โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปีแห่งเทคโนโลยี "ดิสรัปชั่น" ไทยแลนด์ 4.0 หรือ 0.4

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 02.42 น.

นอกจากสตาร์ตอัพ, ดิจิทัลอีโคโนมี และไทยแลนด์ 4.0 แล้ว เรื่องเทคโนโลยีดิสรัปชั่นก็เป็นสิ่งที่พูดถึงกันมากในบ้านเรา เพราะในยุคสมัย “ปลาเร็ว กินปลาช้า” ไม่มีธุรกิจไหนหนีพ้นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งปรับตัวปรับองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี หากคิดจะอยู่ให้รอด และแข่งขันได้ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล

องค์กรต่าง ๆ ในหลายอุตสาหกรรมจึงตื่นตัวทรานส์ฟอร์มองค์กรเข้าสู่ “ดิจิทัล” อย่างขะมักเขม้น

ทรานส์ฟอร์มไม่ง่ายแต่ต้องทำ

เห็นตัวอย่างกันมาไม่น้อยในหลายธุรกิจ บริษัทที่เคยใหญ่ ปรับตัวไม่ทันล้มครืนไปกับคลื่นดิจิทัลก็มาก ในบ้านเราที่เห็นชัดน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ และบรอดแคสต์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปเสพสื่อผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนมากกว่าบนกระดาษหรือจอทีวี

“นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี” กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการบริหารเทคโนโลยี กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าในสิบปีข้างหน้า 50% ของบริษัทในกลุ่มดัชนี S&P จะหายไปถ้าไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคตได้ บริษัทที่ใหญ่สุดในอเมริกามีความชัดเจนเรื่องการสร้างนวัตกรรม ดังนั้นจะเห็นว่าทุกบริษัทที่จะอยู่ได้ต้องสร้างนวัตกรรม และต้องเร่งสร้างอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งความคาดหวังของนักลงทุนเปลี่ยนไป จากในอดีตที่ขึ้นกับประสิทธิภาพของบริษัท เช่น รายได้เมื่อเทียบต้นทุน, มูลค่าหนี้เสีย แต่ปัจจุบันมองโอกาสเติบโตในอนาคต (future value) มากกว่าผลประกอบการปัจจุบัน เช่น อูเบอร์แม้ยังไม่ทำกำไร แต่มูลค่าบริษัทกลับสูงมาก เนื่องจากจำนวนผู้ใช้งาน

“บริษัทต่าง ๆ มีการจัดตั้ง VC ลงทุนในสตาร์ตอัพ โดยในปี 2012-2016 อัตราการเติบโตสะสมต่อปีสูงถึง 143% และจะเห็นการแข่งขันให้บริการด้านดิจิทัล โดยเฉพาะแบงก์ ขณะที่ภาครัฐก็สนับสนุนผู้บริโภคให้ใช้บริการ เช่น พร้อมเพย์, คิวอาร์โค้ด, แซนด์บอกซ์ เป็นต้น ซึ่งในไทยผู้บริโภคตื่นตัวกับเทคโนโลยี และพร้อมตอบรับ องค์กรต่าง ๆ จึงควรต้องสร้างนวัตกรรม ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องใหม่เท่านั้น สิ่งที่ธุรกิจทำในปัจจุบันก็นำนวัตกรรมมาใช้ให้เติบโตเป็นเอสเคิร์ฟใหม่ได้”

ดังนั้นบริษัทควรลงทุนกับสิ่งใหม่ โดยการทรานส์ฟอร์มอาจไม่ใช่เรื่องง่ายจึงอย่ายึดติดว่าต้องคิดเองทำเองทุกอย่าง การพาร์ตเนอร์เป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มส์เพื่อช่วยให้บริษัทเดินหน้าได้เร็ว เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าอยู่กับบริษัท

“องค์กรต่าง ๆ ตื่นตัวที่จะทรานส์ฟอร์มเเต่อาจยังไม่เห็นเม็ดเงินจากการเปลี่ยนแปลงจึงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ อย่างไลน์เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างอีโคซิสเต็มส์ที่โดยประสบความสำเร็จจากคอร์บิสซิเนส คือ แชต และพาร์ตเนอร์กับบริการอื่น ๆ เพื่อให้บริการบนแพลตฟอร์มตนเอง เช่น ไลน์แมน หรือเซ็นทรัลที่จับมือกับเจดีดอทคอม ทำอีคอมเมิร์ซ”

อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน แต่มีอุปสรรคด้านกฎหมายทำให้ 74% ขององค์กรธุรกิจต้องหยุดแผนขยายธุรกิจ เนื่องจากติดข้อกฎหมายแต่ละประเทศ และอาจเป็นตัวกั้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ไร้พรมแดนจึงต้องหาจุดกลางสร้างสมดุลทั้ง 2 ด้าน โดยองค์กรควรทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อช่วยออกกฎที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรม

3 ยักษ์ “มือถือ” แข่งไม่รู้จบ

ในสังเวียนธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ปีนี้ก็นับเป็นอีกปีที่แข่งขันกันรุนแรง โดยต่างมีจุดยืนต่างกันไป อย่างพี่ใหญ่เบอร์หนึ่ง “เอไอเอส” ชัดเจนว่าเน้นเรื่องคอนเทนต์เต็มสตรีม ดังจะเห็นได้จากการจับมือกับผู้ให้บริการคอนเทนต์ยักษ์ใหญ่ตั้งแต่เอชบีโอ, เน็ตฟลิกซ์ และการพัฒนาบริการดิจิทัลด้านอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ย้ำจุดยืนที่ต้องการมุ่งไปสู่การเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล ขณะที่ “ทรูมูฟเอช” ก็เร่งเกมหนักมากจนสามารถแซงขึ้นมาเป็นมือวางอันดับสองในแง่ฐานลูกค้าแทน “ดีแทค” ได้สำเร็จ จากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2559 เมื่อต้นปี 2560

ฟาก “ดีแทค” เลิกพูดถึงจำนวนฐานลูกค้า และหันไปสร้างโพซิชันนิ่งใหม่ โดยระบุว่าต้องการเป็นแบรนด์ “ดิจิทัล” อันดับหนึ่ง ทั้งดิสรัปตนเองด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่ “ไลน์ โมบาย” (LINE MOBILE) มีทีมงานเป็นอิสระนัยว่าเพื่อให้เอื้อต่อการคิดนอกกรอบ และสร้างบริการที่ตอบสนองผู้บริโภคได้ดีกว่าก็ว่ากันไป

“สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมดุเดือดทุกปี ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์มาก แม้จะมีผู้ประกอบการแค่ 3 ราย แต่แข่งรุนแรง ทั้งในเชิงอัตราค่าบริการ, การรับภาระค่าเครื่องให้ลูกค้า และการพัฒนาคุณภาพโครงข่าย และการบริการ ไม่ว่าจะมีสัมปทานของผู้ให้บริการบางรายกำลังจะสิ้นสุดเร็ว ๆ นี้ ก็ไม่ได้เกิดการแย่งลูกค้าอะไรมาก เพราะลูกค้าจะเลือกข้อเสนอที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ส่วนสีสันการตลาดใหม่ ๆ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก ถ้ามีบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ เช่น ในประเทศจีนไม่ได้ใช้มือถือแค่พูดคุยหรือใช้โซเชียลมีเดีย แต่ใช้จ่ายเงินซื้อขายสินค้าทุกอย่างผ่านแอปพลิเคชั่น “วีแชต”

“เวลานี้เชื่อว่าผู้บริโภคไทยพร้อมแล้ว เพราะผู้บริโภคไทยตอบรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เร็วมาก แต่ยังใช้ประโยชน์น้อยกว่าประเทศอื่น อย่างผู้บริโภคจีนไม่ได้แอดวานซ์กว่าไทย แต่นำบริการต่าง ๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า ขนาดผู้สูงอายุยังทำได้ ฉะนั้นตลาดเมืองไทยก็ยังคงปราบเซียน โมบายเพย์เม้นท์พูดกันมาเป็นสิบปี แต่ยังไม่ค่อยใช้เท่าไรจึงเป็นความท้าทาย ผมเชื่อว่าดิจิทัลเซอร์วิสที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้จะเป็นผู้ชนะ ทั้งเรื่องคอนเทนต์, โมบายเพย์เม้นท์, อินเทอร์เน็ตออฟทิงส์ (IOT) เป็นหน้าที่เราที่ต้องหาให้เจอ”

สมรภูมิอีคอมเมิร์ซดุเดือด

แม้ว่าปี 2559 ความเคลื่อนไหวในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยจะคึกคักอย่างยิ่ง ตั้งแต่การประกาศเข้าซื้อ Lazada ของยักษ์ใหญ่จากเมืองจีนที่ชื่อ “อาลีบาบา” พ่วงด้วยการประกาศความร่วมมือระหว่าง Ant Financial Service กับ Ascend Money ในเครือ ซี.พี.ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจในไทย และการที่เซ็นทรัลกรุ๊ปเข้าซื้อกิจการของ Zalora เว็บอีคอมเมิร์ซด้านแฟชั่นในประเทศไทยและเวียดนาม

แต่ดีกรีความร้อนแรงในตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยิ่งร้อนแรงขึ้นในปี 2560 ประเดิมเปิดปีด้วยการบุกตลาดไทยของออนไลน์มาร์เก็ตเพลซจากเกาหลีใต้ “อีเลฟเว่น สตรีต” (11 Street) ที่แม้จะเป็นน้องใหม่ แต่วันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 16 ก.พ. 2560 ก็พาซุปตาร์ “ซง จุงกิ” โอปป้าสุดฮอตมาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ พร้อมประกาศทุ่มงบฯตลาดทันที 300 ล้านบาท และเทต่อเนื่อง จนเกิดกระแสให้บรรดาอีมาร์เก็ตเพลซอื่น ๆ ต้องคิดหาพรีเซ็นเตอร์ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ สำหรับร่วมแคมเปญต่าง ๆ โดย “Shopee” อีมาร์เก็ตเพลซจากค่ายเกมออนไลน์ดัง “การีน่า” ต้องทุ่มงบฯให้ “ญาญ่า-ณเดชน์” มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ขณะที่เจ้าใหญ่อย่าง Lazada ยังคงใช้ “น้อง Laz” มาสคอตเหมือนเดิม

ยิ่งเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังยิ่งร้อนแรง เริ่มตั้งแต่การประกาศลงทุนเพิ่มใน Lazada ของอาลีบาบา อีก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ขยับสัดส่วนหุ้นจาก 51% เป็น 83% รวมแล้วมีเงินทุนของอาลีบาบาใน Lazada 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นการประกาศชัดว่าบุกตลาดอาเซียนเต็มสูบไม่มีถอย

แถมมาร์เก็ตเพลซในเครืออาลีบาบาอย่าง “เถาเป่า” (Taobao) ยังประกาศรุกหนักในอาเซียน หลังจากเปิดให้บริการไปแล้วในสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2560 ได้เปิดวางขายสินค้าผ่าน Lazada ในไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งเตรียมตั้งโกดังสินค้าในไทยเอง เพื่อย่นระยะเวลาขนส่ง คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการในปี 2561

ฟาก JD.com อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซในจีนก็ประกาศบุกไทยแน่นอน โดยเปิดตัวพันธมิตรคือเซ็นทรัลกรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกฝั่งไทย ด้วยการร่วมทุนมูลค่า 17,500 ล้านบาท เพื่อร่วมกันทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและฟินเทคในไทย ซึ่ง Jd.co.th จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการราวไตรมาสที่ 2 ปี 2561

ขณะที่เซ็นทรัลกรุ๊ปเองก็ประกาศเปลี่ยนชื่อ Zalora ที่ซื้อมาเป็น LOOKSI เพื่อขจัดปัญหาเรื่องผู้บริโภคสับสนกับแบรนด์คู่แข่ง ทั้งยังลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาในทุกช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ภายในเครือเซ็นทรัลทั้งหมด ตั้งเป้าให้อีก 5 ปี ยอดขายออนไลน์ของทั้งเครือจะขยับเป็น 15% จากปัจจุบันที่มีเพียง 1%

ด้านยักษ์ใหญ่จากฝั่งอเมริกาอย่าง Amazon แม้ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะบุกตลาดไทยเมื่อใด แต่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วในสิงคโปร์เมื่อ 27 ก.ค. 2560 เริ่มจากบริการส่งด่วน Prime Now

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...