โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

รายได้เท่านี้กู้ได้เท่าไร เทคนิคคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้าน

DDproperty

เผยแพร่ 23 ก.พ. 2564 เวลา 08.48 น.
รายได้เท่านี้กู้ได้เท่าไร เทคนิคคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้าน

คำถามสุดฮิตของผู้ซื้อบ้านทุกยุคทุกสมัยคือ “รายได้เท่านี้กู้ได้เท่าไร” เนื่องจากกังวลตนเองจะผ่อนชำระสินเชื่อบ้านไม่ไหว หรือเป็นภาระที่หนักจนเกินไป ลองมาไขข้อข้องใจ พร้อมวิธีคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้าน เพื่อประมาณวงเงินกู้ให้ใกล้เคียงธนาคารมากที่สุด ซึ่งนำไปใช้ได้จริงด้วยเครื่องคิดเลขธรรมดา

ความสามารถในการกู้ของผู้กู้แต่ละรายนั้น ปัจจัยสำคัญที่ธนาคารพิจารณาเพื่อกำหนดวงเงินกู้สินเชื่อบ้านก็คือความสามารถทางการเงินของตัวผู้กู้ โดยที่ธนาคารประเมินความสามารถทางการเงินจากรายได้ของผู้กู้ และหนี้สินของผู้กู้ในกรณีที่ผู้กู้มีภาระหนี้ที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระ ดังนั้นผู้กู้จะสามารถประมาณการวงเงินกู้ที่จะได้รับได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

DDproperty Tip ปัจจัยสำคัญที่ธนาคารพิจารณาเพื่อกำหนดวงเงินกู้สินเชื่อบ้านและประเมินความสามารถทางการเงินของผู้กู้

  • ประมาณการรายได้
  • ประมาณการหนี้สิน
  • ประเมินความสามารถทางการเงิน
  • ประมาณการวงเงินกู้

 

ขั้นตอนที่ 1 ประมาณการรายได้ “รายรับใดบ้างที่ธนาคารนับเป็นรายได้”

นอกจากรายได้ที่เป็นเงินเดือนของผู้กู้แล้ว ธนาคารยังพิจารณารายได้อื่น ๆ ที่ผู้กู้ได้รับด้วย เนื่องจากสินเชื่อบ้านเป็นหนี้ที่มีภาระการผ่อนรายเดือน ธนาคารจึงพิจารณารายได้ในแต่ละเดือนของผู้ขอสินเชื่อ โดยธนาคารจะแบ่งที่มาของรายได้ออกเป็น 2 ประเภทตามแหล่งที่มาของรายได้ ได้แก่ รายได้คงที่ และรายได้ไม่คงที่

1. รายได้คงที่ คือ รายได้ที่จะได้รับอย่างแน่นอน เช่น เงินเดือน โบนัสประจำ (Fix Bonus) เป็นต้น

2. รายได้ไม่คงที่ คือ รายได้ที่อาจจะได้รับหรือไม่ได้รับก็ได้ และจำนวนที่จะได้รับมีความแปรผันจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น โบนัส (Variable Bonus) เบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา (OT) ยอดขายสินค้า (Commission, Incentive) ค่าบริการ (Service Charge) เบี้ยเลี้ยง เป็นต้น

แม้ว่าธนาคารจะยอมรับรายรับต่าง ๆ ข้างต้น ทั้งรายได้ประเภทคงที่และรายได้ประเภทไม่คงที่ แต่ธนาคารก็พิจารณานับเป็นรายได้ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ตามการประเมินความแน่นอนของรายได้ซึ่งกำหนดโดยฝ่ายอนุมัติสินเชื่อของแต่ละธนาคาร

รายรับ สัดส่วน% เงื่อนไข เงินเดือน 100% แสดงสลิปเงินเดือนและหนังสือรับรองเงินเดือน

ค่าตำแหน่ง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเบี้ยประชุม ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์

100% กรณีที่ระบุลงในสลิปเงินเดือนเป็นรายได้คิดที่ 100% กรณีที่รายได้ไม่คงที่ใช้ค่าเฉลี่ย 6 เดือน (ไม่นับรายได้ที่สำรองจ่ายแล้วบริษัทจ่ายคืนให้ภายหลัง) โบนัส 100%

Fixed Bonus แสดงสลิปเงินเดือนในเดือนที่มีการจ่ายโบนัสต่อเนื่อง 3 ปี และหนังสือรับรองการจ่ายโบนัส (ถ้ามี)

  70-100% Variable Bonus คำนวณเฉลี่ย 3 ปี คิด 100% หรือ โบนัสปีล่าสุด คิด 70% Commission, Incentive, Service Charge, OT 50-80% กำหนดสัดส่วนโดยกลุ่มอุตสาหกรรม คิดค่าเฉลี่ย 6 เดือน แล้วคิดที่ 50-80% ตามแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม เฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวซึ่งมีความผันผวนสูง คิดที่ 50% นอกเหนือจากนั้นคิดที่ 80%

*สัดส่วนและเงื่อนไขการนับรายได้นี้แตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคารจะกำหนด ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ในทุก ๆ กรณี ผู้กู้โปรดสอบถามธนาคารอีกครั้ง

*สำหรับผู้สนใจกู้ซื้อบ้านสามารถอัพเดทอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านประจำเดือนล่าสุด คลิกดูได้ที่นี่

ตัวอย่างการประมาณการรายได้

คุณ A ผู้จัดการฝ่ายตลาด บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง เงินเดือน 40,000 บาท มีค่าน้ำมัน 2,000 บาท และค่าโทรศัพท์อีกเดือนละ 1,000 บาท ระบุในสลิปเงินเดือน แต่ละปีมีโบนัสตามผลประกอบการบริษัทย้อนหลังไป 3 ปี คือ 10 เดือน 8 เดือน และ 9 เดือนตามลำดับ นอกจากนี้ยังมี OT ย้อนหลัง 6 เดือน ดังนี้ 2,600 บาท 3,300 บาท 1,600 บาท 2,400 บาท 2,900 บาท 3,100 บาท ประมาณการรายได้ คุณ A ได้ดังนี้

รายการรายรับ (ต่อเดือน) ประมาณการรายได้ (ต่อเดือน)  เงินเดือน 40,000 บาท  100% = 40,000 บาท

 โบนัส
 ปีที่ 1= 10 เดือน , ปีที่ 2= 8 เดือน ,ปีที่ 3= 7 เดือน

 เฉลี่ย 3 ปี = (10 8 7)÷3 = 8.3 เดือน
เป็นจำนวนเงิน (40,000 x 8.3) = 332,000 บาท

 คิดเป็นต่อเดือน 332,000/12 = 27,666 บาท

เนื่องจากผู้กู้ยื่นเอกสารสลิปเงินเดือน เดือนที่มีโบนัสย้อนหลัง 3 ปี จึงคิดเป็นรายได้ที่สัดส่วน 100% จากค่าเฉลี่ย 3 ปี =27,666 บาท  ค่าน้ำมัน 2,000 บาท  คิดเป็นรายได้ 100% เนื่องจากแสดงรายรับ(ค่าน้ำมัน)ในสลิปเงินเดือน = 2,000 บาท  ค่าโทรศัพท์ 1,000 บาท  คิดเป็นรายได้ 100% เนื่องแสดงรายรับ(ค่าโทรศัพท์)ในสลิปเงินเดือน = 1,000 บาท

 OT (ค่าล่วงเวลา)

 เดือนที่ 1= 2,600 บาท
 เดือนที่ 2= 3,300 บาท
 เดือนที่ 3= 1,600 บาท
 เดือนที่ 4= 2,400 บาท
 เดือนที่ 5= 2,900 บาท
 เดือนที่ 6= 3,100 บาท

 เฉลี่ยต่อเดือน = 2,650 บาท

 เนื่องจากผู้กู้อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตามเงื่อนไขกำหนดให้คิดรายได้ 50% = 1,325 บาท

 รวมประมาณการรายได้

 (40,000 27,666 2,000 1,000 1,325) = 71,991 บาท

เมื่อประมาณการรายได้ด้วยสัดส่วนและเงื่อนไขของธนาคารแล้ว คุณ A มีรายได้ 71,991 บาทต่อเดือน หากคุณ A ไม่มีภาระหนี้สินใด ๆ ก็สามารถนำจำนวนรายได้ที่คำนวณได้นี้ไปหาความสามารถในการกู้ได้เลย แต่ถ้ามีสินเชื่อที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระก็จำเป็นที่จะต้องประมาณการหนี้สินก่อน

 

ขั้นตอนที่ 2 ประมาณการหนี้สิน หนี้สินใดบ้างที่ธนาคารให้ความสนใจ และประมาณภาระหนี้อย่างไร

ขณะเดียวกันสิ่งที่ธนาคารประเมินไปพร้อม ๆ กับรายได้ก็คือ "การใช้จ่ายของผู้กู้" ในลักษณะของการใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะการจ่ายไปเพื่อใช้หนี้ให้เจ้าหนี้

ลองจินตนาการว่าตัวคุณเป็นเจ้าหนี้ คุณอยากจะให้ใครยืมเงินระหว่างคนที่ยืมเงินคนอื่นไปทั่วมีเจ้าหนี้หลายเจ้ากับคนที่มีเจ้าหนี้เพียงไม่กี่เจ้า หรือระหว่างคนที่มีหนี้จำนวนเงินเยอะ ๆ กับจำนวนน้อย ๆ ธนาคารก็ต้องการลูกหนี้ในลักษณะเดียวกัน จึงมีการพิจารณาหนี้สินที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระในแต่ละเดือนดังนี้

 

รายจ่ายชำระหนี้ สัดส่วน% เงื่อนไข ผ่อนบ้าน 100% จากอัตราผ่อนแต่ละเดือน หากเหลือ 3 งวดสุดท้ายไม่นำมาคิด ผ่อนรถยนต์ 100% จากอัตราผ่อนแต่ละเดือน หากเหลือ 3 งวดสุดท้ายไม่นำมาคิด บัตรเครดิต 10% จากยอดหนี้คงเหลือล่าสุด บัตรกดเงินสด 5% จากยอดหนี้คงเหลือล่าสุด

*สัดส่วนและเงื่อนไขการนับรายจ่ายเพื่อชำระหนี้นี้แตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคารจะกำหนด ไม่สามารถใช้อ้างอิงได้ในทุกกรณี โปรดสอบถามธนาคารอีกครั้ง

ตัวอย่างการประมาณการหนี้สิน

นอกจากรายได้ตามรายละเอียดข้างต้น คุณ A ยังมีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนดังนี้ ผ่อนบ้านเดือนละ 21,000 บาท ยอดหนี้คงเหลือ 8 แสนบาท ผ่อนรถยนต์เดือนละ 15,000 บาท ยอดหนี้คงเหลือ 30,000 บาท และยอดหนี้บัตรเครดิต 70,000 บาท ประมาณการภาระหนี้สินของคุณ A ได้ดังนี้

 

 รายจ่ายภาระหนี้  (ต่อเดือน)  ประมาณการรายจ่ายภาระหนี้ (ต่อเดือน)  ผ่อนบ้าน 21,000 บาท 100% = 21,000 บาท  ผ่อนรถ 15,000 บาท

คิดเป็นรายจ่ายภาระหนี้ 100%

แต่ยอดหนี้คงเหลือ 30,000 บาท แสดงว่าเหลือผ่อนเพียง 2 งวด จึงไม่นำมาคิดรายจ่ายภาระหนี้ = 0

 บัตรเครดิต 70,000 บาท  คิดเป็นรายจ่ายภาระหนี้ 10% จากยอดหนี้คงเหลือล่าสุด คิดเป็นรายจ่ายภาระหนี้ = 7,000 บาท

 รวมประมาณการรายจ่าย

 (21,000 7,000) = 28,000 บาท

 

จากการประมาณการหนี้สินของคุณ A ทำให้ทราบว่าในแต่ละเดือนนั้น คุณ A มีรายจ่ายจากภาระหนี้สินที่อยู่ระหว่างผ่อน ทั้งบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต เฉพาะที่คิดเป็นรายจ่ายภาระหนี้ที่เข้าเงื่อนไขก็ตกเดือนละ 28,000 บาท

 

ตารางแสดงการคำนวณวงเงินสินเชื่อบ้าน

 

ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความสามารถทางการเงิน

จากการประมาณการรายได้และรายจ่ายจากภาระหนี้สินของผู้กู้แล้ว ธนาคารจะนำทั้ง 2 สิ่งมาประกอบกันเพื่อพิจารณาความสามารถทางการเงินของผู้กู้ โดยภาระหนี้สินทั้งหมด ทั้งหนี้สินระยะยาวอย่างสินเชื่อบ้าน รวมกับหนี้ระยะสั้น ได้แก่ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด แล้วจะต้องไม่เกิน 70% ของรายได้ต่อเดือน ดังนี้

 

การประเมินหาความสามารถทางการเงินจะทำให้ทราบอัตราผ่อนที่เป็นไปได้ที่ผู้กู้จะสามารถผ่อนได้ต่อเดือน โดยธนาคารพาณิชย์มีหลักการในการประเมินความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของลูกหนี้โดยยึดหลักที่ 70% ของรายได้ต่อเดือนของลูกหนี้ ในการคำนวณงวดผ่อนชำระสูงสุดที่ผู้กู้จะสามารถชำระได้

คำนวณความสามารถในการกู้ด้วยตัวเองได้ที่นี่

ตัวอย่างการประเมินความสามารถทางการเงิน

สถานะทางการเงินของคุณ Aจากการประมาณการรายได้ เท่ากับ 71,991 บาท และประมาณการรายจ่ายภาระหนี้ เท่ากับ 28,000 บาท โดยในจำนวนนี้เป็นการผ่อนบ้าน 21,000 บาท คุณ A ยังคงมีความสามารถทางการเงินที่จะกู้ซื้อบ้านอีกหรือไม่ และมีความสามารถเท่าไร

เมื่อพิจารณาหนี้สินทั้งหมด คุณ A จะสามารถรับภาระหนี้โดยรวมทั้งหมดอีกเท่าไร? โดยยอดผ่อนรวมต่อเดือน ไม่เกิน 70% ของรายได้ต่อเดือน โดยคำนวณหา 70% ของรายได้ และหักลบด้วยยอดผ่อนชำระหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้ ดังนี้

[รายได้ x 70%] – หนี้สินทั้งหมด = ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สูงสุด

[71,991 x 70%] – 28,000 = 22,393 บาท

จากการประเมินความสามารถทางการเงินทำให้ทราบรายจ่ายภาระหนี้ที่มีความเป็นไปได้ ที่คุณ A จะสามารถผ่อนชำระเพิ่มจากการกู้บ้านอีกหลัง โดยอัตราผ่อนที่เพิ่มขึ้นจะต้องไม่เกิน 22,393 บาท ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้รวมของคุณ A ในแต่ละเดือนอยู่ในสัดส่วน 70% ของรายได้ต่อเดือน

 

*ในกรณีเดียวกันหากสมุมติให้ คุณ B มีรายได้เท่ากันแต่ไม่มีภาระผ่อนบ้าน ซึ่งธนาคารประเมินรายได้ออกมาเท่ากับคุณ A คือ 71,991 บาท/เดือน การประเมินความสามารถทางการเงินคุณ B จะได้ดังนี้

ความสามารถในการผ่อนทั้งหมด ภาระหนี้ไม่เกิน 70% ของรายได้

71,991 x 70% = 50,393

เมื่อพิจารณาจากรายได้เพียงอย่างเดียว คุณ B มีความสามารถในการรับภาระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนประมาณ 50,300 บาท หรือหากคุณ B มีภาระหนี้บัตรเครดิตอยู่ ในยอดหนี้ 70,000 บาท ซึ่งคิดภาระหนี้บัตรเครดิตที่ 10% ของยอดหนี้เท่ากับ 7,000 บาท หักออกจากความสามารถในการรับภาระหนี้ 50,300-7,000 = 43,300 บาท

"เมื่อเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่าเมื่อไม่มีภาระหนี้จากสินเชื่อบ้านหลังแรก ทำให้คุณ B มีความสามารถทางการเงินมากกว่าคุณ A เกือบเท่าตัว"

 

ขั้นตอนที่ 4 ประมาณการวงเงินกู้

ประมาณการวงเงินกู้เบื้องต้นด้วยอัตราผ่อน 7,000 บาท : วงเงินกู้ 1. ล้านบาท*

จากความสามารถทางการเงินของคุณ A ที่สามารถกู้เพิ่มโดยมีอัตราผ่อนไม่เกิน 22,393 บาท จะกู้ได้ 3.2 ล้านบาทโดยประมาณ คำนวณได้โดย

(ความสามารถในการชำระหนี้ x 1,000,000) ÷ 7,000 = ยอดวงเงินกู้

(22,393 x 1,000,000) ÷ 7,000 = 3.20 ล้านบาท

กรณีคุณ A จากข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ว่า ณ รายได้ และภาระหนี้ในปัจจุบันของคุณ A เมื่อนำมาประเมินความสามารถทางการเงินแล้ว คุณ A จะสามารถขอสินเชื่อบ้านได้อีกในวงเงินไม่เกิน 3.2 ล้านบาท

 

กรณีคุณ B ในขณะที่คุณ B ที่ประเมินความสามารถทางการเงินเท่ากับ อัตราผ่อนไม่เกิน 43,300 บาท  ซึ่งมากกว่าคุณ A เมื่อคำนวณด้วยวิธีเดียวกันจะพบว่า คุณ B สามารถขอสินเชื่อบ้านได้อีกในวงเงินไม่เกิน 6.2 ล้านบาท

 

*การประมาณวงเงินกู้ด้วยอัตราผ่อนเบื้องต้นนี้จะประเมินวงเงินกู้ได้ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งทางธนาคารจะมีตารางเปรียบเทียบอัตราผ่อนที่แตกต่างกันไประหว่างแต่ละช่วงของอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลากู้ ที่คำนวณได้ละเอียดกว่าด้วยซอร์ฟแวร์ของธนาคาร

 

DDproperty Tip 1. หากมีรายได้อื่น ๆ นอกจากเงินเดือน ควรเก็บเอกสารแสดงรายได้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันรายได้ โดยเก็บเอกสารเอาไว้ต่อเนื่อง อย่างน้อย 6 รอบการจ่ายรายหรือ 3 ปี
2. ควรปิดหนี้สินที่อยู่ระหว่างชำระให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มความสามารถทางการเงิน ทำให้สามารถขอวงเงินกู้ได้สูงขึ้น

 

สนใจรับบทความดีดี อัปเดต ข่าวอสังหาริมทรัพย์ และ อ่านคู่มือซื้อขาย พร้อม รีวิวโครงการคอนโดฯ ใหม่ บ้านใหม่ หลากหลายทำเลและราคา รวมถึง ทำความรู้จักกับทำเลฮอตทั่วกรุง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการซื้อ-ขาย-เช่า 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...