โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตในวิกฤต คือการไม่รู้จักการบริหารวิกฤต / บทความพิเศษ สมชัย ศรีสุทธิยากร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ค. 2564 เวลา 14.07 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2564 เวลา 14.07 น.

บทความพิเศษ

สมชัย ศรีสุทธิยากร

ศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต

 

วิกฤตในวิกฤต

คือการไม่รู้จักการบริหารวิกฤต

 

การแพร่ระบาดของไวรัสอันตราย โควิด-19 น่าจะเป็นวิกฤตที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติในยุคนี้ เพราะนับแต่จุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดในเดือนธันวาคม พ.ศ.2562 (2019) มาจนถึงปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อราว 147 ล้านคน และเสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 3.1 ล้านคนแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 26 เมษายน 2564)

สำหรับในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อกว่า 50,000 ราย เสียชีวิตไปแล้วกว่าหนึ่งร้อยคน และที่ยังอยู่ในภาวะวิกฤตอีกหลายร้อยชีวิต สิ่งที่น่าตระหนกนั้นไม่ใช่เรื่องจำนวน แต่กลับมาจากการที่รัฐบาลในฐานะผู้บริหารสถานการณ์วิกฤตที่ไม่สามารถมีมาตรการที่ทันต่อสถานการณ์ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือแก่ประชาชนในประเทศ กลายเป็นภาวะตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนจนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาลมิใช่น้อย

คำชี้แจงจากรัฐบาล หรือแม้แต่การแถลงของนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์กลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาขยายต่อในเชิงลบ

หรือการบริหารวิกฤตของรัฐบาลชุดนี้อยู่ในภาวะวิกฤต

 

ประเทศไม่ได้ขาดทรัพยากร

รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2563 เป็นวงเงินมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท แม้จะได้รับคำวิจารณ์ว่าจะเป็นสร้างหนี้ให้กับคนไทยในอนาคต แต่หลายฝ่ายก็ยอมรับว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ

ในด้านการใช้อำนาจตามกฎหมายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 รัฐบาลโดยมติของคณะรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2563 และมีมติต่ออายุมาเรื่อยๆ รวม 11 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดให้มีผลถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 และนอกจากนี้ รัฐบาลยังมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยคำเสนอแนะของคณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัด สามารถสั่งการใดๆ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน หรือระงับยับยั้งการเกิดโรคระบาดได้ตามสมควรอย่างเป็นอิสระ

ทางการแพทย์ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลกในการประเมินดัชนีการดูแลสุขภาพ (Health Care Index) ที่ประเมินโดย NUMBEO โดยเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย รองจาก ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น

หากแต่เงินมี กฎหมายให้อำนาจ ระบบสาธารณสุขพร้อม ข้าราชการทั้งแผ่นดินบังคับบัญชาได้ แต่ยังไม่สามารถจัดการภาวะวิกฤตได้ดี

 

หลักของ 5 P

ที่ทดสอบความสามารถในการจัดการ

หลักพื้นฐานของการบริหารในภาวะวิกฤต (Crisis Management) คือหลักของ 5 P (5 Ps Principles for Crisis Management) ได้แก่ Predict, Prepare, Prevent, Perform, Post-action หรือการทำนาย การจัดเตรียม การป้องกัน การปฏิบัติ และการติดตามผลการดำเนินการ

การทำนาย (Predict) หรือการพยากรณ์อย่างถูกต้องใกล้เคียงย่อมนำไปสู่การวางแผนที่ถูกต้องในการจัดเตรียมและป้องกันวิกฤตต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ทำให้เราสามารถรู้ว่าควรใช้ทรัพยากรที่มีลงไปสนับสนุนเรื่องใด จัดเตรียมเรื่องใดเป็นลำดับความสำคัญก่อนหลัง

หากคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาได้ถูกต้อง จำนวนเตียงหรือเตียงสนามต้องมีจำนวนที่เพียงพอมิให้ต้องเป็นกังวล จำนวนยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ต้องไม่ขาดแคลน

ในด้านการจัดเตรียม (Prepare) หากบริหารจัดการดีต้องรู้ว่าทุกเรื่องของกระบวนการทำงานนั้นต้องใช้เวลา วัคซีนต้องเจรจา ต้องทำสัญญา ต้องรอเวลาการส่งมอบ การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างต้องมีระยะเวลาในการจัดหาและต้องเผื่อแผนสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด บางทีอาจต้องยอมที่จะให้มีการดำเนินการซ้ำซ้อน (redundancy) เช่น เจรจาหาวัคซีนแบบคู่ขนานจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหา

สำหรับการป้องกัน (Prevent) นั้น ต้องยอมรับว่าเราทำได้ดี โดยสามารถสร้างความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันการกระจายของโรคได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบของการระบาด กลับเป็นความไม่ระมัดระวังหรือขาดความรับผิดชอบจากหน่วยงานภาครัฐหรือจากกลุ่มอภิสิทธิ์ชนเสียมากกว่า เช่น กรณีการระบาดจากสนามมวย กรณีแรงงานพม่าที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย จนถึงกรณีสุดท้ายของการสังสรรค์ของผู้มีฐานะในสังคม

การป้องกันที่ดีจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือทุกฝ่าย มิใช่ให้ประชาชนร่วมมือแต่เหล่าอภิสิทธิ์ชนมีข้อยกเว้น

 

การปฏิบัติแบบราชการที่เป็นปัญหา

มองในมุมของการปฏิบัติ (Perform) ดูน่าจะเป็นปัญหายิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะกลไกการทำงานในระบบราชการเป็นเรื่องของการรวมศูนย์และเป็นไปตามกฎระเบียบจนยากที่การบริหารภายใต้ภาวะวิกฤตจะสามารถแทรกตัวเข้าไปแทนที่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจำเป็นได้

ยิ่งมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยิ่งมีผู้นำประเทศที่มีบุคลิกไม่รับฟังปัญหาและใช้อารมณ์ในการบริหารงาน ยิ่งมีความเกรงกลัวที่จะทำผิดไปจากกฎระเบียบ ดังนั้น เราจะเห็นกระบวนการจัดการที่เน้นวิธีการ (Means) มากกว่าจุดหมายปลายทาง (Ends) และนำไปสู่ความยืดยาวในการตัดสินใจกลายเป็นผลเสียต่อสถานการณ์ในหลายๆ ครั้ง

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือการขอนำเข้าวัคซีนจากภาคเอกชนที่มีข่าวว่าต้องจัดเตรียมเอกสารเป็นพันหน้าและต้องใช้เวลานับเดือนกว่าที่คณะกรรมการอาหารและยาจะอนุมัติ ทั้งๆ ที่วัคซีนเหล่านี้มีผลการทดสอบและได้รับการรับรองจากประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ยิ่งกว่าไทยมากมาย

แต่เรายังติดว่า ทุกเรื่องต้องผ่าน อ.ย. หากไม่ผ่านไม่สามารถนำมาใช้ได้

เหมือนบ้านกำลังไฟไหม้ แต่ต้องรอการตรวจว่าถังดับเพลิงมีคุณภาพหรือไม่ ไม่เช่นนั้นเอาไปดับเพลิงไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่สมควรให้ผู้บริหารต้องพึงกังวล คือการกำหนดแผนการแจกจ่ายและฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ที่เขียนไว้อย่างสวยหรูว่า จะฉีดวัคซีนรวม 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2564 โดยในกลุ่มสุดท้ายคือประชาชนทั่วไปจะได้เริ่มฉีดในเดือนสิงหาคม 2564 เดือนละ 10 ล้านโดส

คำถามที่ท้าทายยิ่งคือ รัฐจะบริหารจัดการการฉีดอย่างไร เดือนละ 10 ล้านโดส หรือเท่ากับวันละกว่า 300,000 ราย ในเมื่อพิจารณาจากสถิติที่สามารถทำได้นับแต่นำเข้าวัคซีนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บัดนี้ผ่านไปสองเดือน สามารถฉีดได้เพียง 1 ล้านโดส หรือเท่ากับเดือนละ 500,000 โดส หรือตกเฉลี่ยวันละไม่ถึง 20,000 คน

จะจัดหาบุคลากร สถานที่ ระบบการนัดหมาย ระบบธุรการรองรับ การซักซ้อมการดำเนินงาน การทดลองจับเวลาในการปฏิบัติแล้วนำมาใช้ในการวางแผนจัดการจริงอย่างถูกต้องเหมาะสม ทุกอย่างเป็นเรื่องท้าทายสมรรถนะการบริหารราชการในภาวะวิกฤตทั้งสิ้น

ประการสุดท้าย ในเรื่องการติดตามผล (Post-action) ที่แม้จะยังไม่เห็นได้ชัดเจนนัก แต่ด้วยพฤติกรรมการบริหารราชการไทย ข้อมูลในเชิงลบมักถูกซ่อนเร้น นิยมนำเสนอข้อมูลเชิงบวกในลักษณะยกยอปอปั้นผลงาน จึงเป็นเรื่องสมควรวิตกว่า เราจะได้ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา หรือได้เพียงตัวเลขความสำเร็จที่งดงามรายงานต่อผู้บริหาร

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้น ประเทศมิได้ขาดทรัพยากร มิได้ขาดเครื่องหมายทางกฎหมาย บุคลากรทางการแพทย์ของเราเป็นที่รับรู้ในด้านความสามารถ การบริการสาธารณสุขของเราไม่เป็นรองใครในโลก

เพียงแต่ความสามารถในการบริหารวิกฤตของนักการเมืองที่มีอำนาจในปัจจุบัน “อาจอยู่ในขั้นวิกฤต”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...