โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตรียมฟัน เบิร์ด วันว่างๆ ปมบิดเบือน ยาแนว-แป้ง เสี่ยงผิดหลายข้อหา จ่อออกหมายเรียก

แนวหน้า

เผยแพร่ 27 เม.ย. เวลา 17.00 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) เปิดเผยถึงกรณี เบิร์ดวันว่าง ๆ นำปูนยาแนวเล่นน้ำสงกรานต์พระประแดง ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มโลกออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและเรียกยอดผู้ติดตาม ว่า การกระทำลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายกฎหมาย ทั้งทางอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

โดยในส่วนของความผิดเกี่ยวกับร่างกาย หากมีการนำสารหรือวัสดุไปทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ จะพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ฐานทำร้ายร่างกาย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท แต่หากถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส เช่น สูญเสียการมองเห็น จะเข้าข่ายมาตรา 297 ซึ่งมีโทษรุนแรงขึ้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับสูงสุด 200,000 บาท

ขณะเดียวกัน หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เช่น อ้างว่าสารอันตรายเป็นเพียงแป้ง หรือสลับข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจผิด จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รอง ผบช.สอท. ระบุว่า ขณะนี้มีบริษัทที่เกี่ยวข้องได้ออกหนังสือชี้แจงแล้ว และหากมีการแจ้งความดำเนินคดี จะสามารถพิจารณาความผิดเพิ่มเติมได้ เช่น การละเมิดสิทธิสินค้า และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค โดยคดีในส่วนพื้นที่จะให้สถานีตำรวจท้องที่ดำเนินการ ขณะที่ตำรวจไซเบอร์จะทำหน้าที่สืบสวนด้านเทคนิคควบคู่กัน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ทำคอนเทนต์รายดังกล่าว มีการเผยแพร่ผ่านหลายแพลตฟอร์ม รวมถึงบางช่องทางมีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน และยังมีคลิปอื่นที่เข้าข่ายไม่เหมาะสม ทั้งด้านเนื้อหาและพฤติกรรมความรุนแรง ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม

พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมอาชญากรรมออนไลน์ว่า ปัจจุบันมีคดีออนไลน์ถึง 14 ประเภท สร้างความเสียหายเฉลี่ยเกือบ 70 ล้านบาทต่อวัน แม้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ตัวเลขจะลดลงชั่วคราว แต่หลังจากนั้นยังกลับมาสูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ให้ช่วยตรวจสอบและระงับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว โดยชี้ว่าในอนาคตอาจต้องมีกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้การขอข้อมูลและการปิดกั้นทำได้รวดเร็วกว่าปัจจุบัน

ด้าน พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (รอง ผบก.สอท.1) เปิดเผยถึงการดำเนินคดีกับผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า หากพบการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยเจตนาทุจริต เช่น การสร้างคอนเทนต์เพื่อเรียกยอดผู้ติดตาม หรือสร้างกระแสให้ประชาชนเข้าใจผิด เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายทันที โดยเฉพาะกรณีที่เนื้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริงจนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากคำพูดและเนื้อหาที่เผยแพร่ หากเข้าข่ายเป็นข้อมูลเท็จชัดเจน และมีการแชร์ต่อในวงกว้างจนกระทบสังคม จะสามารถดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ได้ โดยเบื้องต้นอาจออกหมายเรียกให้เข้ามาให้ปากคำก่อน แต่หากพฤติการณ์ร้ายแรงและเจตนาชัดเจน ก็สามารถพิจารณาออกหมายจับได้ทันที ในส่วนของโทษทางกฎหมาย ระบุว่า มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้านการเฝ้าระวังในโลกออนไลน์ พันตำรวจเอกทำนุรัฐ ยืนยันว่า มีการติดตามควบคู่กันทั้งในเชิงกายภาพและทางดิจิทัล หากพบว่ามีการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและขยายผลทันที ส่วนมาตรการปิดกั้นข้อมูล หากมีพยานหลักฐานเพียงพอ แม้ไม่มีผู้เสียหายร้องเรียน เจ้าหน้าที่ก็สามารถเสนอให้ปิดกั้นข้อมูลหรือเว็บไซต์ได้ โดยกระบวนการส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับและลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...