โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

การต่อสู้ของ "เคิร์ด" (Kurd) ชาติพันธุ์แห่งตะวันออกกลาง รบเพื่อเอกราช-ปกครองตนเอง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ต.ค. 2567 เวลา 14.21 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2566 เวลา 17.05 น.
ทหารของอิรักเคอร์ดิสถาน (Iraqi Kurdistan) เขตปกครองตนเองโดย Kurdistan Regional Government หรือ KRG ในประเทศอิรัก (Photo by SAFIN HAMED / AFP)

เคิร์ด (Kurd) ชาติพันธุ์คนกลุ่มน้อยในหลายประเทศแถบ “ตะวันออกกลาง” ที่ไร้แผ่นดินของตนเอง อันเป็นผลพวงมาจากจักรวรรดินิยมที่ขีดเส้นแบ่งพรมแดนด้วย “ผลประโยชน์” ซึ่งมิได้คำนึงถึงชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมในท้องถิ่น จนนำผลสืบเนื่องบานปลายมาถึงปัจจุบัน

ชาวเคิร์ดเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณภูมิภาคตะวันออกกลาง บริเวณที่ราบสูงตุรกีและอิหร่าน ตลอดจนที่ราบเมโสโปเตเมียทางตอนเหนือของอิรัก บริเวณที่พวกเขาอาศัยนั้นกว้างขวางครอบคลุมหลายพื้นที่

เนื่องด้วยลักษณะการดำรงชีพในยุคโบราณที่เลี้ยงสัตว์ทั้งแกะและแพะแบบเร่ร่อน จึงพบชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ ไล่เรียงตั้งแต่เทือกเขาทอรัสทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี, เทือกเขาซากรอสของอิหร่านตะวันตก, บางส่วนของภาคเหนือของอิรัก, ซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตก และอาร์เมเนียตะวันตก รวมไปถึง จอร์เจีย คาซัคสถาน เลบานอนเลบานอน และยุโรป ก็มีชาวเคิร์ดบางส่วนอาศัยอยู่เช่นกัน และโดยทั่วไปมักเรียกบริเวณนี้ว่า เคอร์ดิสถาน (Kurdistan) อันมีความหมายว่า “ดินแดนของชาวเคิร์ด”

อย่างไรก็ตาม ชาติพันธ์ุเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลางมิได้มีวัฒนธรรมประเพณีเดียวกันทั้งหมด เนื่องด้วยอิทธิพลและปัจจัยอื่นตลอดระยะเวลายาวนานหลายร้อยหรืออาจหลายพันปี ทำให้ชาวเคิร์ดมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ประเพณี และภาษาถิ่น แต่พวกเขามีอัตลักษณ์ร่วมกันอย่างหนึ่งคือ พวกเขาล้วนเป็นชาติพันธุ์เคิร์ดเช่นเดียวกัน ปัจจุบันประมาณการว่า มีชาวเคิร์ดราว 25-30 ล้านคนในตะวันออกกลาง

มีบันทึกในอารยธรรมเมโสโปเตเมียระบุถึงชนกลุ่มหนึ่งในเขตภูเขา ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นชาวเคิร์ด แต่ไม่มีหลักฐานยืนยัดแน่ชัดว่า ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ทั้งนี้ ชาวเคิร์ดปรากฏบนหน้าประวัติศาสตร์ค่อนข้างชัดเจนที่สุดเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 จากการที่พวกเขาได้หันมานับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี (บางส่วนหันไปนับถือซูฟียฺ และนิกายลับอื่น ๆ)

ปัญหาดินแดนของชาวเคิร์ดมีต้นเหตุมาจากชาติมหาอำนาจที่ตีเส้นแบ่งเขตแดน ซึ่งคำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่าการให้ความสำคัญเรื่องชาติพันธุ์ เป็นการแบ่งเขตด้วยแนวคิดแบบตะวันตก ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมอื่น โดยเฉพาะในเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ที่ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งจะเห็นปัญหานี้ได้ชัดเจนมากกรณีหนึ่งคือในประเทศเมียนมา

สำหรับดินแดนเคอร์ดิสถาน มีการกล่าวถึงในสนธิสัญญา Sèvres (Treaty of Sèvres) หนึ่งในชุดของสนธิสัญญาที่บรรดาประเทศมหาอำนาจกลางลงนาม หลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ถูกยกร่างราว ค.ศ. 1920 เนื้อหาได้ระบุถึงการสลายตัวของจักรวรรดิออตโตมัน ตอนหนึ่งระบุให้ชาวเคิร์ดปกครองดินแดนหรือประเทศเป็นของตนเอง แต่สนธิสัญญาไม่เคยมีการให้สัตตยาบันแต่อย่างใด

ต่อมาใน ค.ศ. 1923 ในสนธิสัญญาโลซาน (Treaty of Lausanne) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสนธิสัญญา Sèvres ชาติมหาอำนาจได้ละทิ้งประเด็นที่จะให้ชาวเคิร์ดปกครองตนเองออกไป “เคอร์ดิสถาน” จึงถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายส่วนในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ชาวเคิร์ดยังคงพยายามเรียกร้องดินแดนของตนมาเสมอ ทำการต่อต้านฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรที่เข้ามาควบคุมดินแดนตะวันออกกลางหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเสมอ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จที่จะสร้างแรงผลักดันมหาศาลที่จะให้ก่อตั้งดินแดนของตนเองให้สำเร็จได้

ปัจจุบัน (ค.ศ. 2019) ชาวเคิร์ดในประเทศตุรกีมีราว 20% ของสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เห็นอกเห็นใจ รัฐบาลพยายามดำเนินนโยบายเลือกปฏิบัติ กีดกันชาวเคิร์ดจากอัตลักษณ์ของพวกเขาเอง งดการเผยแพร่หรือแม้แต่การใช้ภาษาเคิร์ด ไม่ให้สวมใส่เสื้อผ้าของชาวเคิร์ด ให้ตั้งชื่อบุตรเป็นชื่อเติร์ก และพยายามลบชื่อ “เคิร์ด” ออกไป โดยกำหนดพวกเขาเป็นชาวเติร์กเฉกเช่นคนส่วนใหญ่ในประเทศ คือให้เรียกว่า “ชาวเติร์กภูเขา” (Mountain Turks)

นอกจากนี้ รัฐบาลตุรียังสนับสนุนให้ชาวเคิร์ดในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพวกเขาอย่างหนาแน่น ให้ย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ เพื่อทำให้เกิดการเจือจางความเข้มข้นของประชากรชาวเคิร์ดในพื้นที่ลง

ชาวเคิร์ดในตุรกีก่อกบฏเป็นระยะ ๆ นับตั้งแต่ ค.ศ. 1978 อับดุลลาห์ โอคาลัน (Abdullah Öcalan) ได้จัดตั้งพรรคเคอร์ดิสถานกรรมกร (Kurdistan Workers’ Party หรือ PKK) ซึ่งเป็นองค์กรลัทธิมาร์กซ์ มีเป้าหมายเพื่ออิสรภาพของชาวเคิร์ด PKK และรัฐบาลตุรกีสู้รบกันอย่างต่อเนื่องช่วง ค.ศ. 1980-1990 แต่ในที่สุดรัฐบาลตุรกีสามารถจับกุมอับดุลลาห์ โอคาลัน ได้เมื่อ ค.ศ. 1999 นับแต่นั้น PKK ก็ถูกลดทอนบทบาทลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะหันมาต่อสู้แบบกองโจรเมื่อ ค.ศ. 2002 ขณะที่สหภาพยุโรปได้กดดันรัฐบาลตุรกีอย่างหนัก ซึ่งตุรกีไม่สามารถแข็งขืนกับสหภาพยุโรปได้ เพราะต้องการเข้าสมาชิก ดังนั้นรัฐบาลตุรกีจึงผ่อนคลายนโยบายการห้ามใช้ภาษาเคิร์ดลงไปบ้าง

กระทั่งกลุ่ม ISIS เริ่มปฏิบัติการในภูมิภาคแห่งนี้ จึงได้ทำให้รัฐบาลตุรกีเกรงกลัวว่า ชาวเคิร์ดในประเทศจะลุกขึ้นมาติดอาวุธต่อต้านตนอีกครั้ง จากผลพวงที่ชาวเคิร์ดในซีเรียภาคเหนือเข้มแข็งขึ้นมาก รัฐบาลตุรกีจึงทำการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ดำเนินการทางทหาร บุกตอนเหนือของซีเรีย เพื่อทำลายกองกำลังติดอาวุธของชาวเคิร์ดเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2019

สำหรับชาวเคิร์ดในอิหร่าน แม้พวกเขาจะมีตัวตนชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากชื่อจังหวัดเคอร์ดิสถาน (Kordestan) อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอิหร่านยอมรับการมีตัวตนของชาวเคิร์ดในประเทศ แต่พวกเขาได้รับความลำบากมากกว่าชาวเคิร์ดในตุรกี รัฐบาลอิหร่านกดดันชาวเคิร์ดอย่างหนัก เนื่องจากนับถือคนละนิกาย โดยชาวอิหร่านนับถือนิกายชีอะหฺ

ย้อนกลับไปช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดได้ไม่นาน ราวต้น ค.ศ. 1946 อิหร่านยังคงเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ได้พยายามป้องกันอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ดังนั้น สหภาพโซเวียตจึงให้การสนับสนุนชาวเคิร์ดในการจัดตั้งดินแดนบริเวณเมือง Mahābād นำมาสู่การก่อตั้ง Republic of Mahābād เพื่อเป็นการตอบโต้อิหร่านและสหรัฐอเมริกา แต่ภายหลังเมื่อปฏิบัติการของสหภาพโซเวียตในตะวันออกกลางไม่สำเร็จผล Republic of Mahābād ก็ล่มสลายลง ขบวนการเคลื่อนไหวของชาวเคิร์ดในอิหร่านก็อ่อนแอลง

ขณะที่ชาวเคิร์ดในอิรักต่อสู้กับสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่เป็นเจ้าผู้ปกครองอิรัก กระทั่งอิรักได้รับเอกราชแล้ว ชาวเคิร์ดก็ยังคงต่อสู้กับรัฐบาลอิรัก จนนำมาสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ให้ชาวเคิร์ดมีพื้นที่ปกครองตนเอง แต่ชาวเคิร์ดต้องเผชิญการปราบปรามอย่างหนักในช่วงที่ ซัดดัม ฮุสเซน ขึ้นเป็นผู้นำอิรัก

ในสงครามอิรัก-อิหร่าน รัฐบาลอิรักสงสัยว่า ชาวเคิร์ดอยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนอิหร่าน จึงดำเนินการสู้รบและปราบปรามชาวเคิร์ดอย่างหนักหน่วงด้วยอาวุธเคมี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน แต่หลังซัดดัม ฮุสเซน หมดอำนาจลงไป ชาวเคิร์ดในอิรักก็ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา จนสามารถตั้งฐานมั่นคงทางตอนเหนือของอิรักได้

ชาวเคิร์ดไม่เคยประสบความสำเร็จในการยกสถานะให้ชาวเคิร์ดมีดินแดนปกครองตนเอง หรือเป็น “ชาติ” ได้สำเร็จ จะมีเพียงแต่ในอิรักที่พวกเขามีรัฐบาลระดับภูมิภาคที่ชื่อว่า อิรักเคอร์ดิสถาน (Iraqi Kurdistan) เขตปกครองตนเองโดย Kurdistan Regional Government หรือ KRG ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ประสบผลสำเร็จมากที่สุด แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐเอกราชก็ตาม

ปัญหาในตะวันออกกลางในกรณีของชาวเคิร์ดยังคงต้องจับตามองต่อไป เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องอื่นด้วย ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องการปกครองตนเองเป็นประเทศเคอร์ดิสถานเท่านั้น สงครามกลางเมืองในซีเรีย ปัญหา ISIS สงครามศาสนา ความขัดแย้งระหว่างชีอะหฺ-ซุนนี ฯลฯ ล้วนแต่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ชาวเคิร์ดจึงอาจต้องต่อสู้ไปอีกยาวนาน เพื่อสิทธิและเอกราชที่ตนขีดและเขียนขึ้นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Encyclopaedia Britannica. (2019) Kurd. Access 15 October 2019, from https://www.britannica.com/topic/Kurd

Alaa Elassar. (2019). Who are the Kurds and why are they under attack?. Access 15 October 2019, from https://edition.cnn.com/2019/10/09/world/kurds-in-syria-explainer-trnd/index.html

CNN Library. (2019). Kurdish People Fast Facts. Access 15 October 2019, from https://edition.cnn.com/2014/08/18/world/kurdish-people-fast-facts/index.html

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 ตุลาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การต่อสู้ของ “เคิร์ด” (Kurd) ชาติพันธุ์แห่งตะวันออกกลาง รบเพื่อเอกราช-ปกครองตนเอง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...