โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท อ่อน-แข็ง ใครได้ ใครเสีย ? ผันผวนทั้งสัปดาห์ สะเทือนกระเป๋าทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

Thairath Money

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 07.15 น.
ภาพไฮไลต์

หลายคนอาจคุ้นหูกับคำว่า “เงินบาทแข็ง” หรือ “เงินบาทอ่อน” แต่รู้ไหมว่า ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้ ส่งผลโดยตรงกับทั้งค่าครองชีพ การเดินทาง และกระเป๋าสตางค์ของเรามากกว่าที่คิด

ค่าเงินนั้นเปรียบเสมือน “อำนาจซื้อ” ตัวอย่างคือ เมื่อเงินบาทแข็งค่า หมายความว่า คนไทยจะใช้เงินบาทน้อยลงในการแลกเงินต่างประเทศ ส่งผลดีต่อผู้นำเข้าและคนที่วางแผนจะไปเที่ยวหรือซื้อของจากต่างประเทศ

เช่น เมื่อวานเงิน 30 บาท สามารถแลกได้ 1 ดอลลาร์ แต่วันนี้ 28 บาท สามารถแลกได้ 1 ดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากเงินบาทแข็ง เราจะมีอำนาจซื้อด้วยสกุลเงินดอลลาร์ได้มากขึ้น

ในขณะที่เงินบาทอ่อนค่า หมายถึง เมื่อวาน 30 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์ แต่วันนี้อัตราแลกเปลี่ยนถูกปรับให้ค่าเงินเป็น 32 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์

หรือก็คือ เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเงินต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ราคาสินค้านำเข้าอาจปรับตัวขึ้น แต่ผู้ส่งออกจะได้เปรียบเพราะได้เงินต่างประเทศกลับมาแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น

ค่าเงินแบบนี้ ใครได้ ใครเสีย?

เงินแต่ละสกุลมีลักษณะเหมือนสินค้าที่ราคาขึ้นลงจากกลไกตลาด หรือกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานเงินตราของแต่ละประเทศ ซึ่งการที่ค่าเงินแข็ง/อ่อนนั้น มีทั้งคนที่ได้และเสียผลประโยชน์อยู่ด้วยกัน เช่น

เมื่อเงินบาทแข็งค่า

คนที่ได้ประโยชน์ คือ

  • ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

จ่ายเงินเท่าเดิม ได้ของเพิ่มขึ้น หรือนำเข้าสินค้าเท่าเดิมในราคาที่ถูกลง

  • คนไทยที่ไปต่างประเทศ

นักท่องเที่ยวหรือนักศึกษาชาวไทยที่ถือเงินสกุลบาท จะสามารถแลกเงินได้มากขึ้น

  • บุคคลทั่วไป

ได้ซื้อสินค้านำเข้าในราคาที่ถูกลงเนื่องจากต้นทุนต่ำ

คนที่เสียผลประโยชน์ คือ

  • ผู้ส่งออก

ส่งของออกต่างประเทศในปริมาณเท่าเดิม แต่แลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง

  • คนไทยที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ

เอาค่าจ้างแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง

ในทางกลับกัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่า

ผู้ที่ได้ประโยชน์ คือ

  • ผู้ส่งออก

ส่งของออกด้วยปริมาณเท่าเดิม แต่แลกกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น

  • คนไทยที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ

เอาค่าจ้างแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น

ผู้ที่เสียผลประโยชน์ คือ

  • ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

จ่ายเงินเท่าเดิม ได้ของน้อยลง หรือนำเข้าสินค้าในราคาแพงขึ้น

  • คนไทยที่ไปต่างประเทศ

นักท่องเที่ยวหรือนักศึกษาชาวไทยที่ถือเงินสกุลบาท จะสามารถแลกเงินได้น้อยลง

  • บุคคลทั่วไป

ได้ซื้อสินค้านำเข้าในราคาที่แพงขึ้นเนื่องจากการนำเข้าแพง

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการเงินของคนไทย ทั้งในแง่โอกาสและความเสี่ยง

ดังนั้นเราจึงต้องจับตาและรู้ทิศทางของค่าเงินเพื่อให้ปรับตัวตามทันสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพื่อวางแผนการเงินของตัวเองให้มั่นคง

สถานการณ์ค่าเงินบาทในปัจจุบัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทมีความผันผวนท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน

โดยมีการคาดว่าในสัปดาห์นี้ (30 มิ.ย. - 4 ก.ค.) กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 32.30-33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีรายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือนพ.ค. ของไทย, ปัจจัยการเมืองในประเทศ, ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ, ทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก รวมไปถึงการเจรจาเรื่องนโยบายภาษีกับทรัมป์ และสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ที่ต้องจับตามองว่าจะส่งผลอย่างไรกับค่าเงินบาทในอนาคต

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาท อ่อน-แข็ง ใครได้ ใครเสีย ? ผันผวนทั้งสัปดาห์ สะเทือนกระเป๋าทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...