โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมแม้แต่คนฉลาดก็เชื่อ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’?

The101.world

อัพเดต 20 ต.ค. 2567 เวลา 20.21 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2567 เวลา 16.55 น. • The 101 World

เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านตาคำว่า ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ กันมาบ้าง ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับทฤษฎีสมคบคิด คือเรามักแสดงความแปลกใจหรือคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้เมื่อพบว่ามีคนเชื่อทฤษฎีสมคบคิดบางเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อและตัวเราไม่ได้เชื่อในสิ่งนั้น เช่น คนจำนวนมาก (ทั้งอเมริกันและชาติอื่น) เชื่อว่าภาพถ่ายหรือวิดีโอนักบินอวกาศอเมริกันเหยียบพื้นดวงจันทร์เป็นภาพที่ถ่ายทำในสตูดิโอ

แต่ในทางกลับกัน เราเองก็อาจเชื่อทฤษฎีสมคบคิดอื่นที่คนอีกจำนวนมากไม่เชื่อ เช่น ความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือ ‘ภาวะโลกร้อน’ เป็นแค่เรื่องที่กุขึ้นเพื่อทำลายอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปภายใน หรือเพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทรถยนต์บางรายหรือบางประเทศ

สำนักข่าวบีบีซีเคยร่วมกับคิงส์คอลเลจเพื่อทำวิจัย โดยใช้แบบสำรวจออนไลน์ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2023 และมีอาสาสมัครชาวอังกฤษอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 2,274 คนเข้าร่วม งานวิจัยพบว่ามีทฤษฎีสมคบคิดล่องลอยอยู่ในหัวคนอังกฤษมากทีเดียว คนอังกฤษเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (45%) เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นผลกระทบจากฝีมือมนุษย์จริงๆ ขณะที่อีก 29% ไม่แน่ใจ และอีก 8% ระบุว่าไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง อีกทั้งมีคนคิดว่าไม่น่าจะจริง (11%) หรือมั่นใจว่าไม่จริง (7%) อยู่ด้วย

ขณะเดียวกัน มีคนราวหนึ่งในสาม (34%) จากอาสาสมัครทั้งหมดที่เชื่อว่าวัคซีนโควิด-19 มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดี หรือน่าจะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพดี (35%) แต่ก็มีอยู่ 10% ที่ ‘มั่นใจ’ ว่าวัคซีนไม่ปลอดภัยหรือไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้จริง

เรื่องที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งจากงานวิจัยนี้ คือมีผู้ตอบแบบสอบถามราว 30% ที่เห็นว่าการเชื่อทฤษฎีสมคบคิดไม่มีผลเสียร้ายแรงอะไร

คนเฉลียวฉลาดก็เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดพวกนี้ไม่ต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ไวต่อภัยคุกคามมากกว่าคนทั่วไป คนที่รู้สึกตัวว่าไม่ปลอดภัย หรือคนที่ระแวงว่ามีภัยคุกคามบางอย่างตลอดเวลา[1] นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงพวกคนที่รู้สึกว่าตัวเองเหนือคนอื่น มีนิสัยชอบต่อต้านสังคมเป็นปกติวิสัย มีนิสัยเชื่อหรือมักตัดสินเรื่องราวต่างๆ ด้วยสัญชาตญาณเป็นหลัก และสุดท้ายคือพวกที่เชื่อว่าตัวเองมีประสบการณ์แปลกประหลาดที่คนอื่นไม่มี หรือไม่ก็เชื่อในเรื่องแปลกประหลาดพิสดารที่ไม่น่าเป็นไปได้ง่ายกว่าคนอื่น

งานวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดทำให้รู้ว่ามีลักษณะร่วมบางอย่างสำหรับทฤษฎีเหล่านี้ ข้อแรกคือมักจะระบุว่ากลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมืองที่ไม่ปกติธรรมดานี้ เป็นพวกที่ปกปิดอำพรางตัวเองโดยจงใจและมีความประสงค์ร้ายในการทำเรื่องดังกล่าว

ข้อสองคือมักจะตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องทางการเมืองและเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายดีฝ่ายเลว แน่นอน พวกเขาเชื่อว่าตัวเองอยู่ฝั่ง ‘คนดี’

ประการสุดท้าย คือทฤษฎีพวกนี้มักชี้ให้เห็นว่าเรื่องราวที่ปรากฏเป็นกระแสหลักให้สาธารณชนรับรู้นั้น มันเป็นแค่ผลหรืออุบายที่ตั้งใจจะเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนจากผู้มีอำนาจตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง

การที่ทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลายดึงดูดใจ เพราะมันให้คำอธิบายสำหรับเหตุการณ์ที่กำกวม สับสน และที่สำคัญกระทบกระเทือนหรือรบกวนจิตใจผู้รับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่คำอธิบายจากเจ้าหน้าที่หรือทางการดูจะไม่ชัดเจนเพียงพอสำหรับเรื่องนั้นๆ จนทำให้อาจมีคนตีความว่ามีลับลมคมใน หรือไม่ก็มีข้อมูลน้อยจนชวนให้สงสัยว่ามีความพยายามปกปิด หรือไม่ก็อ้างอำนาจหน้าที่ระบุว่าเป็นความลับไม่อาจเปิดเผยแก่สาธารณชนได้

ข้อสุดท้ายนี้กระตุ้นความรู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างรุนแรง

ทฤษฎีสมคบคิดจึงเบ่งบานในหมู่ผู้คนที่มีความเห็นสุดขั้วทางการเมือง เพราะใช้กรอบความคิดที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจและมักตีความเหตุการณ์โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป มีบางคนตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่าทฤษฎีสมคบคิดดูจะไปกันได้ดีกับพวกขี้แพ้ชวนตีทั้งหลายอีกด้วย เพราะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับคนไร้อำนาจที่ใช้ป้องกันตัวเอง หรือไม่ก็โจมตีพวกที่มีอำนาจอยู่ในมือ ซึ่งใช้อำนาจจัดการปัญหาได้เลยโดยไม่ต้องแคร์อะไรมากมายนัก หรือไม่ต้องเสียเวลามาคบคิดสร้างทฤษฎีสมคบคิดให้ลำบาก

หากมองในมุมนี้ การเมืองไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาก็ดูจะสอดคล้องกันดีกับคำอธิบายทำนองนี้

นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว พวกลัทธิและศาสนาต่างๆ ก็ดูจะมีทฤษฎีสมคบคิดของตัวเองมิใช่น้อย เช่น วัดหนึ่งมีเรื่องเล่าว่าแม่ชีในวัดทำสมาธิจนมีอิทธิฤทธิ์และสามารถบินไปปัดลูกระเบิดไม่ให้ตกในสถานที่สำคัญของประเทศ เลยเถิดไปจนถึงกับอ้างว่าปัดระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงที่ประเทศไทยให้ไปลงที่ประเทศญี่ปุ่นแทน

เรื่องสุดท้ายฟังดูยังไงก็พิลึกและเป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป ทั้งยังไม่สมเหตุสมผลใดๆ เลยสำหรับคนที่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ จนดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังมีคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

คำถามสำคัญคือทำไมถึงมีคนสร้างทฤษฎีสมคบคิด ทฤษฎีเหล่านี้แพร่กระจายอย่างไร และมีรูปแบบที่ชัดเจนพอให้เราป้องกันแก้ไขได้หรือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรง เช่น ความเชื่อว่าวัคซีนเป็นสิ่งเลวร้ายและก่อให้เกิดโรคเสียเอง ทำให้โรคบางอย่างที่เคยหายไปแล้ว หรือพบน้อยมากและป้องกันได้ด้วยวัคซีนที่มีอยู่ กลับมาระบาดอีกครั้งจนพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา

โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ต้องการทำความเข้าใจโลกรอบตัวและต้องคิดหาคำอธิบายที่ตัวเองพอใจเพื่อความอยู่รอด แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลมากมายอะไรนัก การตีความเรื่องต่างๆ ต้องพึ่งพาข้อมูลและอารมณ์ความรู้สึกด้วย ซึ่งระหว่างกระบวนการดังกล่าวก็อาจมี ‘อคติ’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยตลอดเวลา ฉะนั้น การตีความเรื่องต่างๆ จึงมักบิดเบี้ยว เช่น เรามักคิดว่าตัวเองแทบไม่เคยทำอะไรผิดและมักจะกล่าวโทษคนอื่น เรื่องอื่น ดวง ความซวย กรรมเก่า ฯลฯ สำหรับเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อเกิดเรื่องดีขึ้น เราก็มักหลงลืม มองไม่เห็น หรือจำคนอื่นๆ ที่เคยช่วยเหลือไม่ได้ และมักจะมองว่าเป็นฝีมือหรือความดีงามของตนเองมากกว่า

เรามักตีความเหตุการณ์ให้เข้ากับความเชื่อที่มีอยู่เดิม ความเชื่ออะไรก็ตามที่เราไม่เห็นด้วยก็จะโดนกรองทิ้งไป หรือแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่รับรู้ ยิ่งเรื่องนั้นสำคัญมากขึ้นเท่าไหร่ สมองของเราก็จะยิ่งทำงานหนักขึ้นในรูปแบบนี้

คนที่ยิ่งฉลาดหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ อยู่ก่อนมาก ก็ยิ่งมีความสามารถในการสร้างความเชื่อและสร้างทฤษฎีสมคบคิดได้อย่างเป็นจริงเป็นจังหรือแนบเนียนมากยิ่งขึ้นไปอีก และกล่าวโต้แย้งกับคนที่ไม่เห็นด้วยได้ถนัดถนี่มากขึ้น คนฉลาดจึงไม่ได้มีความสามารถในการหลบหลีกความเชื่อในเรื่องทฤษฎีสมคบคิดมากกว่าคนทั่วไปเลย แถมเมื่อเชื่อแล้วก็ยิ่งยากจะแก้ไขความเชื่อผิดๆ นั้นอีกด้วย

การอยู่ในประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง มีระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลว และมีทรัพยากรที่จำกัดจนทำให้มีความเหลื่อมล้ำสูง จะยิ่งพบทฤษฎีสมคบคิดได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

การไม่ตกหลุมพรางทฤษฎีสมคบคิดไม่ใช่เรื่องง่าย ดังที่อธิบายไปแล้วว่าเป็นกระบวนทำงานของสมองในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีจุดอ่อนเรื่องอคติแต่ละแบบอยู่ เอาเป็นว่าทฤษฎีสมคบคิดบางอย่าง ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ได้มีผลอะไรมาก เช่น เรื่องยานอพอลโล 11 ลงจอดบนดวงจันทร์จริงหรือไม่ แต่บางเรื่องก็อาจส่งผลรุนแรงมากกว่า เช่น การไม่เชื่อว่าวัคซีนปลอดภัย เพราะนอกจากอาจก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองและคนในครอบครัวแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบกับคนอื่นๆ (เช่น เพื่อนบ้านหรือเพื่อนร่วมชั้นของลูก) จากโรคระบาดที่ป้องกันได้

เรื่องแบบนี้อาจต้องหาข้อมูลและประเมินให้ละเอียดถี่ถ้วนมากสักหน่อย กล่าวคืออาจต้องค้นข้อมูลและพูดคุยหาคำปรึกษาจากหลายคน โดยเฉพาะจากทั้งฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อ แล้วจึงประเมินเพื่อเลือกเชื่ออันที่ดีกว่า ดังนั้น ในกรณีนี้พื้นฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญ

มีคำแนะนำด้วยว่าการหาความรู้ทางประวัติศาสตร์ก็ช่วยได้ เพราะบ่อยครั้งทฤษฎีสมคบคิดมีการบิดข้อมูลบางอย่างให้เข้ากับทฤษฎี การมีความรู้ประวัติศาสตร์มากพอและแม่นยำพอก็ทำให้ตกหลุมพรางยากขึ้นตามไปด้วย

หากทำเช่นนี้ได้ เราก็จะไม่ได้รับผลร้ายจากทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ มากนัก

 [+]

References ↑1 Cris Andrews (2023) Why do smart people fall for conspiracy theories? Psychology Now, Vol. 7, 52-55

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...