ปวดหัวเรื้อรังเป็นอย่างไร
ปวดหัวเรื้อรังเป็นอย่างไร
ปวดหัวเรื้อรังเป็นอย่างไร เริ่มจากอาการปวดหัว (Headaches) หรือปวดศีรษะ เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะหรือคอส่วนบน ซึ่งสาเหตุนั้นเกิดมาจากเนื้อเยื่อและโครงสร้างรอบกระโหลกศีรษะหรือสมองเกิดการอักเสบหรือระคายเคือง จนทำให้เกิดอาการปวดขึ้น โดยอาการปวดอาจมาจากเส้นประสาทบริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า ปาก และคอ กล้ามเนื้อของคอหรือไหล่ และหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งผ่านเลือดไปเลี้ยงสมอง วันนี้ สุขภาพดีดี.com ได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้ทุกท่านได้ความรู้เบื้องต้นกัน
อาการแบบไหนถึงเรียกว่าปวดหัวเรื้อรัง ?
ปวดหัวเรื้อรังเป็นอย่างไร? อาการปวดหัวเรื้อรังเป็นอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นมากกว่า 15 วันต่อ 1 เดือน โดยมักมีอาการปวดที่ส่งผลเสียกับร่างกายเป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งอาการดังกล่าวอาจเป็นการปวดหัวที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น จากความเครียด, ไมเกรน, การกินยาแก้ปวดเกินขนาด, การใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกต้อง หรืออาจเกิดจากโรคต่างๆ ภายในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นอาการปวดหัวเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องมีการสังเกตอาการตัวเองอยู่ตลอดเวลา และถ้าหากเข้าค่ายการปวดหัวเรื้อรัง ควรจะปรึกษาแพทย์โดยทันที
ในอีกกรณีหนึ่งคือกรณีที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน ซึ่งไมเกรนจัดเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากการหดและขยายตัวของเส้นเลือด โดยในผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการปวดหัวข้างเดียว และมักจะปวดตุบๆ ตามชีพจร บางครั้งมีอาการตาพร่าก่อนปวดหรือขณะปวด ซึ่งอาการตาพร่าที่เป็นลักษณะของไมเกรน จะมีลักษณะเป็นแสงหยักๆ แผ่ขยายจากตรงกลางออกไปด้านข้าง และบางครั้งจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน แต่ในผู้ป่วยบางคนไม่มีอาการปวดหัวครึ่งซีก และไม่มีอาการปวดตุบๆ ถ้าหากมีอาการปวดแบบนี้ไม่ต่างจากปวดเพราะเครียด ซึ่งหมอไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด เพียงแต่พิจารณาดูลักษณะทั่วๆ ไปร่วมกับความถี่ของการปวด หากผู้ป่วยไม่มีลักษณะเป็นคนเครียดและปวดเป็นช่วงๆ ไม่ได้ปวดต่อเนื่องกันทุกวันก็จะวินิจฉัยว่า ผู้ป่วยน่าจะมีแนวโน้มที่จะเป็นไมเกรน
ปวดหัวเรื้อรังแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ?
อาการปวดหัวเรื้อรัง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
- ปวดหัวเรื้อรังแบบเป็นอันตราย
โดยอาการปวดหัวดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุของโรคต่างๆ ถ้าหากมีอาการปวดหัวแบบรุนแรงมากหรือรุนแรงที่สุดในชีวิตที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยมักมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน การได้ยินลดลง หรือชักเกร็ง กระตุก เดินเซ หรือคอแข็ง หรือมีอาการปวดหัวรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน นั่นอาจเป็นอาการของโรคอื่นที่แอบแฝง เช่น เนื้องอกในสมอง มะเร็งสมอง เส้นเลือดสมองโป่งพอง หรือความดันโลหิตสูง เป็นต้น
- ปวดเรื้อรังแบบไม่เป็นอันตราย อาการปวดหัวที่เกิดจาก การปวดหัวไมเกรน ปวดหัวจากความเครียด การใช้ความคิด การนั่งทำงานนานๆ แสงสว่างไม่พอ เกิดความตึงของกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ได้เป็นอันตราย แม้ว่าอาการปวดหัวเรื้อรังจะรักษาไม่หายขาด แต่สามารถป้องกันและทำให้บรรเทาลงได้
ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าอาการปวดหัวซื้อยามากินก็หาย หรือเป็นแค่อาการปวดตึงกล้ามเนื้อ แค่ไปนวดเดี๋ยวอาการก็ดีขึ้น แต่ความจริงแล้วการที่เรารักษาเองอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ใช้ยาเกินขนาดจนส่งผลต่อตับและไต หรือกระทั่งการนวดคลายกล้ามเนื้อที่รุนแรง จนทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเลือดบาดเจ็บกลายเป็นปัญหาปวดหัวเรื้อรัง
สาเหตุของการปวดหัวเกิดจากอะไร ?
อาการปวดหัวมีสาเหตุมาจาก 3 ส่วนใหญ่ ๆ ดังนี้
- อาการปวดหัวแบบปฐมภูมิ
เป็นกลุ่มที่พบบ่อยในกลุ่มอาการปวดหัวจากไมเกรน อาการปวดหัวแบบคลัสเตอร์ เกิดจากระบบรับความรู้สึกในประสาทและสมองเกิดการทำงานผิดปกติ โดยอาการอาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน
- อาการปวดหัวแบบทุติยภูมิ
เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณศีรษะและคอ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในสมอง เช่น เนื้องอกในสมอง หลอดเลือดอุดตันในสมอง และอาจเกิดจากอวัยวะบริเวณรอบ ๆ สมองได้อีกด้วย เช่น ไซนัสอักเสบ เป็นต้น
- อาการปวดหัวจากเส้นประสาทและอื่น ๆ
เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาท เมื่อเกิดการอักเสบจะมีผลต่อใบหน้าทำให้เกิดอาการปวดบริเวณใบหน้าอย่างรุนแรง
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์ด่วน!
- ปวดศีรษะรุนแรงขึ้นแบบทันทีทันใด
- ปวดศีรษะพร้อมกับมีไข้และคอแข็งร่วมด้วย
- ปวดศีรษะร่วมกับอาการทางระบบประสาทผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรง เดินเซ ปากเบี้ยว เป็นต้น
- อาการปวดศีรษะในผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV
- ปวดศีรษะมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ตอบสนองต่อการรักษา อาการปวดหัวเรื้อรังสามารถรักษาได้หรือไม่ ?
ในการรักษาอาการปวดหัวเรื้อรังนั้นสามารถแบ่งได้ตามความรุนแรง หากพบว่าปวดหัวเรื้อรังเบื้องต้นแพทย์ก็จะทำการซักประวัติโดยละเอียด ทำการตรวจร่างกายทั่วไปและทางระบบประสาท หากพบว่าอาการปวดดังกล่าวเป็นอาการที่ไม่ก่ออันตรายแพทย์ก็จะให้ยาแก้ปวด คลายกล้ามเนื้อหรือคลายเครียด และแนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้อาการปวดหัวกำเริบ
ในกรณีที่มีความผิดปกติก็จะมีการตรวจเพิ่มเติม ทั้งการตรวจเลือด การตรวจเอ็กซเรย์ ซึ่งมีทั้งเอ็กซเรย์กะโหลกศีรษะแบบธรรมดาเพื่อดูโพรงไซนัส หรือพิจารณาส่งตรวจด้วยสนามแม่เหล็ก (MRI) ซึ่งจะให้ความละเอียดมากขึ้น
การรักษาโรคปวดศีรษะ
- การรับประทานยา แพทย์จะพิจารณาตามอาการของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะที่เกิดจากไมเกรนแพทย์จะให้รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวด หากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวแบบคลัสเตอร์จะมีการจ่ายยาระงับอาการทางจิต และยาต้านชักร่วมด้วย
- การบำบัด วิธีนี้จะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เช่น การนั่งสมาธิ การนวดบำบัด เป็นต้น
การป้องกันตนเองจากโรคปวดหัว
อาการปวดหัวมักมีเหตุมาจากความเครียด เมื่อเราเครียดจะทำให้นอนไม่หลับ และเกิดการพักผ่อนไม่เพียงพอ การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พยายามไปเครียดจนเกินไป หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด เช่น การอดอาหาร การอดนอน เป็นต้น
อาการปวดหัว เป็นอาการที่พบได้บ่อยเพราะสามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย การดูแลเพียงสุขภาพกายจึงไม่เพียงพอ เพราะเราต้องหันมาดูแลสุขภาพจิตของตัวเราเองให้แจ่มใส ลดความเครียดลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียกับร่างกายในระยะยาว