โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Consequences of World and Life ศิลปะแห่งการทบทวน ผลสืบเนื่องของโลกและชีวิต

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 ก.ค. 2566 เวลา 13.09 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2566 เวลา 13.09 น.

Consequences of World and Life

ศิลปะแห่งการทบทวน ผลสืบเนื่องของโลกและชีวิต

ศิลปะนามธรรม (Abstract art) มักเป็นกระบวนการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานเท่านั้น

แต่ในบางครั้ง ศิลปะนามธรรม ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจและถ่ายทอดประเด็นที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น อย่างเรื่องของปรัชญา ศาสนา หรือแม้แต่สัจธรรมในธรรมชาติก็เป็นได้

ดังเช่นกระบวนการทำงานของ ภัทรกร สิงห์ทอง ศิลปินผู้อาศัยและทำงานอยู่ในจังหวัดลำพูน เขาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมนามธรรมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเส้นสาย สีสัน และพื้นผิวอันเปี่ยมความเคลื่อนไหวทรงพลัง

แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงเอาไว้ด้วยความสงบ ลึกซึ้ง และเงียบงัน

ภัทรกรใช้กระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะเพื่อทำความเข้าใจโลกและความหมายของการมีชีวิต ผ่านผลงานจิตรกรรมนามธรรม (และรูปธรรม) และสำรวจความจริงของการดำรงอยู่และสัจธรรมแห่งธรรมชาติรอบข้าง การทำงานของเขาจึงไม่ต่างอะไรกับการแสวงหาสัจธรรมของชีวิต

ล่าสุด ภัทรกรมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวที่มีชื่อว่า Consequences of World and Life ที่นำเสนอผลพวงสืบเนื่องจากการทำงานในช่วงเวลาที่ผ่านมาของเขา เพื่อสรุปความเข้าใจที่มีต่อโลกและชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ดังเช่นชื่อนิทรรศการของเขาที่มีความหมายว่า “ผลสืบเนื่องของโลกและชีวิต”

ในนิทรรศการครั้งนี้ ภัทรกรหยิบเอาผลงานในหลายยุคสมัยของเขา ทั้งผลงานในปี 2020, 2021, 2022 และ 2023 นำมาปรับปรุง, เพิ่มเติม, เรียนรู้ และทำความเข้าใจใหม่

บางผลงานยังไม่เคยถูกจัดแสดงที่ไหนมาก่อน หากผลงานทุกชิ้นมีจุดร่วมทางความหมายที่เหมือนกัน คือการเป็นผลสืบเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงชีวิตการทำงานศิลปะของเขา

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดในนิทรรศการครั้งนี้คืองานจิตรกรรมชุด Calligraphy ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข้อมูลที่ศิลปินสำรวจความเป็นจริงในธรรมชาติผ่านการวิปัสสนา และแสดงออกมาด้วยการเขียนตัวอักษรภาพคล้ายกับศิลปะการวาดภาพพู่กัน

ภัทรกรนำความเข้าใจที่ได้จากกระบวนการนี้มาศึกษาปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวมนุษย์มาสรุปอีกครั้ง ผ่านผลงานภาพวาดชุดตัวหนังสือขนาดใหญ่ 10 เมตร ที่ศิลปินใช้เวลาในแต่ละวันค่อยๆ สร้างสรรค์ขึ้นมาทีละส่วน

ภัทรกรหยิบผลของการศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติ มาทำซ้ำออกมาเป็นผลงานศิลปะ โดยอ้างอิงจากพระธรรมในพระไตรปิฏกอย่าง ปริยัติ, ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ

คือเอาผลของการปฏิบัติที่ทำให้เห็นความงามในความจริงแท้ และนำผลของความงามที่ว่านี้มาทำให้เกิดเป็นรูปทรงของตัวหนังสือ ที่เป็นเสมือนการสรุปความเข้าใจให้ตนเองเกี่ยวกับธรรมชาติ โลก และชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องสื่อความหมายให้แก่ผู้ชมอย่างชัดแจ้ง

หากแต่เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนตีความตามแต่ประสบการณ์ชีวิต และประสบการณ์ในการรับรู้ของตนเอง

“สําหรับผม ทุกอย่างในโลก ล้วนแล้วแต่มีสัจธรรมในตัว มีสัจธรรมอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ศิลปะก็เป็นธรรมชาติ ส่วนการเข้าถึง การศึกษาตีความ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เรามองดอกบัว พ่อค้าแม่ค้าเห็นดอกบัวแล้วอาจนึกถึงราคาและการขาย ศิลปินเห็นดอกบัวอาจแล้วอาจจะนึกถึงสีสัน รูปทรง แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจในสัจธรรมของธรรมชาติ ก็จะเห็นความจริงในดอกบัว”

“ช่วงก่อนหน้านี้ที่ผมยังไม่เข้าใจในสัจธรรมของธรรมชาติ เวลาทำงานผมจะมีลักษณะของความนิยมความสมบูรณ์แบบในการทำงาน แต่ในที่สุดเราก็เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราไม่สามารถควบคุมสิ่งนี้ได้ เราแค่ทำเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ที่เหลือก็เป็นเรื่องของความเข้าใจ และการสร้างระบบ ที่เอื้อให้เกิดเหตุปัจจัยในผลงานขึ้นด้วยตัวเอง”

ผลงานในปัจจุบันของภัทรกรจึงมีร่องรอยที่เขาปล่อยให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติและร่องรอยจากสภาพแวดล้อมรอบพื้นที่ทำงาน อย่างคราบไคลของฝนที่สาดซัดและไหลลงมาโดนผลงาน รอยยับ ความแห้งแตกระแหงของสี

บางครั้งถึงกับมีดอก ใบ และเมล็ดลำไย จากต้นลำไยที่อยู่ในสวนใกล้กับสตูดิโอของเขาตกลงมาติดและถูกเคลือบทับลงไปบนตัวงานก็ยังมี

หากเรามองว่าก้นบุหรี่ที่ร่วงหล่นติดอยู่ในภาพวาดนามธรรมหยดสีของ แจ็กสัน พอลล็อก นั้นเป็นการแสดงออกถึงคุณสมบัติอันโคตรแมนของพอลล็อกในโลกศิลปะ, ดอก, ใบ และเมล็ดผลไม้ที่ร่วงหล่นติดอยู่ในภาพวาดนามธรรมของภัทรกรก็น่าจะเป็นการแสดงออกถึงคุณสมบัติแห่งความปล่อยวางและเข้าถึงสัจธรรมในธรรมชาติของเขาเช่นเดียวกัน

“ก่อนหน้านี้ที่ผมไม่เข้าใจระบบธรรมชาติ ผมเกิดคำถามกับตัวเองมาก ว่าชีวิตเราก็แค่วาดภาพแล้วเอาไปขายได้เท่านั้นเองหรือ? แต่พอผมเชื่อมตัวเองกับระบบธรรมชาติได้ ถึงได้เข้าใจว่า ไม่ว่าเราจะทำงาน, เลี้ยงลูก, เขียนหนังสือ, ขับรถ, เล่นดนตรี ทุกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกันทั้งหมด เพราะสัจจะความจริงในการดำเนินชีวิตคือธรรมชาติ”

“คนที่เข้าใจระบบของธรรมชาติจะมีสองลักษณะใหญ่ๆ ลักษณะแรกคือ ผู้ที่เร่งบรรลุธรรมอย่างนักบวช ที่ละวางทุกอย่าง ควบคุมพฤติกรรมของตนเองเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วที่สุด ลักษณะที่สองคือ ผู้ที่ดำรงชีวิตตามปกติธรรมดาทั่วไป โดยที่ทำความเข้าใจธรรมชาติไปด้วย ผู้ที่อยู่ในลักษณะนี้จะเอื้อให้เกิดความสวยงามในการแบ่งปัน พอขยายผลต่อไป เราจะเห็นคุณงามความดีของทุกสิ่งทุกอย่าง ของผู้คน ของเพื่อนมนุษย์ ของสิ่งที่มีบุญคุณ สิ่งที่เกื้อหนุนชีวิตเรา”

“ก่อนหน้านี้ผมเคยตั้งคำถามว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร? ทำงานศิลปะไปเพื่ออะไร? ผมมาตอบคำถามนี้ได้ในภายหลังว่า เราทำงานศิลปะเพื่อฝึกฝนพัฒนาตนเองให้เข้าถึงกฎธรรมชาติ เข้าถึงสัจธรรมหรือคุณงามความดีในธรรมชาติ พอเราเข้าใจสิ่งนี้ในระดับหนึ่งก็จะก่อให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่เราแบ่งปันความเข้าใจนี้ออกไปให้แก่สังคม”

“ที่ผมทำงานศิลปะ ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียงรางวัล เพื่ออามิสสินจ้างอย่างล้นเกิน หากแต่ทำเพื่อแลกปัจจัยในการดำรงชีวิต เพื่อต่อยอดในการทำงานศิลปะต่อไป เป็นสัมมาอาชีวะ เมื่อเราเข้าใจถึงสัจธรรมนี้ เราก็รู้ว่าไม่ใช่แค่คนทำงานศิลปะเท่านั้น หากแต่คนขับแท็กซี่, ขับรถส่งของ, ทำอาหาร, เขียนหนังสือ, เดินทาง ทุกอย่างคือการแสวงหาสัจธรรมได้ทั้งหมด ถ้าเราเข้าใจถึงข้อเท็จจริงนี้ เราก็สามารถใช้ทุกอย่างในการสื่อสารการเรียนรู้ธรรมชาติ เรียนรู้ตัวเองได้”

“ผมมักจะพูดบ่อยๆ ว่าถ้าเราเห็นความจริงในธรรมชาติ เราจะเห็นความดีความงามของทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว”

ด้วยความที่นิทรรศการครั้งนี้จัดแสดงในพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า แทนที่จะเป็นหอศิลป์ตามปกติ ทำให้หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า บริบทของพื้นที่แห่งนี้ ที่เป็นพื้นที่ของระบอบทุนนิยมที่ผู้คนต่างมุ่งหน้ามาจับจ่ายใช้สอย กิน ดื่ม เสาะแสวงหาความสุขทางโลก นั้นเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับเนื้อหาสาระในงานชุดนี้หรือไม่?

“ผมว่าถึงจะแสดงในหอศิลป์หรือห้างสรรพสินค้าก็มีธรรมชาติเหมือนกัน ต่างกันแค่เหตุปัจจัยของผู้ที่เข้ามาในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เราใช้โจทย์ตรงนี้ในการศึกษาธรรมชาติของห้างสรรพสินค้า เพราะไม่ว่าเราจะดูงานอยู่ในหอศิลป์ หรือแม้แต่ปฏิบัติธรรมในวัด แต่เราปฏิบัติด้วยกิเลสอย่างละเอียด ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ก็เป็นกิเลสไม่ต่างกัน ในทางกลับกัน ห้างสรรพสินค้าเองก็เป็นพื้นที่ที่เกื้อหนุนให้คนจำนวนมากได้มีโอกาสทำมาหากิน เลี้ยงชีพอย่างสุจริต ในแง่นี้ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือหอศิลป์ ต่างก็เป็นสถานที่ที่ผมใช้แสดงผลงานเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด”

นิทรรศการ Consequences of World and Life โดย ภัทรกร สิงห์ทอง จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 7 July-31 August 2023 ที่ Iconluxe Pop Up Space ชั้น 1 ไอคอนสยาม ภาพถ่ายโดย Preecha Pattara •

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...