โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจรอยเลื่อนมีพลังในไทย ทั้ง 16 กลุ่ม และโอกาสเกิด "แผ่นดินไหว"

Thai PBS

อัพเดต 1 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นภาพจำของผู้คนจำนวนมาก เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 ใต้ผืนแผ่นดินบริเวณเมืองเมืองมันดาเลย์ ประเทศเมียนมา สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหว

แรงสั่นสะเทือนจากใต้เปลือกโลกไม่ได้หยุดอยู่เพียงบริเวณศูนย์กลาง แต่ส่งแรงสะเทือนถึงประเทศไทยหลายพื้นที่ รวมถึงเมืองหลวงของประเทศไทยอย่าง กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ห่างนับพันกิโลเมตร

ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาที อาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพฯ เริ่มไหวตัวอย่างช้า ๆ ก่อนจะโยกตัวชัดขึ้น ผู้คนที่กำลังทำงานอยู่บนชั้นสูงของอาคารสำนักงานต่างรับรู้ได้ทันทีว่าพื้นใต้เท้าไม่มั่นคงอีกต่อไป เสียงเตือนภัยดังขึ้นตามอาคารหลายแห่ง ขณะที่พนักงานจำนวนมากรีบอพยพลงจากตึกด้วยความตื่นตระหนก

สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์แผ่นดินไหวไม่ใช่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง แต่แรงสะเทือนจากศูนย์กลางในเมียนมาครั้งนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้หลายพื้นที่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของพื้นดิน ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไล่ลงมาถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นบททดสอบสำคัญของเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาคารสูงและโครงสร้างสมัยใหม่

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงมากที่สุด คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารของ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่สามารถต้านแรงสั่นไหวได้ จนทลายลง กลายเป็นภาพของคอนกรีต เหล็ก และซากโครงสร้างที่กองทับกันอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง

แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เช่นนี้มักไม่จบลงเพียงครั้งเดียว หลังจากการสั่นสะเทือนหลัก ยังเกิดแผ่นดินไหวตามหรือ "อาฟเตอร์ช็อก" ตามมาอีกหลายครั้ง ภายในวันเดียวกันมีรายงานอาฟเตอร์ช็อกอย่างน้อย 39 ครั้ง ขนาดตั้งแต่ 2.4 ไปจนถึง 7.1 และจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าแรงสั่นสะเทือนตามยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยนับถึงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 31 มีนาคม 2568 พบอาฟเตอร์ช็อกรวมแล้วถึง 218 ครั้ง

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดแรงสั่นสะเทือนจากเมียนมาจึงเดินทางมาถึงประเทศไทยได้ไกลขนาดนั้น คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ "รอยเลื่อนสะกาย" แนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร ที่พาดผ่านประเทศเมียนมาตามแนวเหนือ-ใต้ เป็นรอยเลื่อนที่สำคัญและพลังมากที่สุดในภูมิภาค และสามารถปลดปล่อยพลังงานมหาศาลเมื่อเกิดการเคลื่อนตัว แม้จะไม่ได้ผ่านประเทศไทยโดยตรง แต่เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แรงสั่นสะเทือนก็สามารถส่งผลกระทบมาถึงหลายพื้นที่ของไทยได้ในบางครั้ง

ทำไมกรุงเทพฯ จึงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในเมียนมา

เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้น พลังงานจะถูกส่งออกมาในรูปของคลื่นแผ่นดินไหว คลื่นเหล่านี้สามารถเดินทางผ่านชั้นหินและชั้นดินได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวกลางที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่าน

หากคลื่นเดินทางผ่านหินแข็ง ความเร็วของคลื่นจะสูง แต่เมื่อเข้าสู่พื้นที่ที่เป็นชั้นดินอ่อน เช่น ที่ราบภาคกลางของไทย ทำให้คลื่นแผ่นดินไหวขยายตัวและรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ชัดเจน เมื่อผ่าน ชั้นดินเหนียวกรุงเทพฯ (Bangkok clay) ความเร็วของคลื่นจะลดลง ส่งผลให้ ความสูงคลื่น (amplitude) เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาพลังงานของคลื่นให้คงที่ จึงทำให้บริเวณกรุงเทพฯ และพื้นที่ที่มีชั้นดินอ่อนรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงขึ้น

กรมทรัพยากรธรณี อธิบายถึงสาเหตุที่คนในกรุงเทพฯ สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้นไกลออกไป เช่น ในเมียนมา เกิดจากปัจจัยสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะลักษณะชั้นดินของพื้นที่กรุงเทพฯ และโครงสร้างอาคารสูงในเมือง

เมื่อคลื่นแผ่นดินไหวเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ชั้นดินอ่อนที่รองรับอยู่ใต้พื้นดินจะทำหน้าที่เตัวขยายขนาดหรือทำให้เกิดการสั่นไหวแรงขึ้นประมาณ 3-4 เท่า

นอกจากนี้ อาคารแต่ละแห่งจะมี "ความถี่ธรรมชาติ" ของตัวอาคารที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสูงของตัวตึก หรืออีกนัยหนึ่งคือตึกสูง จะมีค่าความถี่ธรรมชาติต่ำ ดังนั้นจึงไปตรงกันพอดีกับคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางมาถึงที่มีความถี่ต่ำ

ในบางตึกที่ค่าความถี่ของแผ่นดินไหวมีค่าพอดีกับค่าความถี่ธรรมชาติของตึก ก็จะทำให้เกิดปรากฎการณ์การสั่นพ้อง ทำให้ตึกสั่นไหวรุนแรงขึ้นไปอีก จากการศึกษาวิจัยพบว่า หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีระยะไกลจากกรุงเทพ เช่น แผ่นดินไหวที่เกิดในพื้นที่ เมียนมาหรือใน สปป.ลาว มีโอกาสทำให้อาคารสูงในกรุงเทพมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในภูมิภาค แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น หรือ อินโดนีเซีย แต่ใต้ผืนแผ่นดินไทยยังคงมี "รอยเลื่อนมีพลัง" (Active Faults) กระจายอยู่หลายแนว โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางส่วนของภาคใต้ ซึ่งยังมีศักยภาพก่อให้เกิดแผ่นดินไหวได้ในอนาคต

ก่อนอื่นจึงควรทำความเข้าใจว่า "แผ่นดินไหว" เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีสาเหตุจากอะไร รวมถึงทำความรู้จักกับ "รอยเลื่อนมีพลัง" 16 กลุ่มในประเทศไทย ที่เกี่ยวข้องกับโอกาสเกิดแผ่นดินไหว

"แผ่นดินไหว" เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีสาเหตุจากอะไร

แผ่นดินไหว คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเป็นผลจากการปลดปล่อยพลังงานที่สะสมอยู่ภายในโลกออกมา เพื่อคลายความเครียดที่เกิดขึ้นในชั้นเปลือกโลกและปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีด้านธรณีวิทยาจะพัฒนาไปมาก แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่า แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน หรือมีความรุนแรงเท่าใด

หลายประเทศทั่วโลกยังคงเดินหน้าศึกษาและทำความเข้าใจกลไกของการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1. แผ่นดินไหวที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การทดลองระเบิดนิวเคลียร์หรือระเบิดขนาดใหญ่, การกักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่, การทำเหมืองแร่หรือการระเบิดหินใต้ดิน, การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร เป็นต้น แม้จะเกิดขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปมักมีขนาดไม่รุนแรงเท่าแผ่นดินไหวที่เกิดจากธรรมชาติ

2. แผ่นดินไหวที่เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ ถือเป็นสาเหตุหลักของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกโดยฉับพลัน ตามแนวขอบของแผ่นเปลือกโลก หรือตามแนวรอยเลื่อน การระเบิดของภูเขาไฟ การยุบตัวของโพรงใต้ดิน แผ่นดินถล่ม อุกาบาตขนาดใหญ่ตก เป็นต้น

ในบรรดาปัจจัยทั้งหมด การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนเปลือกโลก ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นบนโลกในปัจจุบัน

ขนาด - ริคเตอร์ คืออะไร ใช้วัดอะไรในแผ่นดินไหว

คำว่า "ริคเตอร์" มาจากชื่อของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน คือ ชาร์ลส์ ฟรานซิส ริกเตอร์ ผู้คิดค้นวิธีการคำนวณขนาดของแผ่นดินไหวเป็นคนแรก เพื่อให้เป็นเกียรติจึงเรียกหน่วยของขนาดแผ่นดินไหว ว่า "ริคเตอร์"

โดย ขนาดแผ่นดินไหว (Magnitude) เป็นปริมาณที่สัมพันธ์กับพลังงานแผ่นดินไหว คำนวณขนาดได้จากความสูงของคลื่นแผ่นดินไหว ที่ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือตรวจแผ่นดินไหว เพื่อบ่งบอกขนาดของแผ่นดินไหว ณ ตำแหน่งที่เกิดหรือที่เรียกกันว่า "ศูนย์กลางแผ่นดินไหว"

แผ่นดินไหวในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง

1.แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แหล่งกำเนิดสำคัญมักอยู่ในตอนใต้ของจีน เมียนมา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงบริเวณ ทะเลอันดามัน และตอนเหนือของ เกาะสุมาตรา

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในพื้นที่เหล่านี้ แรงสั่นสะเทือนสามารถส่งผ่านเข้ามาถึงหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงกรุงเทพมหานคร

2. การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศไทย

อีกสาเหตุหนึ่งคือการเคลื่อนตัวของ รอยเลื่อนมีพลัง ที่กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งยังคงมีศักยภาพก่อให้เกิดแผ่นดินไหวได้ เช่น รอยเลื่อนเชียงแสน รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนแพร่ รอยเลื่อนเถิน รอยเลื่อนเมยอุทัยธานี รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ รอยเลื่อนคลองมะรุย เป็นต้น

ปัจจัยอะไรทำให้ความเสี่ยงและอันตรายจากแผ่นดินไหวเพิ่มมากขึ้น

แม้แผ่นดินไหวจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกตามแนว รอยเลื่อนมีพลัง แต่ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ไม่ได้เท่ากันเสมอไป บางพื้นที่อาจรับรู้เพียงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ขณะที่บางแห่งอาจเกิดความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงและอันตรายจากแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น มีดังนี้

1. ระยะใกล้-ไกลจากจุดกำเนิดแผ่นดินไหว พื้นที่ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว หรืออยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนที่เกิดการเคลื่อนตัว มักได้รับแรงสั่นสะเทือนรุนแรงกว่าพื้นที่ที่อยู่ไกลออกไป จึงมีโอกาสเกิดความเสียหายต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานสูงกว่า

2. ความหนาแน่นของชุมชนและโครงสร้างพื้นฐาน หากพื้นที่ใดมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น หรือมีอาคารจำนวนมากอยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่เคยมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหว ก็ย่อมมีความเสี่ยงต่อความเสียหายสูงกว่า ทั้งในด้านชีวิต เศรษฐกิจ และระบบสาธารณูปโภค

3. ช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสามารถส่งผลต่อระดับความสูญเสียได้ เช่น บางพื้นที่หากแผ่นดินไหวเกิดในเวลากลางวันอาจสร้างความเสียหายมาก เพราะผู้คนกำลังทำกิจกรรมในอาคารหรือพื้นที่สาธารณะ ขณะที่บางบริเวณแผ่นดินไหวที่เกิดในเวลากลางคืนอาจทำความเสียหายมากกว่า ขึ้นอยู่กับการทำกิจกรรมหรือการอยู่อาศัย ของมนุษย์ในช่วงเวลานั้นๆ

4.การวางแผนรับมือและมาตรฐานการก่อสร้าง พื้นที่ที่มีการวางแผนจัดการภัยพิบัติที่ดี มีมาตรฐานการออกแบบอาคารให้รองรับแรงสั่นสะเทือน รวมถึงประชาชนมีความรู้เรื่องการป้องกันและการอพยพเมื่อเกิดเหตุ จะสามารถลดความเสียหายจากแผ่นดินไหวได้ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน

5.ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่ สภาพของชั้นดินและหินมีผลต่อการขยายแรงสั่นสะเทือน พื้นที่ที่เป็นหินแข็งมักสามารถดูดซับพลังงานความสั่นสะเทือนได้ดีกว่า ขณะที่พื้นที่ที่เป็นดินอ่อนหรือมักจะขยายค่าความสั่นสะเทือนได้ดี ดังนั้นอาคารสิ่งก่อสร้างในบริเวณ ที่เป็นดินอ่อนจึงควรมีการพิจารณาในเรื่องการก่อสร้างที่เหมาะสมกับค่าแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น

6. ระยะเวลาการสั่นสะเทือน ยิ่งการสั่นสะเทือนกินเวลานานเท่าใด โครงสร้างอาคารก็ยิ่งได้รับแรงกระทำซ้ำมากขึ้น ทำให้โอกาสเกิดความเสียหายเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

7. ความลึกของแผ่นดินไหว โดยทั่วไป แผ่นดินไหวที่เกิดในระดับตื้นใกล้ผิวโลกมักสร้างความเสียหายมากกว่า เพราะพลังงานถูกส่งถึงพื้นผิวโดยตรง ขณะที่แผ่นดินไหวที่เกิดลึกลงไปใต้เปลือกโลก แม้จะรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ แต่ความเสียหายมักน้อยกว่า

8. ทิศทางการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน ทิศทางการเคลื่อนตัวของแนวรอยเลื่อนสามารถส่งผลต่อรูปแบบของแรงสั่นสะเทือน หากสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่ในแนวที่รับแรงโดยตรง ก็อาจได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่น

รอยเลื่อน (Fault) คืออะไร มีกี่ประเภท

รอยเลื่อน (fault) คือ รอยแยกหรือรอยแตกของหินที่มีการเคลื่อนตัวเนื่องจากแรงเค้นที่เข้ามากระทำ โดยรอยเลื่อนโดยส่วนใหญ่จะมี ระนาบการเลื่อนตัว หรือ ระนาบรอยเลื่อน (fault plane) อยู่ในแนวเอียงเอียงเทไปด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้พื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งที่ถูกแบ่งโดยระนาบรอยเลื่อนนั้นมีรูปทรงไม่เหมือนกัน และถูกเรียกแตกต่างกัน

ข้อมูลจาก กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม ระบุ การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนบนเปลือกโลกสามารถจำแนกได้เป็น 3 แบบ ตามทิศทางของแรงและการเคลื่อนตัวของชั้นหิน ดังนี้

1.รอยเลื่อนปกติ (normal fault) เกิดจากแรงเค้นดึงที่พยายามทำให้แผ่นเปลือกโลกเกิดการแยกตัวออกจากกัน

2.รอยเลื่อนย้อน (reverse fault) เกิดจากแรงเค้นบีบอัดซึ่งตรงกันข้ามกับรอยเลื่อนปกติ ทำให้ชั้นหินหดสั้นลง ผนังด้านบนเลื่อนขึ้นและผนังด้านล่างเลื่อนลงและมีความหนามากขึ้น รอยเลื่อนย้อนทำให้หินที่มีอายุแก่กว่าเลื่อนตัวมาปิดทับหิน ที่มีอายุอ่อนกว่าได้ ในกรณีของรอยเลื่อนย้อนที่ระนาบการเลื่อนตัว เอียงเทเป็นมุม < 45 องศา เรียกรอยเลื่อนชนิดนี้ว่า รอยเลื่อนย้อนมุมต่ำ (thrust fault)

3.รอยเลื่อนตามแนวระดับ (strike-slip fault) เกิดจากแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ผ่านกันในแนวราบ

"รอยเลื่อนมีพลัง" 16 กลุ่มในไทย กับโอกาสเกิด "แผ่นดินไหว"

การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคที่ผ่านมา ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจโครงสร้างธรณีวิทยาใต้ผืนแผ่นดินมากขึ้น โดยเฉพาะ "รอยเลื่อนสะกาย" ในประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนขนาดใหญ่ของภูมิภาค และมีอิทธิพลต่อแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาถึงประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ภายในประเทศไทยเองก็มี "รอยเลื่อนมีพลัง" (Active Faults) ซึ่งยังมีโอกาสเคลื่อนตัวและก่อให้เกิดแผ่นดินไหวได้ ข้อมูลล่าสุดจาก กรมทรัพยากรธรณี ที่ปรับปรุงในปี 2566 ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง 16 กลุ่ม กระจายตัวอยู่ใน ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้

ภาคเหนือ

  • รอยเลื่อนแม่จัน (ระดับความมีพลัง : สูง)พาดผ่าน จ.เชียงราย และเชียงใหม่ เป็นรอยเลื่อนที่มีศักยภาพสูง เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 เมื่อปี 2550 ใน สปป.ลาว ส่งผลกระทบถึง จ.เชียงราย และรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ในอาคารสูงของกรุงเทพฯ
  • รอยเลื่อนแม่ลาว พาดผ่าน จ.เชียงราย และเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ขนาด 6.3 ซึ่งนับเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปีของไทย
  • รอยเลื่อนแม่ทา พาดผ่าน จ.เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย เป็นรอยเลื่อนแบบปกติ เคยเกิดแผ่นดินไหวในปี 2562 ที่ จ.เชียงใหม่ ขนาดประมาณ 4.1
  • รอยเลื่อนแม่อิง พาดผ่าน จ.เชียงราย มีหลักฐานทางธรณีสัณฐานบ่งชี้ถึงความมีพลัง ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมาเกิดแผ่นดินไหวแล้วหลายครั้ง ล่าสุดในปี 2554 ขนาดประมาณ 4.1
  • รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน พาดผ่าน จ.แม่ฮ่องสอน และตาก มีลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างชัดเจน เคยเกิดแผ่นดินไหวสำคัญในปี 2556 ที่ประเทศเมียนมา ขนาดประมาณ 5.1 ซึ่งประชาชนในหลายจังหวัดภาคเหนือสามารถรับรู้ได้
  • รอยเลื่อนเวียงแหง พาดผ่าน จ.เชียงใหม่ เป็นรอยเลื่อนแบบปกติ นักธรณีวิทยาประเมินว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 6.8 ในพื้นที่เมื่อราว 2,000 ปีก่อน
  • รอยเลื่อนเถิน (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง)พาดผ่าน จ.ลำปาง และแพร่ มีความยาวทั้งหมดประมาณ 180 กิโลเมตร มีหลักฐานการเลื่อนตัวในอดีตจำนวนมาก คาดว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 6.6 เมื่อราว 2,000 ปีก่อนและมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 3.0 -5.0 ในพื้นที่ของกลุ่มรอยเลื่อนเถิน จำนวน 20 ครั้ง
  • รอยเลื่อนพะเยา (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง)พาดผ่าน จ.พะเยา เชียงราย และลำปาง มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2562 ที่ จ.ลำปาง ขนาดประมาณ 4.9
  • รอยเลื่อนปัว (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง)พาดผ่าน จ.น่าน เป็นรอยเลื่อนปกติที่มีแนวยาวประมาณ 110 กิโลเมตร เคยเกิดแผ่นดินไหวปี 2478 บริเวณรอยต่อไทย–สปป.ลาว ขนาดประมาณ 6.5
  • รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ พาดผ่าน จ.อุตรดิตถ์ เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2541 บริเวณ อ.ท่าปลา ขนาดประมาณ 3.2 ซึ่งประชาชนในหลายอำเภอสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้
  • รอยเลื่อนเพชรบูรณ์ (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง-สูง)พาดผ่าน จ.เพชรบูรณ์ และเลย วางตัวในแนวเหนือ–ใต้ ขนาบสองด้านของแอ่งเพชรบูรณ์ มีลักษณะการเลื่อนแบบรอยเลื่อนปรกติ เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2533 ขนาดประมาณ 4.0

ภาคตะวันตก

  • รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง-สูง)พาดผ่าน จ.กาญจนบุรี เป็นรอยเลื่อนสำคัญทางฝั่งตะวันตกของประเทศ มีความยาวรวมประมาณ 200 กิโลเมตร และมีความสำคัญต่อพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร นักธรณีวิทยาประเมินว่าเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 6.4 ในพื้นที่เมื่อราว 1,000 ปีก่อน
  • รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ พาดผ่าน จ.กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และตาก เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2526 ใกล้อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ขนาดประมาณ 5.9 โดยสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ถึงกรุงเทพมหานคร
  • รอยเลื่อนเมย (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง-สูง) พาดผ่าน จ.ตาก และกำแพงเพชร วางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ–ตะวันออกเฉียงใต้ มีความยาวรวมประมาณ 260 กิโลเมตร เคยเกิดแผ่นดินไหวปี 2518 ขนาด 5.6 ประชาชนหลายจังหวัดในภาคเหนือรวมถึงกรุงเทพฯ สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

ภาคใต้

  • กลุ่มรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย (ระดับความมีพลัง : ปานกลาง)พาดผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และภูเก็ต เป็นรอยเลื่อนตามแนวระนาบที่วางตัวขนานกับรอยเลื่อนระนองแบบเหลื่อมซ้าย เคยเกิดแผ่นดินไหวล่าสุดในปี 2558 ที่ จ.พังงา ขนาดประมาณ 4.5
  • รอยเลื่อนระนอง พาดผ่าน จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และพังงา เป็นหนึ่งในแนวรอยเลื่อนสำคัญของภาคใต้ เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2549 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาดประมาณ 5.0

แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยครั้งเหมือนประเทศที่อยู่ตามแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก แต่การมีอยู่ของ รอยเลื่อนมีพลังทั้ง 16 กลุ่ม แสดงให้เห็นว่า ผืนแผ่นดินของไทยยังคงมีการเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาอยู่เสมอ

การทำความเข้าใจตำแหน่งและพฤติกรรมของรอยเลื่อนเหล่านี้ จึงเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยง วางแผนผังเมือง และเตรียมความพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อ้างอิงข้อมูล : กรมอุตุนิยมวิทยา, กองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี

ตั้งข้อสังเกต “บันได” สน.สุทธิสาร ใช้งานไม่ได้จริง ?

มงลงชลบุรี! "หนิง ปัทมา จิตรสวัสดิ์" คว้าชัยเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026

1 ปีตึก สตง.ถล่ม “K9 สี่ขากู้ภัย“ ยังเดินหน้าฝึกหนัก “เสียงเห่า” คือความหวังแห่งชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เจาะลึก "ฮูตี" กลุ่มติดอาวุธเยเมน "ตัวแปร" เขย่าเศรษฐกิจโลกผ่านทะเลแดง

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สัปเหร่อนำโลงศพเข้าปั๊ม เพื่อยืนยันซื้อน้ำมันเผาศพ

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตะวันออกกลางระอุ นักวิชาการมั่นใจไม่กระทบ ผู้แสวงบุญ "พิธีฮัจย์"

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...