โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“หุ้น A-Share” ตลาดแห่งอนาคต ‘New Economy’…กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นใน ‘ดัชนี MSCI Emerging’ !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 01.03 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2564 เวลา 18.42 น.

พลันที่“โจ ไบเดน”กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่46 เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกก็ดูจะพุ่งเป้ากลับมายัง‘ตลาดเกิดใหม่’อีกครั้ง และแน่นอนที่สุดหนึ่งในเป้าหมายหลักในภูมิภาคนี้ก็คือ“จีน”นั่นเอง

รู้หรือไม่ว่า…ปัจจุบัน“กองหุ้นจีน”ถือเป็นกลุ่มกองทุนต่างประเทศที่มีจำนวนมากสุดประเภทหนึ่ง มีจำนวนถึง56 กอง ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันกองทุนที่มีผลงาน‘ดีสุด’ให้ผลตอบแทนสูงถึง49.21%

ในขณะที่กองที่‘แย่สุด’ให้ผลตอบแทน-7.19%หรือต่างกันอยู่56.40%เลยทีเดียว แม้จะเป็น“หุ้นจีน”เหมือนกันก็ตาม !!!

แต่ที่แตกต่าง คือ‘ไส้ใน’หรือ‘ตลาด’ที่แต่ละกองทุนเข้าไปลงทุนนั่นเอง ซึ่งหุ้นจีนที่อยู่ใน‘แผนที่การลงทุน’ของนักลงทุนทั่วโลกในชั่วโมงนี้ คงต้องยกให้กับ“หุ้นA-Share”เป็นหลัก

ในวันนี้ ทีมงาน‘Wealthythai’จะพามาหาคำตอบของความน่าสนใจของตลาดนี้ไปพร้อมๆ กัน

“หุ้นA-Share” ตั้งแต่ต้นปีมา +8.33%…ใกล้เคียง ‘S&P500’ ของสหรัฐ

รู้หรือไมว่า…“หุ้นจีน”เองก็มีหลายตลาด แต่ที่สำคัญๆ และเป็นที่คุ้นหูนักลงทุนไทยหลักๆ ก็จะแบ่งไปตาม‘ตลาด’ที่กองหุ้นจีนเข้าไปลงทุน ได้แก่‘หุ้น H-Share’และ‘หุ้น-A-Share’รวมถึง‘All Share’(คือหุ้นจีนทุกตลาดทั่วโลกนั่นเอง)

ช่วงหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมา ดูตลาดหุ้นทั่วโลกจะตอบรับในเชิงบวก ย้อนมาดูตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 10 พ.ย. 20)หุ้นสหรัNASDAQ” +27.07% “S&P500” + 8.83%

ส่วน“หุ้นจีน”ที่บวกแรงสุด คือA-Share + 8.33%ด้านH-Share -6.88%ในขณะที่‘หุ้นไทย’ -15.87% !!!

อย่าเห็นเพียงแค่กระแสเงินจะไหลกลับมาใน‘ตลาดเกิดใหม่’หากแต่เป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนก็มีการให้น้ำหนัก‘มาก-น้อย’แตกต่างกันออกไปเช่นกัน ใน‘หุ้นจีน’โดยภาพรวมก็ถือว่าดูดี แต่ชั่วโมงนี้ยังไงก็ต้องยกให้‘หุ้น A-Share’เพราะหากคุณเลือกเข้าไปผิดที่ผิดทาง ผลลัพธ์ที่ได้อาจผิดเพี้ยนจากที่คาดหวังไปก็ได้ แม้จะเป็นหุ้นจีนเหมือนกันก็ตาม

แล้ว“หุ้นA-Share”คืออะไร?ก็เป็นหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ (Main Land) ที่อ้างอิงจาก 2 ตลาดหลัก คือ‘เซี่ยงไฮ้’และ‘เสินเจิ้น’นั่นเอง ซื้อขายในสกุลเงิน‘หยวน’หุ้นที่อยู่ในตลาดนี้ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่ม‘New Economy’ที่กำลังเป็นอะไรที่โลกมองหา

ส่วน“หุ้นH-Share” คือ อะไร?ก็เป็นหุ้นจีนเช่นกัน บริษัทจดทะเบียนอยู่ในแผ่นดินใหญ่แต่ไปจดทะเบียนใน‘ฮ่องกง’ซื้อขายในสกุลเงิน‘ฮ่องกงดอลลาร์’

“ถึงตรงนี้คุณก็คงพอมีคำตอบในใจแล้วว่า…ทำไม“กองหุ้นจีน”จึงมีผลงานต่างกันค่อนข้างมาก และแน่นอนกองที่ดีสุดมาจากฝั่ง‘หุ้น A-Share’ในขณะที่กองที่แย่สุดมาจากฝั่ง‘หุ้น H-Share’นั่นเอง”

“หุ้นA-Share” ตลาด ‘New Economy’…ตลาดแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โดย“กุลฉัตร จันทวิมล” รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัดมองว่า แม้ภาพรวมหลังเลือกตั้งสหรัฐ“โจ ไบเดน”มาและตลาดคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาใน‘ตลาดเกิดใหม่’ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้กระจายไปหมดและหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวก็คือ‘จีน’นั่นเอง และตลาดที่น่าสนใจในตอนนี้ก็คือ‘หุ้น A-Share’เพราะเป็นตลาดที่เกี่ยวของกับธุรกิจที่เป็น‘New Economy’เป็นส่วนใหญ่ต่างกับ‘หุ้น H-Share’ที่ยังเป็น‘Old Economy’

ที่สำคัญจีนเองให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมที่จะเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การผลิตขั้นสูง, semiconductor, เทคโนโลยีควอนตัม และ 5G มีมาตรการทางภาษีสนับสนุนการทาวิจัยและบางกลุ่มธุรกิจ โดยลดอัตราภาษีลงจาก ระดับ 25% มาเหลือ 15% รวมถึงผ่อนคลายเกณฑ์การเดินทางเข้า-ออกประเทศ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากต่างประเทศให้มาเริ่มธุรกิจและลงทุนในจีน

กุลฉัตร จันทวิมล

“คุณจะแปลกใจถ้ารู้ว่าจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงสุดในโลกในปี2018 คิดเป็นเม็ดเงินเกือบ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นรองอันดับ1 คือ สหรัฐ เท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าดัชนี MSCI China Index มีน้ำหนักหุ้นในกลุ่ม Consumer Discretionary และ Information Technology เพิ่มขึ้นมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา”

“MSCI” เพิ่มน้ำหนัก ‘หุ้น A-Share’ ในดัชนี MSCI Emerging …ปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก

ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ประกาศแผนเศรษฐกิจฉบับที่ 14 เป็นแผน 5 ปี ที่จะใช้ในปี 2021-2025 ซึ่งเรื่องสำคัญคือการพึ่งพาเทคโนโลยีด้วยตัวเองและพึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมถนนทุกสายจึงมุ่งสู่‘หุ้น A-Share’

ส่วนความกังวลต่อประเด็น‘สงครามการค้า (Trade War)’ระหว่างสหรัฐกับจีนนั้น กุลฉัตร ไม่คิดว่า สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่าช่วง 4 ปีที่ผ่านมาแล้ว ช่วงที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุดน่าจะผ่านไปแล้ว เพราะ‘โจ ไบเดน’เองก็ชัดเจนแล้วว่านโยบายจะเป็นมิตรมากกว่าสมัย ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ นี่ก็เป็นอีกปัจจัยบวกต่อ‘หุ้นจีน’เช่นกัน

“หากมองจากตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของประเทศจีน (PMI) ล่าสุดของจีนในเดือนต.ค.20 อยู่ที่ 51.3 สูงกว่าช่วง COVID-19 ไปแล้ว แสดงสัญญาณที่ดีของเศรษฐกิจจีนว่ามีคนจ้างผลิตและมีคนซื้อ ตัวเลข PMI จึงปรับตัวขึ้นมาดังกล่าว จะเห็นว่าตลอดช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ที่จีนพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศมาพึ่งพิงการบริโภคในประเทศมากขึ้นเป็นผลให้เห็นแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ผ่านมา”

แม้ว่า“หุ้นA-Share”จะปรับตัวขึ้นมาโดดเด่นในกลุ่มหุ้นจีนด้วยกัน แต่นี่เป็นเพียง‘จุดเริ่มต้น’เท่านั้น ตลาดจีนLaggardมานาน โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ การปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้น A-Share ในดัชนี‘MSCI Emerging’จาก5%เป็น20% ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรอาจกินเวลานานหลายปี ดังนั้น ยังจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาใน‘หุ้น A-Share’อย่างต่อเนื่องหลังจากนี้

“บลจ.ยูโอบี” ส่ง‘กอง UCI’ ลุยหุ้นจีน A-Share ขาย IPO วันที่ 12 – 18 พ.ย. 20 นี้

เพื่อเติมเต็มทางเลือกของผู้ลงทุน บริษัทจึงเตรียมเสนอขาย‘กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไชน่า เอ แชร์ อินโนเวชั่น ฟันด์ (UCI)’ระหว่างวันที่12 – 18 พ.ย. 20นี้ กองทุนมีนโยบายลงทุนในกองทุน‘United China A-Shares Innovation Fund–ClassA USD Acc’ซึ่งเป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว กองทุนหลักจัดตั้งและบริหารจัดการโดย‘UOBAssetManagementLtd (Singapore)’โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์

“กองทุนหลักมีมีนโยบายลงทุนในหุ้น A-Share ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มการเติบโตในด้านต่างๆ (trends) โดยกองทุนหลักได้มอบหมายให้‘PingAn Fund Management Company Limited’เป็นผู้บริหารการลงทุน ซึ่ง‘ผิงอัน (PingAn)’ถือเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีนมีธุรกิจที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งแบงก์ ,โบรกเกอร์ หรือบลจ. เป็นต้น องค์ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทในจีนจึงมีค่อนข้างครบถ้วนและมีความใกล้ชิดกับตลาดค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็น‘จุดเด่น’ของกองทุนนี้เลยทีเดียว”

กองทุนหลักมีการบริหารเชิงรุก (Active Management) เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพและมีอนาคตในการเติบโตจากหุ้นในตลาดกว่า 3,000 ตัว ลงมาเหลือ 30 ตัว เพื่อลงทุน ซึ่งจะครอบคลุมทั้งหุ้นขาดใหญ่ประมาณ 40% หุ้นขนาดกลางประมาณ 30% และหุ้นขนาดเล็กอีก 30% ซึ่งถือว่ามีการกระจายตัวของหุ้นค่อนข้างครบถ้วน และจะมีการปรับสมดุลของน้ำหนักตามความเหมาะสม ซึ่งถือเป็นกองหุ้นจีนที่ลงทุนใน ‘หุ้น A-Share’ กองแรกของบริษัทอีกด้วย

“ไปลงทุน‘หุ้น A-Share’นั้นActive Fundน่าจะตอบโจทย์กว่าPassive Fundเพราะตลาดถือว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ สามารถหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) จากความไม่สมบูรณ์ของตลาดได้ แต่การไม่เลือกไปเกาะกับตลาดเลยนั้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงได้เช่นกัน ส่วนในพอร์ตหุ้นจีนนั้น แนะนำให้แบ่งครึ่ง ‘A-Share’ และ ‘H-Share’ อย่างละ 50 – 50 โดยมองการลงทุนระยะยาว3 – 5 ปี ขึ้นไปส่วนภาพรวมของพอร์ตหุ้นสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้สามารถมีหุ้นจีนได้ตั้งแต่30 – 50%

ใครที่มีมุมมองเชิงบวกต่อพื้นฐานเศรษฐกิจของจีน และโอกาสการลงทุนใน “หุ้นจีน” อยู่ เชื่อว่ากลุ่ม ‘กองหุ้นจีน’ น่าจะตอบโจทย์คุณได้ไม่มากก็น้อย และหากใครเชื่อมั่นในธีม New Economy ของ ‘หุ้น A-Share’ แบ่งเงินลงทุนกระจายไปบ้างก็ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสดีๆ ในการลงทุนไปอย่างแน่นอนเพราะชั่วโมงนี้ถ้าคิดจะลงทุนใน “หุ้นจีน”…ก็ต้องคิดถึง‘หุ้น A-Share’

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...