4 กรณี ก.ศ.ร.กุหลาบ 4 ข้อกล่าวหาใหญ่
บทความพิเศษ | ธงชัย วินิจจะกูล
4 กรณี ก.ศ.ร.กุหลาบ
4 ข้อกล่าวหาใหญ่
กรณีที่หนึ่ง เมื่อ พ.ศ.2426 ตีพิมพ์หนังสือ “คำให้การขุนหลวงหาวัด” ออกจำหน่าย เป็นที่ฮือฮาในบรรดาผู้ที่นิยมหนังสือเก่าและผู้ใฝ่ใจศึกษาเรื่องโบราณ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยทอดพระเนตรเอกสารโบราณต้นฉบับมาก่อนแล้ว
จึงทรงทราบว่า “คำให้การขุนหลวงหาวัด” ของกุหลาบเป็นฉบับดัดแปลงแต่งเติมจากเอกสารโบราณซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักในขณะนั้น
พระองค์ไม่พอพระราชหฤทัยอย่างเห็นได้ชัด
ในพระราชนิพนธ์ “พระราชพิธีสิบสองเดือน” หลายปีต่อมา (พ.ศ.2432) ระบุว่า
“จดหมายขุนหลวงหาวัด” (ฉบับพิมพ์) พิสดารฟั่นเฝือเหลือเกิน จนจับได้ชัดเสีย แล้วว่ามีผู้แทรกแซมความแต่งขึ้นใหม่ (ถ้าเป็นของเดิมจริง) ก็จะเป็นที่พึงใจเหมือนหนึ่งทองคำเนื้อบริสุทธิ์ซึ่งเกิดจากตำบลบางตะพาน
แต่นี่เมื่อมีผู้ส่งทองให้ดู บอกว่าทองบางตะพานแต่มีธาตุอื่นๆ เจือปนจนเป็นทองเนื้อต่ำ ถึงว่าจะมีทองบางตะพานเจือปนอยู่บ้างจริงจะรับได้หรือว่าทองทั้งก้อนนั้นเป็นทองบางตะพาน
ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เสียเช่นนี้ก็เหมือนปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวง ซึ่งควรจะได้รับ แล้วเอาสิ่งที่ (ไม่) บริสุทธิ์ลงเจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก
ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นคนรักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้
หนังสือนี้จะคลาดเคลื่อนมาจากแห่งใด ก็หาทราบไม่ แต่คงเป็นของซึ่งไม่บริสุทธิ์เห็นได้ถนัด”
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการสอบสวนหรือหาข้อเท็จจริงเพื่อลงโทษกุหลาบในกรณีนี้
เป็นไปได้ว่าพระองค์ยังไม่ได้ทรงปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของกุหลาบ
ตรงกันข้าม ชื่อเสียงของกุหลาบซึ่งเริ่มปรากฏตั้งแต่ พ.ศ.2424 ในฐานะผู้รู้เรื่องเก่าๆ และมีหนังสือโบราณไว้ในครอบครองจำนวนมากยังคงขจรขจายต่อไป
เข้าใจว่าเพราะยังไม่มีกรณีที่รู้จักกันดีว่าเขาทำความเสียหายตรงไหน
สถานะ ก.ศ.ร.กุหลาบ
หอสมุด พระวชิรญาณ
พ.ศ.2427 เขาได้รับเชิญให้เข้าเป็นสมาชิกหอพระสมุดวชิรญาณซึ่งเป็นสโมสรเฉพาะ (exclusive) ของปัญญาชนไฮโซในขณะนั้น สามัญชนคนธรรมดาไม่มีสิทธิ์เป็นสมาชิก
สมเด็จฯ กรมหลวงพิชิตปรีชากร นายกหอพระสมุดวชิรญาณเสนอให้กุหลาบเป็นผู้ช่วยเหรัญญิกด้วยซ้ำไป
แต่ “มนันยา” นักเขียนซึ่งสืบตระกูลจาก ก.ศ.ร.กุหลาบ ระบุในหนังสือซึ่งเขียนและพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2539 ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
“ทรงรังเกียจ (เพราะ) มิใช่เจ้าและมิใช่ขุนนาง ทั้งมิใช่คนที่ทรงคุ้นเคย”
จึงแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยเหรัญญิกนี้ไปเสียเลย
ไม่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงพฤติกรรมของ ก.ศ.ร.กุหลาบแล้ว ตั้งแต่ขณะนั้นหรือเพียงแค่สงสัย
ความคลาดเคลื่อน เนื่องแต่
การ พระราชทานเพลิงศพ
กรณีที่ 2 เมื่อปลาย พ.ศ.2443 (ร.ศ.119 หากนับตามปฏิทินปัจจุบันจะตกในราว ค.ศ.1901 หรือ พ.ศ.2444) กุหลาบตีพิมพ์ข้อเขียนในวารสาร “สยามประเภท” ของเขา อธิบายระเบียบการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ
โดยอธิบายธรรมเนียมที่เขาอ้างว่ามีมาแต่โบราณแต่กลับปรากฏว่าผิด พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้มีการไต่สวน
ทีแรกกุหลาบอ้างว่าเอามาจากตำรา 65-70 เล่มที่ตนอ่าน
และอ้างด้วยว่าได้ยินได้ฟังจากผู้หลักผู้ใหญ่
แต่ในที่สุด กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา เสนาบดีกระทรวงวัง สรุปในรายงานการไต่สวนว่า กุหลาบสารภาพว่าไม่มีหนังสือ 65-70 เล่มดังกล่าวอ้าง
และไม่พบผู้ใหญ่ที่เป็นแหล่งความรู้ของกุหลาบในเรื่องดังกล่าว
ความผิดของกุหลาบในกรณีนี้โดยสรุปก็คือ “ไม่มีมูลความจริงเลย…นายกุหลาบเรียบเรียงโดยเดาขึ้นทั้งสิ้น”
ผลการไต่สวนตีพิมพ์ใน “ราชกิจจานุเบกษา” ฉบับวันที่ 31 มีนาคม ร.ศ.119
ในเชิงอรรถของ ธงชัย วินิจจะกูล อธิบายว่า เป็นราชกิจจานุเบกษา เล่ม 17,770-73,31 มีนาคม ร.ศ.119 ซึ่งเท่ากับ 31 มีนาคม พ.ศ.2443 ตามปฏิทินเดิม หรือเท่ากับ พ.ศ.2444 (ค.ศ.1901) ตามปฏิทินปัจจุบัน”
ซึ่ง ธงชัย วินิจจะกูล เห็นว่า เป็นการประจาน ก.ศ.ร.กุหลาบ แต่ไม่มีการลงโทษอย่างอื่น
ภาวะ คลาดเคลื่อน ประวัติ
สมเด็จพระสังฆราช (สา)
กรณีที่ 3 ในระยะวันเดือนปีเดียวกันนั้นเอง กุหลาบเขียนและตีพิมพ์พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราชปุสสเทว (สา) แถมยังทูลเกล้าฯ ถวาย 2,000 ฉบับ เพื่อเป็นหนังสือสำหรับงานพระเมรุของสมเด็จพระสังฆราชฯ
พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า กุหลาบคงต้องการโฆษณาตัวเอง อวดว่ารู้จักสมเด็จพระสังฆราชดี แต่กลับเต็มไปด้วยข้อความน่าสงสัยและผิดๆ
จึงทรงโปรดฯ ให้ตั้งกรรมการสอบสวน โดยมี สมเด็จฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นประธาน ผลการสอบสวนเห็นว่ากุหลาบทำความผิดถึง 7 ประการเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราชที่เขาเรียบเรียงขึ้น
หนังสือของกุหลาบจึงไม่ควรเป็นที่เชื่อถืออีกต่อไปเพราะเต็มไปด้วยความเท็จ
นอกจากนี้ การที่กุหลาบกล้าถวายหนังสืออันเป็นความเท็จยังถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกด้วย แต่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โทษจำคุกเป็นเพียงภาคทัณฑ์ไว้
ด้วยทรงมีพระเมตตาว่ากุหลาบเป็นคนชราอายุมากแล้ว
พระเจ้าแผ่นดิน สุโขทัย
จาก ปิ่นเกษ จุลปิ่นเกษ
กรณีที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2449 “สยามประเภท” ตีพิมพ์เรื่องแต่งของกุหลาบว่าครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า พระปิ่นเกษ และพระองค์ต่อมาทรงพระนามว่า พระจุลปิ่นเกษ โดยในรัชสมัยหลังนี้สุโขทัยต้องเสียพระนครแก่กรุงศรีอยธยา
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงกริ้ว เพราะเป็นการแปลงพระนามของพระองค์ไปเกี่ยวข้องกับการเสียบ้านเสียเมือง
กุหลาบถูกลงโทษ “ไปคุมไว้ที่โรงเลี้ยงบ้า 7 วัน แล้วปล่อยตัวไป”
พฤติกรรมทำนองนี้ของกุหลาบน่าจะมีอีกหลายกรณีแต่ไม่เป็นที่กล่าวขวัญถึง เพราะเขามีผลงานเขียนและตีพิมพ์เรื่องราวต่างๆ นานร่วม 40 ปี (หากนับจากนิราศอีสาน พ.ศ.2422 ถึงสิ้นชีวิต 2462)
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 4 กรณี ก.ศ.ร.กุหลาบ 4 ข้อกล่าวหาใหญ่
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com