โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บูมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง เวิร์กฟรอมโฮมดันไทยส่งออก PET FOOD อันดับ 3 โลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ค. 2564 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2564 เวลา 05.50 น.

ไทยเจ๋ง คาดปี 64 ส่งออก “อาหารสัตว์เลี้ยง PET FOOD ติด TOP 3 ตลาดโลก สวนทางในสถานการณ์วิกฤตโควิด ชี้อาหารกระป๋องสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นสินค้าที่มูลค่าการส่งออกมากที่สุดถึง 73% สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป นำเข้ามากสุด ตามด้วย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 19 พฤษภาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ยังคงมีความรุนแรงและแพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้ประชาชนทั่วโลกมีการปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตแบบใหม่ New normal มีการใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่บ้านมากขึ้น (Work From Home) ทำให้สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมวกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการใช้ชีวิต เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวและเพื่อนแก้เหงาตามไปด้วย

ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมีการขยายเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ให้มีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีที่สุดไม่ต่างไปจากตัวเอง โดยหันมาสนใจในอาหารสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งรายงานตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกปี 2020-30: COVID- 19 ผลกระทบและการฟื้นตัวจาก ResearchAndMarkets คาดการณ์ว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกจะเติบโตจาก 74.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2562 เป็น 75.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2563 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 1.3% และเติบโตต่อปีที่ 6% จากปี 2564 และแตะ 88.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2566

กรมปศุสัตว์โดยสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ มีภารกิจหน้าที่ในการกำกับดูแลกระบวนการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet food) เพื่อการส่งออก โดยครอบคลุมการขึ้นทะเบียนรับรองโรงงานผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออก (VCN.) ควบคุมคุณภาพมาตรฐานโรงงานให้มีระบบรับรองการปฏิบัติทางการผลิตที่ดี (GMP) และมีระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (HACCP) การตรวจสอบกระบวนการผลิต และการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง

โดยสอดคล้องตามข้อกำหนดและระเบียบของประเทศคู่ค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้า ซึ่ง ณ ปัจจุบัน (เมษายน 2564) มีจำนวนโรงงานที่ได้รับขึ้นทะเบียนเพื่อการรับรองโรงงานผลิตอาหารสัตว์เพื่อการส่งออกและมีการผลิตส่งออก รวมทั้งสิ้น 82 แห่ง

โดยภาพรวมการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงในปี 2563 มีปริมาณ 535,994,346.47 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 44,792.98 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี 2562 คิดเป็น 22.21% (จากปี 2562 มีปริมาณ 465,717,695.49 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 36,650.74 ล้านบาท) ประเภทอาหารสัตว์ที่ส่งออกประกอบด้วย อาหารสัตว์เลี้ยง (Dog chews) อาหารเม็ดสำหรับสัตว์เลี้ยง (Dry pet food) อาหารกระป๋องสำหรับสัตว์เลี้ยง (Canned pet food) อาหารขบเคี้ยวและอาหารว่างสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet treats) และอาหารเสริมอื่นๆ

โดยพบว่าอาหารกลุ่มประเภทอาหารกระป๋องสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นสินค้าที่มูลค่าการส่งออกมากที่สุดถึง 73% และประเทศคู่ค้าที่นำเข้าหลักคือ สหรัฐอเมริกา (31%) และสหภาพยุโรป (25.38%) และประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น
อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2563 ประเทศที่ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง 5 อันดับแรกของโลก คือ เยอรมัน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ไทย และเนเธอร์แลนด์

สำหรับในปี 2564 นี้ อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงยังคงมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การส่งออกเพียงแค่ช่วง 4 เดือนแรก มีปริมาณรวมแล้ว 240,440,070.10 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 16,736.72 ล้านบาท เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากประเทศไทย ประกอบกับการเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ของคนทั่วโลก

ส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยขยายตัว นับเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่ในปีนี้จะก้าวขึ้นสู่ Top 3 เป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงโลก สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ สวนทางเศรษฐกิจโลกในช่วงวิกฤตการณ์ COVID-19 นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...