โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องต้องรู้…ก่อนทำธุรกรรมร่วม

Wealth Me Up

เผยแพร่ 11 ก.พ. 2563 เวลา 03.06 น. • Wealth Me Up

 

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

คนมีคู่ก็มักต้องทำอะไรร่วมกัน ยิ่งเมื่อตกลงปลงใจเป็นคู่ชีวิตกันแล้วมักหนีไม่พ้น“การทำธุรกรรมร่วม” 3 ธุรกรรมฮิตที่คู่รักมักทำร่วมกันมีอะไรบ้าง และมีสิ่งใดที่ต้องรู้บ้าง เรามาพบคำตอบนี้ไปพร้อมกัน

 

เงินฝากร่วม

ไม่ว่าจะเปิดบัญชีร่วมแบบ“และ” หรือ“หรือ” สิ่งที่ตามมาคือเรื่องภาษี โดยขึ้นอยู่กับสถานะทะเบียนสมรส

 

(1) “จด” ทะเบียนสมรส

ดอกเบี้ยที่ได้รับไม่จำเป็นต้องนำไปยื่นภาษีสิ้นปีอีก สรรพากรมองว่าเป็นบัญชีเงินฝากเพื่อใช้สอยในครอบครัว และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว

 

(2) “ไม่จด” ทะเบียนสมรส

ซึ่งตามกฎหมายเสมือนว่าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักมาเปิดบัญชีร่วมกัน ซึ่งสรรพากรไม่สามารถรู้วัตถุประสงค์ของการเปิดบัญชีนี้ได้ จึงมักตั้งสมมติฐานว่าเป็นการเปิดบัญชีเพื่อร่วมกันทำการค้าหรือแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเข้าข่ายเป็น หสม. (ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน)

 

ซึ่ง หสม. มีหน้าที่ต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีร่วม ไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ช่วง ม.ค.-มี.ค. ในปีถัดไป แม้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วก็ตาม

 

กรรมสิทธิ์บ้านร่วม

การถือกรรมสิทธิ์ร่วม ที่หลายคู่มักเชื่อว่าก็เป็นการแสดงความรักความผูกพันที่เหนียวแน่น แต่สิ่งที่ควรรู้และทำต่อมาคือการมีชื่อในทะเบียนบ้านให้ครบทั้งคู่ ซึ่งส่งผลต่อ

 

(1) “ภาษีที่ดิน”

เนื่องจากเกณฑ์การมีชื่อในทะเบียนบ้านเพื่อได้รับยกเว้นภาษีในส่วนของมูลค่า10 หรือ50 ล้านบาทแรก ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในกรณีของการถือกรรมสิทธิ์ร่วม ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าคู่รักจะได้รับสิทธิ์นี้ หากถือกรรมสิทธิ์ บ้าน/คอนโด ร่วมกัน2 คน ก็ควรมีชื่อในทะเบียนบ้านครบทั้ง2 คน

 

(2) “ภาษีขาย”

หากเป็นการขาย บ้าน/คอนโด หลังถือครองมากกว่า5 ปี หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านเกิน1 ปี จะถือว่าเป็นการขายโดยไม่แสวงหากำไร ซึ่งมีภาระภาษีขายที่ต่ำกว่าการขายแบบแสวงหากำไร ซึ่งการมีชื่อในทะเบียนบ้านให้ครบทั้ง2 คน อย่างน้อย1 ปี จะช่วยแสดงเจตนาการอยู่อาศัยที่ชัดเจน ไม่ตั้งใจแสวงหากำไร และลดภาษีขายลงได้

 

กู้บ้านร่วม

หลายคู่รักมักเลือกซื้อ บ้าน/คอนโด ด้วยการกู้ร่วม แต่ก็ต้องแลกกับบางสิ่ง ได้แก่

 

(1) “โอกาสขอกู้ในอนาคต”

เนื่องจากหนึ่งในปัจจัยที่ธนาคารใช้พิจารณาวงเงินกู้ คือ ภาระผ่อนหนี้เทียบกับรายได้ที่มี ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีหรือธนาคารต้องการควบคุมความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ หากเดิมผู้ขอกู้มีการกู้ร่วมโดยผ่อนเดือน10,000 บาท ธนาคารจะพิจารณาเสมือนว่าผู้ขอกู้มีภาระผ่อนอยู่เดือนละ10,000 บาท ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งหรือ5,000 บาท อย่างที่หลายคนเข้าใจ

 

(2) “ความเสี่ยงที่ต้องผ่อนคนเดียว”

หลายคู่ที่กู้ร่วมเพราะต้องการ บ้าน/คอนโด ที่ใหญ่และราคาสูงขึ้นแต่ไม่สามารถกู้คนเดียวได้ ซึ่งความเสี่ยงที่ตามคือ หากอนาคตมีคนหนึ่งขาดรายได้ เช่น ตกงาน เปลี่ยนงาน ประสบอุบัติเหตุจนทุพพลภาพหรือเสียชีวิต ฯลฯ อาจเป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระผ่อนทั้งหมดเพียงคนเดียว

 

ธุรกรรมร่วม ไม่ได้จบแค่ตอนทำธุรกรรม แต่อาจตามมาด้วยภาระ พันธะ และผลกระทบต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ดังนั้นต้องคิดให้รอบด้านก่อนทำธุรกรรมร่วมกัน

 

 

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...