โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"อ.ธนภัทร" เผย “กัมพูชา” ยื่นฟ้องศาลโลกฝ่ายเดียวได้

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 09.41 น.

"อ.ธนภัทร" เผย “กัมพูชา” ยื่นฟ้องศาลโลกฝ่ายเดียวได้ มอง มีนัยยะการเมือง เหตุ เคยชนะไทยคดี “เขาพระวิหาร” แนะ "ไทย" เร่งตั้งรับแถลงการณ์ไม่รับอำนาจอย่างเป็นทางการ ชี้ หากนิ่งเฉยจะกลายเป็นยอมรับเขตอำนาจศาลโดยปริยาย

วันที่ 14 มิ.ย. 68 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและอาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศและศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาว่า คาดว่าทางฝั่งกัมพูชายืนยันจะยื่นเรื่องนี้ต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ดังนั้นสิ่งที่ไทยจะต้องทำต่อคือการมีจุดยืนที่ชัดเจน หากเราไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกจะต้องทำแถลงการณ์โดยนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศต่อสาธารณะชน และอาจจะต้องทำหนังสือไปยังศาลโลกว่าไทยไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดี เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่าไทยยอมรับขอบเขตอำนาจศาลโลกโดยปริยาย นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการตั้งคณะทำงานภายในประเทศ เพื่อหาแนวทางและกลไกในการดำเนินการต่อไปเกี่ยวกับข้อพิพาทแนวชายแดน เพราะอาจมีบริเวณอื่นที่จะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต ซึ่งทางรัฐบาลจะต้องมีการสื่อสารสาธารณะให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประชาชนมองว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย

ส่วนวันที่ 15 มิถุนายน กัมพูชาจะยื่นเรื่องข้อพิพาทต่อศาลโลกฝ่ายเดียว จะทำได้หรือไม่ ผศ.ดร.ธนภัทร ตอบว่า โดยหลักการใครฟ้องก็สามารถฟ้องได้ แต่ศาลจะรับหรือไม่ก็อีกเรื่อง ดังนั้นไทยจะต้องแถลงการณ์ให้ชัดเจนว่าไม่รับเขตอำนาจของศาลโลก เพื่อให้ศาลโลกพิจารณาว่าศาลก็ไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี ซึ่งการที่กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลกในวันที่ 15 มิถุนายนมีนัยยะ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันเดียวกับที่เคยมีคำพิพากษากับคดีเขาพระวิหาร จึงมองว่าเป็นนัยยะทางการเมืองที่ทำให้ฮึกเหิมภายในประเทศ

ส่วนหากการเจรจาไม่เป็นผลจะเพิ่มข้อกดดันได้อย่างไรนั้น ควรมองการเจรจาเป็นขั้นๆไป อย่างไรก็ตามตนคาดว่ากลไกการเจรจา JBC ก็คงยังอยู่ เพราะไม่ได้มีการยกเลิกอะไร และเป็นการให้ความยินยอมล่วงหน้าแล้วของทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้น JBC ถือเป็นกลไกแรกที่ทางรัฐบาลไทยน่าจะมองว่าเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด แต่หากไม่เป็นผลก็อาจจะต้องมองถึงบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องร่วมเจรจาในอนาคต ซึ่งก็คาดว่าจะอยู่ในระดับอาเซียนก่อน

ซึ่งบทบาทของอาเซียนตอนนี้มีกลไกที่รับรองอยู่คือ กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) ซึ่งจะมีเวทีที่พูดคุยหลายระดับ และอาจจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกัน ซึ่งหากทั้ง 2 ประเทศยกระดับความกดดันจะเป็นผลอย่างไรกับอาเซียนนั้น ก็ต้องดูว่าประเด็นที่ยกขึ้นมากดดันกันนั้นเป็นลักษณะไหน หากเป็นประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจก็จะเกิดผลค่อนข้างมาก ก็จะนำไปสู่การเจรจากันมากขึ้น ส่วนเรื่องความรุนแรง มองว่าเราไม่ควรเริ่มความรุนแรงก่อน แต่หากท้ายที่สุดเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายเรื่อง

กรณีหลายฝ่ายมองว่าทางกัมพูชาออกแถงการณ์นำหน้าไทย ก็จะนำไปสู่ปัญหาภาพลักษณ์แน่นอน เพราะกัมพูชาจัดตั้งทีมค่อนข้างครบถ้วน มีการดำเนินการทุกอย่างค่อนข้างชัดเจนและมีระบบ และแถลงการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่ขณะที่ไทยกลับใช้วิธีตั้งรับเยอะกว่า โดยเป็นการรอให้ฝั่งเขาแถลงแล้วฝั่งเราค่อยแก้เป็นเรื่องๆ ไทยขาดความเป็นเอกภาพและระบบลำดับขั้นตอนการดำเนินการ ดังนั้นควรสื่อสารกับประชาชนให้ชัด

ส่วนเรื่องข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ตอนนี้กัมพูชาพยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดของเขา แต่ส่วนของไทยยังยืนยันใช้กลไก JBC ซึ่งหากผลการเจรจาวันนี้และในอนาคตไม่นำไปสู่อะไรเลย ตรงนี้ประเทศไทยจะมีปัญหาแน่นอน แต่ประเทศไทยจะได้เปรียบกลับมาก็ต่อเมื่อ กัมพูชายื่นฟ้องศาลโลก แล้วศาลได้มีคำพิพากษาออกมาว่าไม่มีเขตอำนาจในเรื่องนี้ ไทยก็จะได้เปรียบเพราะไทยมีการดำเนินการแล้ว และศาลไม่มีอำนาจในการเจรจา ดังนั้นจึงต้องเจรจา JBC ที่ยินยอมทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้แถลงการณ์ที่ฮุนเซนพูดถึงการให้นานาชาติกดดันมาที่ไทย ให้นำเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก จะมีผลต่อไทยหรือไม่ ผศ.ดร.ธนภัทร บอกว่า เรื่องนี้ถือว่าสำคัญ กัมพูชาเลือกใช้กลไกนี้เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาใช้กลไกยื่นฟ้องฝ่ายเดียว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...