โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดเปลี่ยนระบบ "กงสี" ของกิจการจีนในไทยจางลง แปรเป็น "บริษัท" และ "ชนชั้นกลาง"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 พ.ย. 2564 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2564 เวลา 01.02 น.
เยาวราชในอดีต

ย้อนรอยจุดเปลี่ยนกงสีของกิจการจีนในไทยในยุคการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อกิจการชาวจีนที่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเคยเป็นแบบครอบครัว ทำไมกลายสภาพเป็นนายจ้างกดค่าตอบแทนลูกจ้างได้

ผลิตผลของสื่อบันเทิงที่เผยแพร่หลายเรื่องทำให้สังคมไทยเริ่มสนใจระบบ “กงสี” มากขึ้น ในสังคมสมัยใหม่ยุคนี้กิจการแบบครอบครัวขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบแบบ “บริษัท” กันเป็นส่วนมากแล้ว แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน การเปลี่ยนแปลงของ “กงสี” กลายเป็น “บริษัท” ส่งผลต่อความสัมพันธ์แบบระหว่างคนในกิจการเช่นกัน

ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้าง แบบ “ครอบครัว”

ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างก่อนทศวรรษ 2500 สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ผู้เขียนหนังสือ “กบฏจีนจน บนถนนพลับพลาไชย” ระบุว่า กิจการจีนยังอยู่ในลักษณะ “กงสี” นายจ้างกับลูกจ้างกินนอนอยู่ด้วยกันเสมือนครอบครัวเดียวกัน

กิจการคนจีนรุ่นเก่าเป็นที่พึ่งพาสำหรับลูกจ้างที่เป็นกลุ่มคนจีนพลัดถิ่น บางรายมีญาติพี่น้องที่พึ่งพิงได้ไม่มากนัก นายจ้างจึงกลายเป็นที่พึ่งพิง ให้ที่พักอาศัย นายจ้างและลูกจ้างร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกัน ส่วนลูกจ้างก็ช่วยงานในบ้านนายจ้าง ความสัมพันธ์เสมือนวิถีแบบครอบครัว

“ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ทำให้คนงานเกิดความรู้สึกเสมือนญาติพี่น้องกับนายจ้าง จิตสำนึกในการทำงานของลูกจ้างจึงเป็นจิตสำนึกของการทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ซึ่งเป็นของคนงานและครอบครัวเดียวกัน”

ยุคพัฒนา

ระหว่าง พ.ศ. 2500-2517 เป็นช่วงที่ไทยต้องรับมือกับความผันผวนในเศรษฐกิจ “ยุคพัฒนา” ช่วงจอมพลสฤษดิ์เข้ามาปกครอง หลากหลายกลุ่มพยายามฉกฉวยโอกาสจากนโยบายส่งเสริม “ทุนนิยมเอกชน” โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์จีน ซึ่งทำให้กลุ่มที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้เปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเองกลายเป็น “เจ้าสัว” (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, 2548) ขณะเดียวกันนักวิจัยบางท่านวิเคราะห์ว่า การส่งเสริมธุรกิจเอกชนก็ทำให้ชนชั้นนำทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย (นิรมล สุธรรมกิจ, 2551)

ผู้คว้าโอกาสและแสวงหาผลกำไรด้วยรูปแบบต่างๆ ได้ก็สามารถประสบความสำเร็จ มีโอกาสเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเอง อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ไม่มีโอกาสและไม่สามารถเข้าถึงโอกาสได้ยังต้องดิ้นรนหาทางเพื่อโอกาสของตัวเอง

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ผู้เขียนหนังสือ “กบฏจีนจน บนถนนพลับพลาไชย” แสดงความคิดเห็นว่า บริบทข้างต้นทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่าง “จีนรวย” กับ “จีนจน”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นอย่างการพัฒนาและเก็งกำไรที่ดิน การไล่ที่ชุมชนแออัดเพื่อนำพื้นที่มาใช้พัฒนาในเชิงพาณิชย์ส่งผลกระทบต่อผู้อาศัยเดิม การไล่ที่บางครั้งเกิดจาก “นายทุนจีน” ไล่ “สามัญชนจีน” ไปจนถึงผลกระทบจากนโยบายรัฐที่เร่งพัฒนาเมือง ส่งผลทำให้สามัญชนที่ไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจเกิดความไม่มั่นคงในชีวิต

ผลจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและคอมมิวนิสต์ในจีน

หลัง พ.ศ. 2500 การพัฒนาเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่มากขึ้น กิจการต้องแข่งขันกันมากขึ้น ปัจจัยอีกประการคือจำนวนผู้อพยพจากจีนก็ลดลงเนื่องจากจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. 2492 เมื่อระบบกงสีไม่สอดคล้องกับยุคสมัย กิจการจำเป็นต้องปรับลักษณะการบริหารมาเป็นรูปแบบ “บริษัท” ตามฉบับตะวันตก (สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์, 2555) สิทธิเทพ อธิบายว่า

“…นายจ้างกับลูกจ้างคือบุคคลสองฝ่ายที่มาทำการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเงินค่าจ้างกับแรงงาน บุคคลทั้งสองฝ่ายจึงมักขัดแย้งและทำการต่อรองระหว่างกัน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ในรูปแบบบริษัทก็ทำให้นายจ้างลดค่าใช้จ่ายในการดูแลลูกจ้างไปได้มาก”

ความเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ทำให้แม้แต่ญาติของนายจ้างซึ่งมาทำงานด้วยถูกลดฐานะลงกลายเป็น “ลูกจ้าง” ธรรมดา ถูกใช้งานเช่นเดียวกับลูกจ้างคนอื่น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการก็ไม่ถูกบรรทัดฐานทางสังคมจำกัดอีกต่อไป การซื้อขายแรงงานยังเปิดโอกาสให้นายจ้างกดค่าแรงลูกจ้างได้

สภาพแวดล้อมหลัง 2510 ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตึงเครียดขึ้นเมื่อสภาพเศรษฐกิจผันผวน การพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินไปแบบก้าวกระโดด เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ค่าครองชีพเพิ่มสูงอย่างมาก ความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างยิ่งสั่นคลอน

สิทธิเทพ อธิบายว่า  “จีนจน” ซึ่งสามารถพัฒนาตัวเองจนมีกิจการขนาดย่อมเป็นของตัวเองได้ กลุ่มนี้กลายเป็น “ชนชั้้นกลางจีน” พร้อมขยายตัวในทางธุรกิจ ซึ่งกิจการลักษณะนี้ก็ไม่ได้บริหารลักษณะ “กงสี” แต่ใช้ระบบบริหารงานสมัยใหม่แบบตะวันตก ยังมีเพียงบางกลุ่มที่ยังบริหารแบบกึ่งกงสีกึ่งบริษัทอยู่บ้าง

ชนชั้นกลางจีนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องบังคับบุตรหลานให้ละเว้นระบบการศึกษาเพื่อมาช่วยงาน บุตรของกลุ่มนี้ที่มีการศึกษาระดับกลางถึงสูงย่อมสนับสนุนแนวการบริหารแบบสมัยใหม่ หากพ่อแม่ให้ช่วยกิจการ บุตรหลานกลุ่มนี้อยากมีเงินเดือนเก็บส่วนตัว ไม่ใช่เข้ากงสีของครอบครัว (พลศักดิ์ จิรไกรศิริ, 2531)

 

อ้างอิง: 

พลศักดิ์ จิรไกรศิริ. บูรณาการของเยาวชนจีนในประเทศไทย : การเมือง การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนา. กรุงเทพฯ : ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2531. หน้า 128

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และคณะ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548

นิรมล สุธรรมกิจ. สังคมกับเศรษฐกิจ : กรณีศึกษาประเทศไทย (พ.ศ. 2500-2545). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551. หน้า 114-115

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์. กบฏจีนจน “บนถนนพลับพลาไชย”.กรุงเทพฯ : มติชน, 2555. หน้า 100

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 ตุลาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...