เหตุฝรั่งเทขายแบงก์
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์มีคำเตือนมีจากนักวิเคราะห์หลายท่านแล้วก่อนหน้านี้ครับว่า ให้ระวังการเข้าลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงนี้
โดยเฉพาะหลังการขึ้นเครื่องหมาย XDเพื่อจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2568
เหตุที่ต้องเตือนกัน เพราะต้นทุนของต่างชาติที่เริ่มเข้าหุ้นแบงก์อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งเป็นการเข้ามาทยอยสะสมมาตั้งแต่ปี 2567-2568 แล้ว
ดูตัวอย่างของธนาคารกรุงไทย หรือ KTBหลังขึ้นเครื่องหมาย XD (10 เม.ย.) เพื่อจ่ายเงินปันผล 2.24 บาท
วันที่ขึ้นเครื่องหมายXDราคาปิดลดลง 2.25 บาท ซึ่งมากกว่าเงินปันผลจ่ายเสียอีกนะครับ
เท่านั้นยังไม่พอ เพราะเปิดมาวันที่ 16 เม.ย. ราคายังปรับลงอีก 1 บาท และวันที่ 17 เม.ย.ร่วงอีก 0.75 บาท สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีแรงรับ (ซื้อ) เข้ามาเลย หรืออาจจะมีการซื้อเข้ามาบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาถูกดันขึ้น จะถูกถล่มขายต่อทันที
ส่วนวานนี้ เอสซีบี เอกซ์ (SCB) ราคาหุ้นหลังขึ้น XDปรับลงมาพอ ๆ กับเงินปันผลจ่ายเช่นกัน
และอาจจะมีแนวโน้มว่า วันถัดไป ราคาอาจจะปรับลงต่อ หากผลประกอบการไม่ได้ทำเซอร์ไพรส์อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนในวันที่ 21-24 เม.ย.นี้ จะมีหุ้นแบงก์ทยอยขึ้น XDอีก แต่ราคากลับถูกปรับลงก่อน เพราะหุ้นแบงก์ที่ขึ้น XDก่อนหน้านี้ ราคาต่างลงมากกว่าเงินปันผล ทำให้เกิดเซนติเมนต์เชิงลบได้
การขายหุ้นแบงก์หลังขึ้นเครื่องหมาย XDสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มต่างชาติเข้าถือหุ้นแบงก์เพื่อ “ถือกินปันผล” เป็นรูปแบบการลงทุนที่เรียกว่า Dividend play ที่ไม่ใช่การถือแบบระยะยาว (อาจจะมีคงเหลือหุ้นไว้บ้าง ไม่ได้เทขายทั้งหมด)
อาจจะมีคำถามว่า แล้วต่างชาติไม่รอผลประกอบการงวดไตรมาส 1/69 เหรอ?
แล้วหากกำไรสุทธิออกมาดีล่ะ จะเกิดแรงซื้อกลับไหม?
หากดูจากการประเมินของนักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ ต่างค่อนข้างมองตรงกันครับว่า กำไรสุทธิเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนจะปรับลง แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กำไรจะเพิ่มขึ้นบ้าง
เหตุที่กำไรลดลง ปัจจัยหลัก ๆ จากเรื่องของส่วนต่างดอกเบี้ย หรือ Net Interest Margin (NIM) ที่แคบลง
ไม่เพียงเท่านั้นนะครับ คือต่างชาติเวลาลงทุน เขาจะมองไปข้างหน้า มองแบบ (ค่อนข้าง) ยาว วิเคราะห์ข้ามไตรมาส หรือข้ามปีกันไปเลยว่าในระยะ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงของหุ้นธนาคารมีอะไรบ้าง และจะถูกสรุปออกมาเป็นข้อ ๆ
เช่น อย่างเรื่องของ NIMนอกจากจะมีผลกับไตรมาสแรกของปี 69 แล้ว มันจะมีผลกระทบไปยังไตรมาสถัด ๆ ไปได้อีก เนื่องจากรายได้หลักของหุ้นแบงก์ ยังคงมาจาก “รายได้จากดอกเบี้ย”
หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล เป็นอีกปัจจัยลบ เพราะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัจจัยเหล่านี้ต่างชาติมองว่า จะเป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ทำให้แบงก์อาจมีโอกาสที่จะต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันเงินกองทุนของแบงก์ตจะอยู่ในระดับสูง
และสูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ค่อนข้างมาก
นอกเหนือจากปัจจัยที่เกิดขึ้นกับแบงก์โดยตรง
ยังมีเรื่อง เช่น ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเสี่ยงจะขาดทุน FXได้ครับ เงินจึงถูกโยกไปยังตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า
นี่ยังรวมถึงนโยบายทางด้านการเงิน โดยเฉพาะเรื่อง “อัตราดอกเบี้ย” ทั้งของสหรัฐฯ และประเทศไทย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง การบริโภคฟื้นช้า
จากทปัจจัยที่ว่ามา ทำไห้มีการมองตัวเลขข P/BV และ Dividend Yield อาจไม่ “ดึงดูด” เท่าเดิม
ประกอบกับราคาหุ้นแบงก์ที่ปรับขึ้นมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 4 แบงก์ใหญ่ KBANK BBL SCB และ KTBทำให้ “อัพไซด์จำกัด”เลยเกิดการขายทำกำไร
ทว่า ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าพื้นฐานแบงก์แย่ทันที แต่เป็น “จังหวะทำกำไร”
แต่เชื่อว่า การขายของต่างชาติไม่ถึงกับขายทิ้งหุ้นแบงก์ไปซะทีเดียวหรอกครับ
เพราะเมื่อราคาหุ้นลงมาในระดับที่พวกเขาพิจารณาดูแล้วว่าเหมาะสม สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ก็น่าจะเริ่มเห็นการกลับมาทยอยสะสมหุ้นแบงก์อีกครั้ง เพราะถึงอย่างไร หุ้นแบงก์สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น ยังคงเป็น “แม่เหล็ก” สำคัญครับ