเผาทำลายทรัพย์สินสาธารณะและส่วนบุคคล เขาบอกว่า หากความไม่สงบยังคงดำเนินต่อไป "หน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด รวมถึงกองทัพเนปาล จะเข้าควบคุมสถานการณ์"

ต่อมาในวันที่ 10 กันยายน สถานการณ์รุนแรงสุดๆ เมื่อ 'ม็อบเจนซี' (Gen Z)ได้ก่อการจลาจลอย่างหนัก ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผายางรถยนต์บนถนนวงแหวนรอบกรุงกาฐมาณฑุ โดยไม่สนใจการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล

บุกเข้าไปที่สิงห์ ดูร์บาร์ (Singha Durbar) พระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ในกรุงกาฐมาณฑุ ของเนปาล ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการหลายแห่งของเนปาล รวมถึงรัฐสภาและกระทรวงต่างๆ ผู้ประท้วงได้ บุกฝ่ากำแพงเข้าสู่รัฐสภาเนปาล กำแพงภายนอก และกระจกหน้าต่างถูกพ่นสเปรย์กราฟฟิตี รวมถึงข้อความต่อต้านการทุจริตและถูกทุบทำลาย รวมถึงการ 'เผา' อาคารรัฐสภา

อีกทั้งกลุ่มม็อบเจนซี (Gen Z) ยังได้วิ่งไล่เผาบ้านเรือน อาคาร ร้านค้า ไปจนถึงโรงแรมฮิลตัน กาฐมาณฑุ (Hilton Kathmandu hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว กลางเมืองกาฐมาณฑุ ที่เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียงปีเดียว พังเสียหายทั้งอาคาร โดยทางกลุ่มผู้ประท้วงได้อ้างว่า โรงแรมฮิลตันแห่งนี้ เป็นของลูกชายนักการเมืองที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าทุจริตคดโกงประเทศ

ก่อนที่ในวันเดียวกัน (10 ก.ย.) 'กองทัพเนปาล' ส่งทหารออกมาออกลาดตระเวนฟื้นความสงบเรียบร้อยทั่วเมืองหลวงกาฐมาณฑุ และบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านต่อไปอีก บรรยากาศในกาฐมาณฑุเริ่มสงบลง ภายหลังทหารออกลาดตระเวนตามพื้นที่สำคัญ รวมทั้งแจ้งเตือนประชาชนว่า ยังคงบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวจนถึงเช้าวันพฤหัสฯ (11 ก.ย.)

ซึ่งการประท้วงครั้งนี้ถูกปลุกเร้าด้วยโซเชียลมีเดียและนำโดยคนหนุ่มสาวทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่ากลุ่มวัยรุ่น GenZ ซึ่งแตกต่างจากการประท้วงครั้งก่อนๆ ในเนปาล โดยข้อเรียกร้องหลัก 2 ข้อของพวกเขา ได้แก่ รัฐบาลยกเลิกการห้ามโซเชียลมีเดีย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว และเจ้าหน้าที่ต้องยุติ การทุจริต

โดยการ 'ทุจริต' ในประเทศปลุกกระแสการติดแฮชแท็ก #NepoBabyและ #NepoKids ซึ่งมีการเผยให้เห็นการใช้ชีวิตหรูหราของเหล่านักการเมืองเนปาล รวมไปถึงชีวิตที่หรูหราของบรรดาลูก-หลานของนักการเมืองเหล่านี้ ผู้ประท้วงบอกว่า บุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จและหรูหราโดยปราศจากคุณธรรม ใช้ชีวิตด้วยเงินของรัฐ ขณะที่ชาวเนปาลทั่วไปต้องดิ้นรนต่อสู้เป็นอย่างมาก

กระแส #NepoBabyและ #NepoKidsได้เปรียบเทียบการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือย หรูหรา ของครอบครัวนักการเมืองเนปาล ทั้งเสื้อผ้าแบรนด์หรู นาฬิกาหรู บินเจ็ทไปท่องเที่ยว รถยนต์หรู กับความเป็นจริงอันโหดร้ายที่คนหนุ่มสาวที่จะต้องเผชิญกับการว่างงาน ไร้การศึกษา การถูกบังคับอพยพย้ายถิ่นฐาน แฮชแท็ก #NepoBabyและ #NepoKids นี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความคับข้องใจเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำ ขณะที่ผู้ประท้วงเปรียบเทียบชีวิตของชนชั้นสูงกับชีวิตของพลเมืองทั่วไป

ซึ่งจนถึงขณะนี้สถานการณ์กลางกรุงกาฐมาณฑุ ก็ยังคงตึงเครียด กองทัพยังคงส่งกำลังทหารลาดตระเวนตามท้องถนนเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีรายงานว่าตลอดในช่วง 2 วันแห่งความรุนแรง มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และบาดเจ็บอีกนับ 1,000 คน อาคารรัฐสภา โรงแรม บ้านเรือนปชช.พังเสียหายทั้งประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...