โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส แพทย์ด่านหน้าได้เท่าไหร่? โซเชียลตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการจัดสรรวัคซีนบริจาค

The MATTER

อัพเดต 15 ก.ค. 2564 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 07.24 น. • Brief

นับตั้งแต่มีการยืนยันว่าสหรัฐฯ จะส่งมอบวัคซีน 1.5 ล้านโดสมาให้ไทย หนึ่งในคำถามที่หลายคนต่างสงสัยคือ แพทย์ด่านหน้าจะได้เท่าไหร่?ซึ่งคำถามนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง หลังมีคนตั้งข้อสังเกตว่า วัคซีนบางส่วนของล็อตนี้จะถูกนำไปเข้าร่วมโครงการวิจัยหนึ่ง ซึ่งจะมีการแบ่งวัคซีน Pfizer ไปให้กลุ่มแพทย์ตำแหน่งสูง แทนที่จะนำมาฉีดให้แพทย์ด่านหน้าที่ต้องเจอผู้ป่วยจริงๆ

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นหลังมีอาจารย์แพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่าตัวเองได้เข้าร่วมโครงการวิจัยหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการวิจัยการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและความปลอดภัยหลังรับวัคซีนบุคลากรทางการแพทย์ และตัดสินใจรับวัคซีนไฟเซอร์ สำหรับกระตุ้นเข็มที่ 3 แทนที่จะเป็น AstraZeneca ที่สามารถฉีดได้เลย และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงระหว่างรอวัคซีน Pfizer ที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่

หลังมีการแชร์โพสต์นี้ออกไป เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายจนแฮชแท็ก#ริมน้ำ ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ ผู้ใช้โซเชียลเริ่มตั้งคำถามถึงการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 1.5 ล้านโดสว่าสรุปจะมีการแบ่งสัดส่วนอย่างไรบ้าง และแพทย์ด่านหน้าจะได้รับจริงๆ เท่าไหร่รวมถึงมีการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรวัคซีน และโครงการวิจัยที่ว่านี้ ถึงรายละเอียดทั้งหมด ตั้งแต่หลักเกณฑ์การคัดเลือกอาสาสมัคร ว่าประกอบไปด้วยกลุ่มอาชีพใด จำนวนเท่าไหร่ รวมไปถึงรายงานผลวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจหลักเกณฑ์และการทำงานอย่างชัดเจนขณะที่ประชาชนบางส่วนตั้งคำถามว่า หากวัคซีนไฟเซอร์ ที่นำมาใช้ในโครงการวิจัยเป็นวัคซีนล็อตที่นำเข้าจากสหรัฐฯ การทำอย่างนี้ถือว่าละเมิดมติ ศบค. หรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กรมควบคุมโรคออกประกาศแนวทางบริหารจัดการวัคซีนบริจาคจากต่างประเทศ ซึ่งระบุชัดเจนว่า คนที่เข้าเกณฑ์ฉีดวัคซีนนี้ต้องเป็น บุคลากรแพทย์ด่านหน้า ผู้สูงอายุและผู้มีโรคเรื้อรัง ชาวต่างชาติที่อาศัยในไทย (เน้นผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง) และผู้ที่มีความจำเป็นต้องฉีด ซึ่งไม่มีข้อมูลว่า ‘สำหรับการวิจัย’ ในประกาศนี้

ประกอบกับบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การที่อาสาสมัครในโครงการวิจัยจึงสามารถเลือกได้ว่าจะฉีดวัคซีนชนิดไหน ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วการวิจัยจะไม่ให้กลุ่มทดลองรู้รายละเอียด หรือเลือกวัคซีนเองได้ แท้จริงแล้วจุดประสงค์ของการวิจัยนี้คืออะไรนอกจากนี้ ยังมีบุคลากรแพทย์บางกลุ่มออกมาเปิดเผยว่า แพทย์ด่านหน้าส่วนใหญ่ถูกกระตุ้นให้ฉีดวัคซีน AstraZenaca ก่อน โดยไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะรอไฟเซอร์หรือไม่ และแม้ว่าจะมีการเปิดให้อาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัยดังกล่าวจริง ก็ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะฉีดไฟเซอร์อยู่ดีนี่เป็นเพียงการตั้งขอสังเกตคร่าวๆ จากผู้ใช้โซเชียลมีเดียถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการวิจัย รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการวัคซีน ต้องออกมาตอบคำถามประชาชนให้ชัดเจนและโปร่งใสที่สุด ถึงแนวทางการบริหารไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสเพราะอย่างที่หลายคนรู้กันว่าในเวลานี้ วัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการต้าน COVID-19 กลายพันธุ์อย่างเดลตานั้นมีจำกัด และประชาชนส่วนใหญ่มองว่า หากมีวัคซีนที่ดีเข้ามาควรทุ่มทรัพยากรเหล่านี้ไปให้แพทย์ด่านหน้าที่เจอเคสจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ แพทย์คือหัวใจสำคัญของการต่อสู้กับวิกฤต COVID-19

อ้างอิงจากhttps://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=19493&deptcode=brchttps://www.posttoday.com/social/general/657731https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/948153https://twitter.com/ong_biscuit/status/1415241445703704576https://twitter.com/wirojlak/status/1415335339334402049https://twitter.com/p_dissakul/status/1415186612942557187https://twitter.com/KparadiseK/status/1415251322027200514#Brief#TheMATTER

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...