โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เจาะลึก "ฮูตี" กลุ่มติดอาวุธเยเมน "ตัวแปร" เขย่าเศรษฐกิจโลกผ่านทะเลแดง

Thai PBS

อัพเดต 26 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ในปัจจุบัน ความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดด้วย "ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ" ตะวันออกกลางเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีช่องแคบที่เป็นจุดตายสำคัญ 2 แห่ง คือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งควบคุมทางเข้าออกอ่าวเปอร์เซีย และ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นประตูด้านใต้ของทะเลแดงที่เชื่อมต่อไปยังคลองสุเอซ

สถานการณ์ล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างสงครามในภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก เมื่ออิหร่านถูกโจมตี ยุทธศาสตร์การตอบโต้แรกคือการใช้ "ภูมิศาสตร์เป็นอาวุธ" โดยการข่มขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านจุดนี้

อย่างไรก็ตาม ศึกครั้งนี้ได้ขยายตัวไปยังแนวรบที่ 2 นั่นคือ "ทะเลแดง" โดยฝีมือของกลุ่มฮูตีในเยเมน Business today เรียกขานว่าเป็นแนวรบ "Hormuz 2.0" เนื่องจากมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่แพ้กัน

ทำไมทะเลแดงจึงสำคัญต่อโลก ?

"ทะเลแดง" ถือเป็นทางหลวงทางน้ำที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะบริเวณ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือผ่านคลองสุเอซ ช่องแคบนี้มีความกว้างเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุด แต่กลับมีความสำคัญมหาศาลต่อการพาณิชย์ระดับโลก โดยเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ขาดไม่ได้ในระบบห่วงโซ่อุปทานและการค้าระหว่างประเทศ

ในเชิงพลังงาน ทะเลแดงคือเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ข้อมูลระบุว่าปริมาณน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลกต้องเดินทางผ่านบริเวณนี้ ทำให้มันถูกขนานนามว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่อาจกลายเป็น "Hormuz 2.0" เนื่องจากมีความเสี่ยงและผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกไม่แพ้ช่องแคบฮอร์มุซ

นอกเหนือจากน้ำมันแล้ว เส้นทางน้ำสายนี้ยังสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เรือคอนเทนเนอร์ที่บรรทุกสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลีและปุ๋ย รวมถึงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและรถยนต์ ล้วนต้องพึ่งพาเส้นทางนี้เพื่อเข้าสู่ตลาดโลก หากเส้นทางนี้ถูกปิดกั้นหรือเกิดความไม่มั่นคง จะส่งผลกระทบต่อราคาอาหารและสินค้าทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของทะเลแดงคือการประหยัดเวลาและต้นทุน การเดินเรือผ่านทะเลแดงช่วยลดเวลาเดินทางได้ถึง 10-14 วัน เมื่อเทียบกับการต้องอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮปในแอฟริกา การอ้อมเส้นทางดังกล่าวไม่เพียงแต่เพิ่มระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ทะเล แต่ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นกว่า 1,000,000 ดอลลาร์ต่อเที่ยว และผลักดันให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) เป็นใคร ?

กลุ่มฮูตี หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ "อันซาร์ อัลเลาะห์" (Ansar Allah) แปลว่าผู้สนับสนุนพระเจ้า เป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์สายไซดี (Zaydi) ที่ถือกำเนิดขึ้นทางตอนเหนือของเยเมนในช่วงทศวรรษ 1990 เริ่มต้นจากการเป็นขบวนการฟื้นฟูทางศาสนาและวัฒนธรรม นำโดย ฮุสเซน อัล-ฮูตี เพื่อต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลเยเมนและการแผ่อิทธิพลจากแนวคิดนิกายซุนนีสายวะฮาบีย์จากซาอุดีอาระเบีย

Council on Foreign Relations ระบุว่ากลุ่มฮูตีได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลักในระดับภูมิภาคหลังจากเข้ายึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนในปี 2557 และขับไล่รัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองเยเมนที่ยืดเยื้อ ปัจจุบันพวกเขาควบคุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศ รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและแนวชายฝั่งทางตะวันตกซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมการเดินเรือในทะเลแดง

ในเชิงอุดมการณ์และการเมือง กลุ่มฮูตีเป็นส่วนหนึ่งของ "ฝ่ายต่อต้าน" (Axis of Resistance) ที่นำโดยอิหร่าน โดยมีจุดยืนต่อต้านอิสราเอลและอิทธิพลของตะวันตกอย่างชัดเจน พวกเขาได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวกรองจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึงโดรนพลีชีพ ขีปนาวุธต่อต้านเรือ และขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถยิงไปถึงอิสราเอลได้

ความน่ากลัวของกลุ่มฮูตีในการศึกครั้งนี้คือความสามารถในการทำ "สงครามนอกรูปแบบ" (Asymmetric Warfare) กลุ่มฮูตีใช้โดรนและขีปนาวุธราคาถูกเพียงไม่กี่หมื่นดอลลาร์ในการโจมตีเรือสินค้าและเรือรบที่มีมูลค่ามหาศาล กลยุทธ์นี้ทำให้กองทัพมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าต้องเผชิญกับความยากลำบากและต้นทุนในการป้องปรามที่สูงเกินขอบเขต ซึ่งเป็นการทำลายข้อได้เปรียบทางทหารแบบดั้งเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ

หายนะจากกาซาสู่ทะเล

นับตั้งแต่สงครามในกาซาปะทุขึ้นในปี 2566 กลุ่มฮูตีได้แสดงตนเป็นพันธมิตรกับชาวปาเลสไตน์และใช้การโจมตีเรือในทะเลแดงเป็นเครื่องมือในการกดดันอิสราเอลและชาติตะวันตก แม้จะถูกถล่มทางอากาศจากสหรัฐฯ และพันธมิตรกว่า 1,000 ครั้ง แต่กลุ่มฮูตีกลับแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการสนับสนุนที่ยังคงเหนียวแน่นในพื้นที่ ทำให้พวกเขากลายเป็นตัวแปรสำคัญที่โลกไม่อาจมองข้ามได้ในวิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ ตามข้อมูลเอกสาร Yemen’s Quagmire: Why Isn’t U.S. Might Winning?

วิกฤตในปี 2566 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ได้แก่

  • การปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่อย่าง Maersk และ MSC ตัดสินใจระงับการผ่านทะเลแดง และเปลี่ยนไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทน สิ่งนี้เพิ่มระยะทางกว่า 6,000 ไมล์ทะเล เพิ่มต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 1,000,000 ดอลลาร์/เที่ยว และทำให้สินค้าล่าช้าไป 10-14 วัน
  • ค่าประกันภัยพุ่งกระฉูด ค่าประกันภัยสำหรับเรือที่กล้าผ่านทะเลแดงพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 250 หรือในบางกรณีไม่สามารถหาบริษัทรับประกันได้เลย
  • ราคาน้ำมันและก๊าซ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุมากกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงที่ความตึงเครียดสูงสุด ขณะที่ยุโรปต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซ LNG เนื่องจากกาตาร์เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้
  • โซ่อุปทานชะงักงัน โรงงานผลิตรถยนต์ในยุโรป เช่น Tesla และ Volvo ต้องระงับการผลิตชั่วคราวเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนที่ติดค้างอยู่บนเรือที่ต้องอ้อมแอฟริกา

เยเมนในปัจจุบัน เหยื่อสงครามที่ไม่จบสิ้น

ในขณะที่ฮูตีพยายามสร้างบทบาทเป็นวีรบุรุษในสายตาโลกมุสลิม แต่ประชาชนเยเมนกลับต้องแบกรับกรรมที่หนักหนาที่สุด เยเมนถูกจัดว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในตะวันออกกลางอยู่แล้วก่อนสงครามครั้งนี้

  • วิกฤตมนุษยธรรม ประชากรกว่า 12 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก การปิดล้อมและการโจมตีท่าเรือที่สำคัญอย่างโฮเดดาห์ (Hodeidah) ยิ่งขัดขวางการส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม
  • ความสูญเสียจากการตอบโต้ การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อทำลายฐานอาวุธฮูตี ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้าและคลังเก็บน้ำมันถูกทำลาย มีพลเรือนบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก
  • เศรษฐกิจที่ล่มสลาย ค่าเงินเยเมนอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานได้

อนาคตของทะเลแดงที่ "ไม่มีวันเหมือนเดิม"

วิกฤตทะเลแดงในปี 2569 แสดงให้เห็นว่าจุดภูมิรัฐศาสตร์ขนาดเล็กสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งโลกได้เพียงใด ตราบใดที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่บรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืน ทะเลแดงจะยังคงเป็นจุดเสี่ยงที่อันตรายที่สุด โลกต้องปรับตัวด้วยการหาแหล่งพลังงานทางเลือกและเส้นทางสำรอง แต่ในระยะสั้น "วิกฤตพลังงาน" และ "ราคาสินค้าแพง" จะยังคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ในเยเมนเองก็มืดมนไม่แพ้กัน เมื่อฮูตีฝังตัวแน่นในพื้นที่และใช้นโยบายเผชิญหน้ากับมหาอำนาจ ความหวังในการเห็นเยเมนกลับมาสงบสุขดูจะเลือนลางลงทุกที นี่คือบทเรียนราคาแพงที่โลกต้องจ่าย เพื่อแลกกับความไม่สงบในดินแดนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สุดในโลก

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : Yemen's Civil War, the Houthis, and the Saudi Intervention, Jerusalem Post

อ่านข่าวอื่น :

สหรัฐฯ เสริมทัพใหญ่ ส่งเรือ USS Tripoli - นาวิกโยธิน 3,500 นายสู่ตะวันออกกลาง

นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ

ตะวันออกกลางระอุ นักวิชาการมั่นใจไม่กระทบ ผู้แสวงบุญ "พิธีฮัจย์"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"F1 เวอร์ชันขาไถ" ญี่ปุ่นจัดสนาม Grand Prix แข่งถีบเก้าอี้ออฟฟิศสุดมัน

45 นาทีที่แล้ว

อิหร่านไฟเขียวเรือสินค้าปากีสถาน 20 ลำ ผ่านฮอร์มุซ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ชาวบ้านค้านก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 งามวงศ์วาน - พระราม 9

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกฯ ลงพื้นที่นครพนม เช่ารถขับสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ยันสถานการณ์ปกติ

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...