โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ละเมิด "หยุดยิง" ไทยควรจัดการกัมพูชาอย่างไร? เมื่อสัญญาไม่เป็นสัญญา

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 31 ก.ค. 2568 เวลา 00.03 น.
ไทยควรดำเนินการอย่างไร เมื่อกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังสร้างภาพตบตาชาวโลก นักวิชาการแนะไทยควรใช้กฎหมายระหว่างประเทศจัดการอย่างเด็ดขาดโดยมุ่งเป้าที่ตัวผู้นำกัมพูชา

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเกิดขึ้นต่อนเนื่องแม้ 2 ชาติ ได้ตกลงร่วมกันในการประกาศหยุดยิง เพื่อยุติการปะทะทางทหารบริเวณชายแดน โดยข้อตกลงดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 24.00 น. ของวันที่ 28 ก.ค. 2568

เสียงปืนจากฝั่งกัมพูชาได้ทำลายบรรยากาศแห่งสันติภาพ และความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่าง 2 ประเทศ และ ทำให้ไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนฝั่งไทย

คำถามที่ตามมาคือการหยุดยิงที่ตกลงกันไว้มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่? และ ไทยควรดำเนินการอย่างไรภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อตกลงหยุดยิง: ไม่ใช่สนธิสัญญา แต่ยังมีน้ำหนัก

ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ TNN ONLINE อธิบายว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงหยุดยิง (ceasefire agreements) โดยมากไม่ถือเป็น "สนธิสัญญา" (treaty) ตามความหมายในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดเจนและผ่านกระบวนการให้สัตยาบันของรัฐ

อย่างไรก็ตามแม้ข้อตกลงหยุดยิงจะไม่อยู่ในรูปของสนธิสัญญา หากแต่การละเมิดข้อตกลงที่ทำกันไว้โดยสุจริต ย่อมกระทบต่อหลักพื้นฐานที่ว่า "สัญญาต้องเป็นสัญญา" (pacta sunt servanda) ซึ่งมีหลักการที่ว่าข้อตกลงใด ๆ ที่ภาคีได้ให้คำมั่นสัญญา ย่อมต้องปฏิบัติตามอย่างสุจริต

เมื่อมีฝ่ายใดละเมิดข้อตกลง อีกฝ่ายสามารถยกเลิกข้อตกลงนั้นได้ ซึ่งในกรณีนี้ไทยจึงใช้สิทธิป้องกันตนเองได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

สิทธิในการป้องกันตนเอง: ไทยมีสิทธิหากการละเมิดเกิดขึ้นจริง

ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวว่ามาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กำหนดให้รัฐมีสิทธิในการใช้กำลังเพื่อป้องกันตนเองจากการโจมตีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตนตกเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน

โดยกรณีที่ไทยถูกโจมตีหรือมีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงก่อน ไทยมีสิทธิที่จะดำเนินการป้องกันในลักษณะที่ได้สัดส่วน (proportional) และจำกัดอยู่ในกรอบของการตอบโต้เชิงรับ ไม่ใช่ขยายความขัดแย้งให้บานปลาย

ทั้งนี้ การกระทำใดของไทยในพื้นที่ชายแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของตน ไม่ถือเป็นการละเมิดหากกระทำภายในเขตแดนและเพื่อป้องกันความมั่นคง

แม้ไทยจะตอบโต้กัมพูชาตามสิทธิฯด้วยสาเหตุถูกละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่สิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม คือ หลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งห้ามการโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างเด็ดขาด

หากข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชาตั้งฐานยิงในเขตชุมชน หรือละเมิดหลักไม่เลือกเป้าหมายในการโจมตี (indiscriminate attack) เป็นเรื่องจริง นั่นอาจเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และอาจถูกตีความว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” ได้

แนะ "ไทย" ปรับกลยุทธ์จากรุกเป็นรับ

ผศ. ดร.ธนภัทร เห็นว่า ไทยควรยกระดับการดำเนินการให้มากกว่าการแถลงข่าวตอบโต้กัมพูชาเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นการดำเนินการตอบโต้ในลักษณะ "ตั้งรับ" โดยเสนอแนวทางไว้ 4 ข้อ

1.การรวบรวมหลักฐาน
ไทยควรรวบรวมหลักฐานการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยกัมพูชาอย่างเป็นระบบ ทั้งในรูปภาพ วิดีโอ รายงานข่าว และข้อมูลทางการ เพื่อแสดงต่อองค์กรระหว่างประเทศ

2. การยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)
ที่ผ่านมาไทยมักรอให้มีข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชา แล้วจึงชี้แจงกลับ ซึ่ง UNSC จะไม่หยิบยกคำชี้แจงของไทยมาเป็นหลักในการพิจารณา แต่หากเปลี่ยนวิธีโดยไทยเป็นผู้ริเริ่ม โดยื่นเรื่องที่ไทยได้รับผลกระทบเข้าสู่ UNSC ด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา การพิจารณาในลักษระนี้จะเป็นไปตามกรอบที่ไทยกำหนดเอง และ มีความได้เปรียบในการพิจารณามากกว่า เช่น กรณีกัมพูชาวางทุ่นระเบิดในเขตปลอดระเบิด , การโจมตีใส่พลเรือน และ โรงพยาบาล

3.การแยกเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นระบบ
ไทยไม่ควรสรุปรวมทุกประเด็นไว้ในเรื่องเดียว แต่ควรแยกการร้องเรียนเป็นกรณีไป เช่น กรณียิงโรงพยาบาล การใช้ทุ่นระเบิด หรือการละเมิดอธิปไตย เพื่อให้แต่ละประเด็นได้รับการพิจารณาอย่างตรงจุด

4.การดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
ไทยสามารถใช้บทบัญญัติมาตรา 12(3) ของธรรมนูญกรุงโรมเพื่อยื่นคำร้องเฉพาะเรื่อง เช่น การให้ ICC เข้าสืบสวนพื้นที่ หรือการดำเนินคดีต่อผู้นำกัมพูชาที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐภาคีของ ICC ก็สามารถทำได้ ซึ่งเชื่อว่าการพุ่งเป้าไปยังผู้นำกัมพูชาในข้อหาเป็นอาชญากรสงครามจะช่วยลดความแข็งกร้าวของกัมพูชาลงได้

ผศ.ดร.ธนภัทร ย้ำว่า ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ไทยควรเร่งดำเนินการเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นรุก ซึ่งจากกรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการใช้กลไกอาเซียนไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งได้ ดังนั้นรัฐไทยควรใช้ “เครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศ” ที่มีอยู่ในการควบคุมโจทย์ ควบคุมกรอบ และควบคุมเวทีเจรจา เพื่อให้ประเทศไทยไม่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...