โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูฎานโดนแบนวีซ่า!! สหรัฐแบนภูฎานเพราะเปอร์เซ็นต์เกิน เบื้องหน้าอ้างปัญหาตรวจคนเข้าเมือง เบื้องหลังอาจโยงสมการการเมืองระหว่างประเทศ บทบาทรัฐกันชนเดิมเริ่มสั่นคลอน

THE STATES TIMES

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 05.00 น. • AYA IRRAWADEE

ถอดรหัส ทำไมภูฎาน เป็นหนึ่งในประเทศที่อเมริกาแบนวีซ่า

ความจริงเอย่ามีเรื่องจะเขียนมากมายในอาทิตย์นี้อย่างเช่นเรื่องของเรือมยุรีนารี ที่ใครๆก็มองว่าน่าจะเป็นเกมส์ของมหาอำนาจที่พยานามดึงไทยเข้าเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน เพราะ ณ วันนี้ประชาโซเชียลพร้อมใจเทหน้าตักเชียร์อิหร่านกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่กับกลายเป็นว่าแผนเหตุการณ์ที่หวังให้เกิดชาตินิยมต่อต้านอิหร่านในไทยกลับตาลปัตร คนไทยในโซเชียลประสานเสียงด่ากัปตันและลูกเรือ กองทัพเรือไทยโชว์หลักฐาน ว่าเตือนแล้ว 3 รอบ ส่วนรัฐบาลไทยก็ตีเนียน เพราะอาศัยการยังไม่เปิดสมัยสภาทำเป็นไม่รับผิดชอบเรื่องความขัดแย้ง แต่ช่วยเรือลูกเรือคนไทยเท่านั้น งานนี้ซีไอเอในไทยคงเหวอเพราะคิดกับที่คาดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย
เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบไปดีกว่าทเอย่าเพิ่งมีข่าวสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เรื่องที่ว่าทำไมอเมริกาแบนวีซ่าการย้ายถิ่นฐานของชาวภูฎาน
ถ้าหาจากข้อมูลจะพบว่ามีข้อมูลระบุชาวภูฎานหลบหนีเข้าเมืองสหรัฐสูงถึง 20%
ข้อมูลจากEntry/Exit Overstay Report ของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ระบุว่า
ในปี 2024 คนไทยเข้าสหรัฐมีจำนวน 69,445 คน และ overstay 2,106 คิดเป็น 3% ในขณะที่ชาวภูฎานเข้าสหรัฐในปีเดียวกันมี 180 คน และมี overstay 48 คน คิดเป็น 27% อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสหรัฐเอาจำนวนเปอร์เซ็นต์มาตัดสินหรือเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินกันแน่ แต่ถ้ามองไปลึกๆถึงอดีตของภูฎาน ทุกคนน่าจะทราบนะคะว่า ภูฎานเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ในยุคของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นี่เอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ แท้จริงแล้วอินเดียกับภูฏานมีความสัมพันธ์แบบ “รัฐในอารักขาโดยพฤตินัย มาตั้งแต่ปี 1949 โดยมีสนธิสัญญาที่เซ็นต์กันมาโดยเนื้อหาหลักๆคือ

1. อินเดียควบคุมนโยบายต่างประเทศของภูฏาน รวมถึงภูฏานไม่ทำการทูตหรือข้อตกลงสำคัญกับประเทศอื่นโดยไม่ปรึกษาอินเดียก่อน
2. อินเดียให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง กล่าวคืออินเดียจะสนับสนุนด้านกองทัพและอาวุธเพื่อป้องกันภูฎาน
3. อินเดียให้เงินสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและถนนหนทาง
4. อินเดียคืนพื้นที่ Dewangiri ปัจจุบันคือเมือง Deothang ซึ่งอังกฤษเคยยึดไปในศตวรรษที่ 19 ในสงคราม Duar War ในปี 1865
เมื่อกษัตริย์จิกมี ขึ้นครองราชย์ ก็มีการแก้ไขสนธิสัญญาในปี 2007 โดยมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญได้รับการแก้ไขจาก
ภูฏานจะอยู่ภายใต้การชี้นำของอินเดียในด้านนโยบายต่างประเทศ เป็น ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันด้านความมั่นคง ประโยคนี้เอย่าสรุปให้เข้าใจง่ายคือ จากที่อินเดียมีอิทธิพลกำกับการต่างประเทศภูฏาน เป็น ภูฏานมีอธิปไตยเต็มมากขึ้น ข้อนี้พูดง่ายๆคือภูฎานจะทำอะไรไม่ต้องถามอินเดียอีก และ ในกิจการต่างประเทศภูฏานสามารถเลือกจะคบใครก็ได้เป็นอำนาจของภูฎานเอง และเชืาอว่านั่นเป็นสิ่งที่อินเดียอาจจะไม่ได้ยินดีนักแต่ก็ขัดไม่ได้
หากมองภูมิประเทศของภูฎานจะเห็นว่าทางทิศตะวันตกติดรัฐสิกขิมส่วนด้านตะวันออกติดรัฐอรุณาจัลประเทศ โดยมีทางเหนือติดทิเบต เมื่อจีนเริ่มบุกยึดทิเบตในปี 1950 อินเดียจึงเริ่มมองหารัฐกันชน แต่เหมือนกับอินเดียเริ่มตระหนักถึงภัยจากจีนจึงเลือกทำสนธิสัญญาในปี 1949 แทน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนการที่ภูฎานเลือกจะแก้สนธิสัญญาเพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจีนไม่ได้ต้องการดินแดนแต่ต้องการพันธมิตรมากกว่าศัตรูอย่างภูฎาน
การรัฐประหารที่ล้มเหลวในภูฎานถูกจับได้ในปี 2021 โดยแผนนี้ถูกเปิดโปงและถูกจับได้เสียก่อนในขั้นตอนการวางแผน ว่ากันว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นคือกลุ่มที่โปรอินเดียและชาติตะวันตก และคนที่ส่งข่าวให้ทางภูฏานนั้นคือจีนนั่นเอง
เอย่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์การไม่ออกวีซ่าครั้งนี้จะเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ overstay ที่สูงหรือเป็นเพราะภูฎานเริ่มมีความสนิทชิดเชื้อกับทางจีนกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือความเป็นรัฐกันชนของอินเดียเริ่มหายไป และภูฎานเองก็เริ่มจะเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาอินเดียหรือใครอีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...