โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แรงงาน และสหภาพแรงงาน หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ต.ค. 2565 เวลา 03.49 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2565 เวลา 11.23 น.
พนักงานในโรงงานผลิตไม้เทนนิส ในประเทศอังกฤษ ภาพถ่ายเมื่อปี 1935 (AFP)

ชนชั้นแรงงานดูจะไม่ได้ประโยชน์มากมายจากการเปลี่ยนเศรษฐกิจเป็นแบบอุตสาหกรรม มีการประเมินว่าผลการผลิตต่อคนงานของบริเตนเพิ่มขึ้น 46% ระหว่างปี 1780-1840 ขณะที่ค่าแรง (หลังปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว) เพิ่มขึ้นเพียง 12% เมื่อพิจารณาสภาพการทำงานที่หนักมากในโรงงานยุคแรกและภาวะขาดสุขอนามัยของเมืองใหญ่ก็นับเป็นการแลกเปลี่ยนที่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าจริงๆ ในช่วง 60 ปี ตั้งแต่ปี 1840-1900 ค่าแรงจริงของบริเตนนำหน้าผลผลิตต่อคนงานไปไกล โดยอย่างแรกเพิ่มแบบก้าวกระโดดไป 123% และอย่างหลังเพิ่มขึ้นเพียง 90% [1]

นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ โรเบิร์ต อัลเลน ได้แนะว่ารูปแบบนี้เกิดขึ้นเพราะกำไรที่สูงในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 ไปเข้ากระเป๋านายทุนโดยไม่กระจายมาสู่คนงาน แต่ต่อมานายทุนก็นำกำไรเหล่านั้นกลับมาลงทุนใหม่ ทำให้มีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและผลักดันค่าแรงจริงให้สูงตามไปด้วย [2] อาจมีองค์ประกอบอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีก คนงานสามารถอพยพไปสหรัฐอเมริกาและอาณานิคมของบริเตนที่ค่าแรงจริงสูงกว่า คนงานชาวไอริชทำตัวเป็นแรงงานตามฤดูกาลในไร่นาของบริเตน พวกเขาอพยพมาเป็นจำนวนมากหลังทุพภิกขภัยที่ทำให้ค่าแรงจริงของบริเตนเพิ่มสูงขึ้น และในช่วง 3 ทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 ธัญพืชราคาถูกจากโลกใหม่ก็ทำให้ราคาอาหารลดลงและส่งเสริมพลังการใช้จ่ายให้มากขึ้นไปอีก

คนงานยังได้ประโยชน์จากสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายขึ้นด้วย โดยเฉพาะในรูปแบบของเสื้อผ้าราคาถูก พวกเขาอาจเดินทางด้วยรถรางราคาถูกในวันหยุดงาน และเมื่อไปเยือนเมืองใหญ่ก็ได้เดินบนถนนที่สว่างไสวด้วยตะเกียงแก๊ส นี่คือมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและอาจไม่ปรากฏในตัวเลขสถิติแบบเดิมๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือมีคนมากขึ้นที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่โดยไม่ต้องทนทำงานในโรงงาน ข้อมูลจากสำมะโนประชากรบริเตนในปี 1851 เผยว่าในขณะที่มีคนงานในอุตสาหกรรมฝ้ายราว 500,000 คน ก็มีคนที่ทำงานภาคบริการในประเทศ 1 ล้านคน และทำงานภาคเกษตรกรรมอีก 2 ล้านคน [3] เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีคนงานฝรั่งเศสถึงครึ่งหนึ่งที่ทำงานในไร่นา

ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นจริงในศตวรรษที่ 19 สาเหตุหลักนั้น ดูได้จากค่า GDP ที่สูงขึ้น ซึ่งสื่อว่ามีประชากรส่วนน้อยที่มีมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นโดยไม่กดคนที่เหลือในสังคมให้อยู่ในภาวะอดอยาก ความเหลื่อมล้ำพุ่งถึงจุดสูงสุดในบริเตนราวปี 1867 และในสหรัฐอเมริกาช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากนั้นค่าแรงจริงก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คนงานสามารถไล่ตามทัน [4] ในที่สุดคนส่วนใหญ่ก็ได้ประโยชน์

เมื่อการเปลี่ยนเศรษฐกิจเป็นแบบอุตสาหกรรมไปทั่วโลก คนงานก็รวมตัวกันเพื่อต่อสู้ให้ได้ค่าแรงและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีขึ้น ในบริเตนนั้นสมาชิกสหภาพแรงง 674,000 คนในปี 1887 เป็นเกือบ 2 ล้านคนในปี 1905 สวน ฝรั่งเศสก็เพิ่มจาก 139,000 คนในปี 1890 เป็น 614,000 คนในปี 1902 ส่วนในเยอรมนีก็เพิ่มจาก 95,000 คนในปี 1887 เป็น 887,000 คนเมื่อถึงปี 1903 [5]

การปะทะกันระหว่างแรงงานกับธุรกิจอาจรุนแรงมาก ในปี 1892 แอนดรูว์ คาร์เนกี ลดค่าแรงคนงานที่โรงงานเหล็กกล้าของเขาในโฮมสตีด เพนซิลเวเนีย เมื่อคนงานหยุดงานประท้วง พวกเขาโดนกันไม่ให้เข้าโรงงานและมีการจ้างคนอื่นมาแทน เรื่องนี้ทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงหยุดงานกับสมาชิกบริษัทรักษาความปลอดภัยพิงเกอร์ตัน ส่งผลให้ฝ่ายแรกเสียชีวิต 9 คนและฝ่ายหลังอีก 7 คน ผู้ว่าการรัฐต้องส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไป 8,000 นาย เพื่อยุติการประท้วง

ความวุ่นวายของภาคอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่พบบ่อยในยุโรป ด้วยมีคนงานชาวฝรั่งเศสราว 400,000 คนที่ประท้วงหยุดงาน ในปี 1906 เพื่อเรียกร้องให้ปรับชั่วโมงทำงานเป็นวันละ 8 ชั่วโมง ส่วนคนงานเหมืองที่รัวร์ของเยอรมนีก็ก่อความวุ่นวายเป็นประจำในช่วงระหว่างปี 1905-1912 บริเตนเกิดการประท้วงหยุดงานของคนงานรถไฟทั่วประเทศครั้งแรกเมื่อปี 1911 และเกิดการประท้วงของคนงานเหมืองทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในปี 1912 [6]

การประท้วงในอุตสาหกรรมทั้ง 2 ประเภทมีประสิทธิภาพมากเป็นพิเศษเพราะเศรษฐกิจต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมทั้งคู่อย่างมาก หากไม่มีถ่านหินเพื่อสร้างพลังงานให้โรงงานหรือไม่มีรถไฟเพื่อขนส่งสินค้า อุตสาหกรรมอื่นก็ไม่อาจทำงานต่อไปได้เช่นกัน ในช่วงที่คนงานรถไฟประท้วงในปี 1911 วินสตัน เชอร์ชิลล์ ถึงกับต้องส่งกองกำลังเข้าไปในลาเนลลี และมีผู้เสียชีวิต 6 คน นี่เป็นเหตุการณ์ที่นักรณรงค์เรื่องสิทธิแรงงานใช้เพื่อโจมตีเขาอยู่นานนับสิบปี

คนงานหญิงยิ่งได้รับการปฏิบัติแย่กว่า คนงานหญิงผู้ผลิตไม้ขีดไฟที่โรงงานไบรอันต์แอนด์เมย์ของบริเตนต้องทำงานตั้งแต่ 08.00 น. ในฤดูหนาว และ 06.30 น. ในฤดูร้อน ไปจนถึง 18.00 น.โดยได้พักเพียง 30 นาทีเพื่อกินอาหารเช้าและอีก 1 ชั่วโมงสำหรับกินอาหารเที่ยง ขณะทำงานต้องยืนทำ และได้ค่าแรงสัปดาห์ละ 4 ชิลลิงเท่านั้น แต่เด็กสาวเหล่านี้อาจโดนปรับถึง 3 เพนนีหากคุยกันหรือไปเข้าห้องน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต [7] ในปี 1911 มีคนงานเสียชีวิต (123 คนเป็นผู้หญิง) ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานไทรแองเกิลเชิร์ตเวสต์ที่นิวยอร์ก เพราะเจ้าของล็อกประตูที่เปิดสู่ปล่องบันไดเพื่อป้องกันขโมยและไม่ให้คนงานแอบพักโดยไม่ได้รับอนุญาต [8]

ความเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้นของสหภาพแรงงานในยุโรปทำให้รัฐบาลเป็นกังวล พวกเขากลัวว่าสหภาพแรงงานอาจกลายเป็นฐานสำหรับการเคลื่อนไหวเชิงปฏิวัติในวงกว้าง เรื่องนี้อาจไปกระตุ้นให้รัฐบาลบางแห่งมีนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวมากขึ้นและใช้แนวคิดชาตินิยมเป็นวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของคนงานจากปัญหาเศรษฐกิจ หากนั่นคือเป้าหมายของรัฐบาลก็คงเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ความโกลาหลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เกิดการปฏิวัติจริงๆ ในรัสเซีย รวมถึงการโค่นล้มของสถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่นด้วย แต่คำถามที่กว้างกว่านั้นคือทำไมคำทำนายของมาร์กซ์เรื่องการปฏิวัติที่เลี่ยงไม่ได้จึงไม่กลายเป็นจริง

คำตอบคือประโยชน์ของการเปลี่ยนเศรษฐกิจเป็นแบบอุตสาหกรรมนั้นชัดเจนเพียงพอแล้วในสายตาคนส่วนใหญ่เมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 19 หลักๆ แล้วผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมเพิ่มตามจำนวนประชากร ทำให้คนงานในโรงงานไม่อดอยาก การสำรวจผลผลิตเกษตรกรรมใน 25 ประเทศเผยว่ามันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวระหว่างปี 1870-1913 [9] ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสเพิ่มการใช้งานเครื่องจักรอย่างเครื่องนวดข้าวและเครื่องเก็บเกี่ยวตอนปลายศตวรรษที่ 19 ในขณะที่รัสเซียปลูกธัญพืชเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าระหว่างทศวรรษ 1860 ถึงปี 1914 [10]

รัฐบาลยังเสนอสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากแนวคิดสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ บิสมาร์กริเริ่มการประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ และเงินบำนาญในเยอรมนี ช่วงทศวรรรษ 1880 ฝรั่งเศสใช้นโยบายประกันสุขภาพและสวัสดิภาพดูแลเด็กในทศวรรษ 1890 และ 1900 ส่วนบริเตนก็เสนอเงินบำนาญและการประกันว่างงานในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 อายุคาดเฉลี่ยนั้นเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย เหตุผลหนึ่งคือนักวิทยาศาสตร์ได้คิดทฤษฎีที่ว่าโรคเกิดจากเชื้อโรคขึ้นมาและตระหนักถึงผลกระทบที่น่ากลัวของภาวะขาดสุขอนามัย แต่ก็ต้องใช้เวลากว่าทฤษฎีเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับ ในปี 1847 อิกนาซ เซ็มเมิลไวส์ (Ignaz Semmelweis) สูติแพทย์ชาวฮังการี ระบุได้อย่างถูกต้องว่าการติดเชื้อระหว่างคลอดเกิดจากแพทย์ และยืนยันให้เพื่อนร่วมงานของเขาล้างมือทุกครั้ง แต่ถึงนั่นจะทำให้อัตราการเสียชีวิตของคุณแม่มือใหม่ลดลงอย่างมาก [11]

ในปี 1854 จอห์น สโนว์ (John Snow) แพทย์ผู้เขียนเกี่ยวกับการแพร่หลายเชื้ออหิวาตกโรค ก็ประสบความสำเร็จในการตามหาแหล่งที่มาของโรคไปจนถึงปั๊มน้ำในลอนดอน เมื่อนำปั๊มออกไปก็ทำให้การเกิดอหิวาตกโรคลดลง [12] ในช่วงระหว่างปี 1859-1870 ทีมที่นำโดยโจเซฟ บาซัลเจตต์ (Joseph Bazalgette) ได้สร้างเครือข่ายท่อระบายน้ำใต้ลอนดอนที่ยาวถึง 550 ไมล์ (885 กิโลเมตร) และเชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่ที่มีความยาวทั้งหมด 13,000 ไมล์ (21,000 กิโลเมตร) แผนนี้เคยโดนรัฐสภาปัดตกถึง 5 ครั้ง และเพิ่งได้รับอนุมัติหลังเกิดเหตุกลิ่นเหม็นรุนแรง (Great Stink)

ในปี 1858 เมื่อม่านของสภาสามัญชนต้องเคลือบปูนขาวเพื่อลดกลิ่น [13] เริ่มมีการสร้างระบบท่อระบายน้ำในเมืองต่างๆ ของสหรัฐอเมริกาช่วงปลายทศวรรษ 1850 และในเยอรมนีกับฝรั่งเศสช่วงทศวรรษ 1860 ระบบท่อระบายน้ำของแฟรงก์เฟิร์ตลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้รากสาดน้อยจาก 80 คนต่อประชากร 10,000 คนในปี 1868 ให้เหลือเพียง 10 คนต่อประชากร 10,000 คนในปี 1883 [14]

นอกจากคนงานจะมีสุขภาพดีขึ้นแล้ว พวกเขายังมีการศึกษามากขึ้นด้วย ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 รัฐบาลก็ริเริ่มให้การศึกษาแก่เด็กเล็ก มีรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือบางรัฐในสหรัฐอเมริกาที่เด็กทุกคนได้เข้าเรียนหมดเมื่อถึงปี 1840 และเมื่อถึงปี 1850 ก็มีเด็กผิวขาวชาวอเมริกันอายุ 5-14 ปี จำนวน 61% ได้เรียนหนังสือ ประเทศเดียวที่มีอัตราการเรียนหนังสือสูงกว่านี้คือปรัสเซียซึ่งเริ่มให้การศึกษาแก่เด็กหลังการพ่ายแพ้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ในสงครามนโปเลียน เมื่อถึงปี 1850 ก็มีอัตราการเข้าเรียน 73% ในขณะที่ฝรั่งเศสและอังกฤษอยู่ที่ราว 50% [15]

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญอีกประการคือการถือกำเนิดของชนชั้นกลาง ในนอร์เวย์นั้นสัดส่วนของแรงงานที่ทำงานแบบมืออาชีพเพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 1815 เป็น 22% ในปี 1914 จำนวนเสมียนในอังกฤษและเวลส์เพิ่มจาก 129,000 คนในปี 187 เป็น 461,000 คนในปี 1901 [16] นอกจากเสมียนแล้ว เศรษฐกิจใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้นยังทำให้ทนายความและวิศวกรเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : บทความนี้คัดย่อจาก ฟิลิป ค็อกแกน-เขียน, พลอยแสง เอกญาติ-แปล, เปิดประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมื่นปี, สนพ.มติชน ตุลาคม 2565

เชิงอรรถ :

[1] Robert C. Allen, “Engels’ pause: technical change, capital accumulation and inequality in the British industrial revolution”, Explorations in Economic History, Vol.46, no 4, October 2009

[2] Ibid.

[3] Cannadine, Victorious Century, op. cit.

[4] Milanovic, Global Inquality, op.cit.

[5] William A. Pelz, A People’s History of Modern Europe

[6] Evans, The Pursuit of Power, op. cit.

[7] Simon Heffer, The Age of Decadence: Britain 1880 to 1914

[8] Donkin, Blood, Sweat & Tears, op. cit.

[9] Giovanni Federico, “Growth, specialization, and organization of world agriculture”, The Cambridge History of Capitalism, Volume 2, op. cit.

[10] Evans, The Pursuit of Power, op. cit.

[11] แหล่งที่มาhttp://broughttolife.sciencemuseum.org.uk/broughttolife/people/ignazsemmelweis

[12] แหล่งที่มา http://www.bbc.co.uk/history/historic figures/snow_ john.shtml

[13] “Subterranean dreams”, The Economist, July 16th 2013

[14] Evans, The Pursuit of Power, op. cit.

[15] Sun Go and Peter Lindert, “The curious dawn of American public schools”, NBER working paper 1335

[16] Evans, The Pursuit of Power, op. cit.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 ตุลาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...