เจาะลึก "ฮูตี" กลุ่มติดอาวุธเยเมน "ตัวแปร" เขย่าเศรษฐกิจโลกผ่านทะเลแดง
ในปัจจุบัน ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดด้วย "ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ" ตะวันออกกลางเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีช่องแคบที่เป็นจุดตายสำคัญ 2 แห่ง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งควบคุมทางเข้าออกอ่าวเปอร์เซีย และ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นประตูด้านใต้ของทะเลแดงที่เชื่อมต่อไปยังคลองสุเอซ
สถานการณ์ล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างสงครามในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก เมื่ออิหร่านถูกโจมตี ยุทธศาสตร์การตอบโต้แรกคือการใช้ "ภูมิศาสตร์เป็นอาวุธ" โดยการข่มขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านจุดนี้
อย่างไรก็ตาม ศึกครั้งนี้ได้ขยายตัวไปยังแนวรบที่ 2 นั่นคือ "ทะเลแดง" โดยฝีมือของกลุ่มฮูตีในเยเมน Business today เรียกขานว่าเป็นแนวรบ "Hormuz 2.0" เนื่องจากมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่แพ้กัน
ทำไมทะเลแดงจึงสำคัญต่อโลก ?
"ทะเลแดง" ถือเป็นทางหลวงทางน้ำที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะบริเวณ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือผ่านคลองสุเอซ ช่องแคบนี้มีความกว้างเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุด แต่กลับมีความสำคัญมหาศาลต่อการพาณิชย์ระดับโลก โดยเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ขาดไม่ได้ในระบบห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศ
ในเชิงพลังงาน ทะเลแดงคือเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ข้อมูลระบุว่าปริมาณน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลกต้องเดินทางผ่านบริเวณนี้ ทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อาจกลายเป็น "Hormuz 2.0" เนื่องจากมีความเสี่ยงและผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกไม่แพ้ช่องแคบฮอร์มุซ
นอกเหนือจากน้ำมันแล้ว เส้นทางน้ำสายนี้ยังสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เรือคอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลีและปุ๋ย รวมถึงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและรถยนต์ ล้วนต้องพึ่งพาเส้นทางนี้เพื่อเข้าสู่ตลาดโลก หากเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นหรือเกิดความไม่มั่นคง จะส่งผลกระทบต่อราคาอาหารและสินค้าทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของทะเลแดงคือการประหยัดเวลาและต้นทุน การเดินเรือผ่านทะเลแดงช่วยลดเวลาเดินทางได้ถึง 10-14 วัน เมื่อเทียบกับการต้องอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา การอ้อมเส้นทางดังกล่าวไม่เพียงแต่เพิ่มระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ทะเล แต่ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นกว่า 1,000,000 ดอลลาร์ต่อเที่ยว และผลักดันให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) เป็นใคร ?
กลุ่มฮูตี หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ "อันซาร์ อัลเลาะห์" (Ansar Allah) แปลว่าผู้สนับสนุนพระเจ้า เป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์สายไซดี (Zaydi) ที่ถือกำเนิดขึ้นทางตอนเหนือของเยเมนในช่วงทศวรรษ 1990 เริ่มต้นจากการเป็นขบวนการฟื้นฟูทางศาสนาและวัฒนธรรม นำโดย ฮุสเซน อัล-ฮูตี เพื่อต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลเยเมนและการแผ่อิทธิพลจากแนวคิดนิกายซุนนีสายวะฮาบีย์จากซาอุดีอาระเบีย
Council on Foreign Relations ระบุว่ากลุ่มฮูตีได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลักในระดับภูมิภาคหลังจากเข้ายึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนในปี 2557 และขับไล่รัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองเยเมนที่ยืดเยื้อ ปัจจุบันพวกเขาควบคุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศ รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและแนวชายฝั่งทางตะวันตกซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมการเดินเรือในทะเลแดง
ในเชิงอุดมการณ์และการเมือง กลุ่มฮูตีเป็นส่วนหนึ่งของ "ฝ่ายต่อต้าน" (Axis of Resistance) ที่นำโดยอิหร่าน โดยมีจุดยืนต่อต้านอิสราเอลและอิทธิพลของตะวันตกอย่างชัดเจน พวกเขาได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวกรองจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึงโดรนพลีชีพ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถยิงไปถึงอิสราเอลได้
ความน่ากลัวของกลุ่มฮูตีในการศึกครั้งนี้คือความสามารถในการทำ "สงครามนอกรูปแบบ" (Asymmetric Warfare) กลุ่มฮูตีใช้โดรนและขีปนาวุธราคาถูกเพียงไม่กี่หมื่นดอลลาร์ในการโจมตีเรือสินค้าและเรือรบที่มีมูลค่ามหาศาล กลยุทธ์นี้ทำให้กองทัพมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าต้องเผชิญกับความยากลำบากและต้นทุนในการป้องปรามที่สูงเกินขอบเขต ซึ่งเป็นการทำลายข้อได้เปรียบทางทหารแบบดั้งเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ
หายนะจากกาซาสู่ทะเล
นับตั้งแต่สงครามในกาซาปะทุขึ้นในปี 2566 กลุ่มฮูตีได้แสดงตนเป็นพันธมิตรกับชาวปาเลสไตน์และใช้การโจมตีเรือในทะเลแดงเป็นเครื่องมือในการกดดันอิสราเอลและชาติตะวันตก แม้จะถูกถล่มทางอากาศจากสหรัฐฯ และพันธมิตรกว่า 1,000 ครั้ง แต่กลุ่มฮูตีกลับแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการสนับสนุนที่ยังคงเหนียวแน่นในพื้นที่ ทำให้พวกเขากลายเป็นตัวแปรสำคัญที่โลกไม่อาจมองข้ามได้ในวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ ตามข้อมูลเอกสาร Yemen’s Quagmire: Why Isn’t U.S. Might Winning?
วิกฤตในปี 2566 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ได้แก่
- การปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง Maersk และ MSC ตัดสินใจระงับการผ่านทะเลแดง และเปลี่ยนไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทน สิ่งนี้เพิ่มระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ทะเล เพิ่มต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 1,000,000 ดอลลาร์/เที่ยว และทำให้สินค้าล่าช้าไป 10-14 วัน
- ค่าประกันภัยพุ่งกระฉูด ค่าประกันภัยสำหรับเรือที่กล้าผ่านทะเลแดงพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 250 หรือในบางกรณีไม่สามารถหาบริษัทรับประกันได้เลย
- ราคาน้ำมันและก๊าซ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุมากกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงที่ความตึงเครียดสูงสุด ขณะที่ยุโรปต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซ LNG เนื่องจากกาตาร์เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้
- โซ่อุปทานชะงักงัน โรงงานผลิตรถยนต์ในยุโรป เช่น Tesla และ Volvo ต้องระงับการผลิตชั่วคราวเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนที่ติดค้างอยู่บนเรือที่ต้องอ้อมแอฟริกา
เยเมนในปัจจุบัน เหยื่อสงครามที่ไม่จบสิ้น
ในขณะที่ฮูตีพยายามสร้างบทบาทเป็นวีรบุรุษในสายตาโลกมุสลิม แต่ประชาชนเยเมนกลับต้องแบกรับกรรมที่หนักหนาที่สุด เยเมนถูกจัดว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในตะวันออกกลางอยู่แล้วก่อนสงครามครั้งนี้
- วิกฤตมนุษยธรรม ประชากรกว่า 12 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก การปิดล้อมและการโจมตีท่าเรือที่สำคัญอย่างโฮเดดาห์ (Hodeidah) ยิ่งขัดขวางการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
- ความสูญเสียจากการตอบโต้ การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อทำลายฐานอาวุธฮูตี ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้าและคลังเก็บน้ำมันถูกทำลาย มีพลเรือนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
- เศรษฐกิจที่ล่มสลาย ค่าเงินเยเมนอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานได้
อนาคตของทะเลแดงที่ "ไม่มีวันเหมือนเดิม"
วิกฤตทะเลแดงในปี 2569 แสดงให้เห็นว่าจุดภูมิรัฐศาสตร์ขนาดเล็กสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งโลกได้เพียงใด ตราบใดที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืน ทะเลแดงจะยังคงเป็นจุดเสี่ยงที่อันตรายที่สุด โลกต้องปรับตัวด้วยการหาแหล่งพลังงานทางเลือกและเส้นทางสำรอง แต่ในระยะสั้น "วิกฤตพลังงาน" และ "ราคาสินค้าแพง" จะยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สถานการณ์ในเยเมนเองก็มืดมนไม่แพ้กัน เมื่อฮูตีฝังตัวแน่นในพื้นที่และใช้นโยบายเผชิญหน้ากับมหาอำนาจ ความหวังในการเห็นเยเมนกลับมาสงบสุขดูจะเลือนลางลงทุกที นี่คือบทเรียนราคาแพงที่โลกต้องจ่าย เพื่อแลกกับความไม่สงบในดินแดนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สุดในโลก
ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : Yemen's Civil War, the Houthis, and the Saudi Intervention, Jerusalem Post
อ่านข่าวอื่น :
สหรัฐฯ เสริมทัพใหญ่ ส่งเรือ USS Tripoli - นาวิกโยธิน 3,500 นายสู่ตะวันออกกลาง
นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ
ตะวันออกกลางระอุ นักวิชาการมั่นใจไม่กระทบ ผู้แสวงบุญ "พิธีฮัจย์"