โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“อนุสรณ์” แนะ กนง. ลดดอกเบี้ย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ดัน GDP ขยายตัวเกิน 2%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 06.22 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2568 เวลา 11.46 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ส.ค.68) รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์ถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ โดยแนะนำว่า กนง. ควรพิจารณาลดดอกเบี้ยและผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติม เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาการกดดันจากเงินเฟ้อหรือเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนยังคงอ่อนแอ การกระตุ้นอุปสงค์ภายในจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ซบเซา

ด้านการขาดแคลนแรงงานจากการกลับประเทศของแรงงานกัมพูชา รศ.ดร.อนุสรณ์ แนะนำว่า ควรเปิดใบอนุญาตทำงานให้กับผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพต่าง ๆ ในไทย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและบรรเทาภาระงบประมาณของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม ปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะยาวยังคงเป็นความท้าทายจากสังคมสูงวัย ซึ่งจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน รวมถึงการขยายอายุเกษียณในระบบ

สำหรับภาษีศุลกากรตอบโต้ ( (Reciprocal Tariffs) ที่รัฐบาลทรัมป์เก็บจากประเทศต่าง ๆ รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า การเก็บภาษีที่สูงจากกลุ่ม BRICS ทำให้สินค้าในกลุ่มนี้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่สินค้าไทยและอาเซียนได้โอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาด การเก็บภาษีจากกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะจีน (55%) และอินเดีย–บราซิล (50%) ส่งผลกระทบต่อสินค้าหลัก เช่น สินค้าเกษตร สิ่งทอ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร ขณะที่แอฟริกาใต้ถูกเก็บภาษีในระดับปานกลาง (30%) และรัสเซียถูกจำกัดการค้าเกือบทั้งหมดจากมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งทำให้ความสามารถแข่งขันของ BRICS ลดลงอย่างชัดเจน

“อัตราภาษีทรัมป์ที่เรียกเก็บจากกลุ่ม BRICS สูงกว่าอาเซียนค่อนข้างมาก เป็นการสร้างโอกาสสินค้าส่งออกของไทยและอาเซียนที่ต้องแข่งขันกับกลุ่ม BRICS การส่งออกอาจขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากประเทศ BRICS มายังไทยและอาเซียนมากขึ้นหากส่วนต่างของอัตราภาษีศุลกากรของสองกลุ่มประเทศนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้สูงกว่า 2% ได้” รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุ

ในขณะที่กลุ่มอาเซียนได้รับประโยชน์จากการลดภาษี ภายใต้นโยบาย Trump Tariffs โดยไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ได้รับการปรับลดภาษีเหลือเพียง 19% จากเดิมที่สูงกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก

จากการวิเคราะห์ของ DEIIT พบว่า ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย มีศักยภาพในการขยายส่วนแบ่งตลาดยางและผลิตภัณฑ์ยางในสหรัฐฯ โดยไทยและอินโดนีเซียเด่นในยางธรรมชาติและยางรถยนต์ ส่วนเวียดนามได้เปรียบในยางจักรยาน ขณะที่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย สามารถแข่งขันได้ดีในยางสังเคราะห์ นอกจากนี้ ไทยและมาเลเซีย ยังเด่นในผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดจากต้นทุนแข่งขันที่ต่ำกว่าและอัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าประเทศใน BRICS

นอกจากนี้ ไทยและบางประเทศในอาเซียน ยังได้เปรียบในตลาดยานยนต์และชิ้นส่วนในสหรัฐฯ หลังจากที่ BRICS โดยเฉพาะจีนและอินเดีย ต้องเผชิญภาษีสูงถึง 50–55% คำสั่งซื้อรถกระบะ, รถยนต์อเนกประสงค์, รถบรรทุก และชิ้นส่วนสำคัญมีแนวโน้มจะย้ายมาที่ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม โดยไทยครองความได้เปรียบในรถกระบะและยางรถยนต์ ส่วนมาเลเซียเด่นในอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเวียดนามเสริมในสายไฟและยางมอเตอร์ไซค์

การเก็บภาษีสูงจากจีนและอินเดีย ภายใต้ Trump Tariffs ยังส่งผลให้คำสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน มีแนวโน้มที่จะย้ายมายังอาเซียนมากขึ้น รวมถึงการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่กลุ่มอาเซียน โดยเวียดนามโดดเด่นในสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยแข็งแกร่งในชิ้นส่วนและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ส่วนมาเลเซียและฟิลิปปินส์ มีโอกาสขยายการผลิตในเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...