โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KKPS หั่นเป้าจีดีพีไทยปี 69 เหลือ 1.3% ชี้สงครามอิหร่านดัน “เงินเฟ้อ” พุ่ง 3%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 07 เม.ย. เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. เวลา 03.41 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยรายงานการประเมินทิศทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน (Stagflationary Pressures) ต่อเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและเงื่อนไขทางการเงินตึงตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างรุนแรงต่อประเทศไทยที่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก

จากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว KKPS ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 ลงเหลือ 1.3% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.8% พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 3% จากเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2% โดยการปรับสมมติฐานใหม่ในครั้งนี้ อ้างอิงจากการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่ประเมินว่าจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มต้นปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ประเมินว่าภาพรวมจะปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้น การเดินทางที่หยุดชะงัก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ถดถอยลง สถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก ซึ่งเป็นการขยายวงกว้างของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มากกว่าเพียงแค่รายได้ทางตรงจากการท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกที่อยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว จะต้องเผชิญอุปสรรคเพิ่มเติม โดย KKPS ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงกำแพงภาษีที่สหรัฐอเมริกาบังคับใช้กับสินค้าจีน ซึ่งช่องทางดังกล่าวนี้กำลังมีความเสี่ยงสูงจากการถูกทางการสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ว่าด้วยเรื่องการค้าของไทย ประกอบกับปัญหาความไม่สมดุลของดุลการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเข้ามาเป็นปัจจัยซ้ำเติมจุดอ่อนเดิม

ส่วนของการบริโภคภาคครัวเรือน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของค่าใช้จ่ายรวมของครัวเรือนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ประสบปัญหาทางการเงินตึงตัวและมีภาระหนี้สินในระดับสูงอยู่แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่การลดลงของรายได้ที่แท้จริง (Real Disposable Incomes) ซ้ำเติมปัญหาปากท้องให้รุนแรงขึ้น

ด้านเสถียรภาพการคลังของประเทศ ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยปรับตัวเข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่ระดับ 70% ของ GDP แม้รัฐบาลจะพยายามผ่อนปรนให้ราคาพลังงานในประเทศปรับขึ้นตามกลไกตลาดและเน้นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม แต่พื้นที่ทางการคลังสำหรับการใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมยังคงมีจำกัด โดยมีความสุ่มเสี่ยงที่มาตรการเยียวยาเพิ่มเติมอาจทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน หากไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน แตกต่างจากช่วงวิกฤตในปี 2565 โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศและอัตราเงินเฟ้อก่อนเกิดสงครามยังอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งนี้ KKPS คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดช่วงวิกฤต และอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 0.75% ภายในสิ้นปี 2569 ก่อนที่จะเริ่มกลับมาทบทวนปรับขึ้นอีกครั้งในปี 2570 เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบงก์ชาติในการรักษาสมดุลระหว่างผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะสั้น กับการฟื้นฟูพื้นที่นโยบายทางการเงิน (Policy Space) ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...