ศาลรัฐธรรมนูญสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ อำนาจล้นเกินหรือไม่ ?
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกฯ แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ : ประชาชนควรตั้งคำถามอะไรต่อไป ?
วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 สั่งให้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ระหว่างที่ศาลรับเรื่องร้องเรียนว่านายกฯ อาจจะทำผิดจริยธรรมจากกรณีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับอดีตผู้นำกัมพูชา สมเด็จฮุนเซน
แม้หลายคนอาจเห็นด้วยกับการที่ศาลรับเรื่องไว้พิจารณา เพราะประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติต้องมีการตรวจสอบ แต่คำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที โดยที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ก็ทำให้เกิดคำถามถึงความสมดุลของอำนาจระหว่างองค์กรอิสระกับรัฐบาลที่มาจากเสียงประชาชน
คลิปเสียง กับคำถามเรื่องความเหมาะสม
ในคลิปที่เผยแพร่ออกมา เสียงของนายกฯ แพทองธารพูดคุยกับฮุนเซนในลักษณะที่เหมือน “อ่อนข้อ” ให้กับผู้นำกัมพูชาในประเด็นข้อพิพาทชายแดน หลายคนจึงกังวลว่าอาจเป็นการเสียเปรียบหรือกระทบต่ออธิปไตยของไทย
อย่างไรก็ตาม เราควรมองให้รอบด้านว่า…
ถ้านี่เป็นแค่การพูดคุยที่ยังไม่เป็นข้อยุติ และยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการ ก็ควรตรวจสอบผ่าน กระบวนการรัฐสภา เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ ไม่ใช่ใช้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินในเบื้องต้นทันที
หากนายกฯใช้ช่องทางส่วนตัวคุยเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้จริง ก็ควรถูกวิจารณ์ในแง่ จริยธรรมและดุลยพินิจ มากกว่าจะตีความว่า“ผิดร้ายแรง” ทันที เพราะกระบวนการทูตควรเปิดเผยและเป็นทางการ
รัฐธรรมนูญ 60 กับอำนาจที่ล้นเกินขององค์กรอิสระ
สิ่งที่สังคมพึงตั้งคำถามให้ดังขึ้นคือ บทบาทขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ดูเหมือนจะมีอำนาจมากเกินไป จนสามารถ “ตัดสินแทนประชาชน” ได้ในหลายกรณี
มาตรฐานจริยธรรมที่ใช้พิจารณาผู้นำการเมืองนั้นค่อนข้างกว้างและตีความได้หลายแบบ ต่างจากเรื่องคดีอาญาที่ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน เมื่อใช้มาตรฐานนี้ตัดสินผู้นำที่มาจากประชาชน ก็อาจกลายเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ได้ในอนาคต หากไม่มีการถ่วงดุลกันอย่างรอบคอบ
สรุป ใครควรเป็นคนตัดสิน ?
ในระบบประชาธิปไตย ผู้นำรัฐบาลที่บริหารผิดพลาดในเชิงนโยบายหรือในแง่จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ควรถูกตรวจสอบและตัดสินโดย สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน หรือในที่สุดก็ต้องถูกตัดสินด้วยเสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ไม่ควรปล่อยให้การตัดสินทางการเมืองขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในห้องประชุมขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอิสระ ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
เว้นแต่ประเด็นความผิดในการทุจริตคอรัปชั่นจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยตำแหน่งฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติที่พึงดำเนินการเอาผิดด้วยองค์กรอิสระภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้มีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งการตัดสิทธิ์ทางการเมืองขั้นเด็ดขาด