โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้น ECF-DV8 กอดคอดิ่งเหว 30% โบรกเตือนลงทุนอย่างระมัดระวัง หลัง ก.ล.ต.-ตลท.จับตาอย่างใกล้ชิด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 03.30 น.

ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 16 ก.ค. 2568 หุ้น ECF หรือ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) ร่วงแรง 30.00% ลดลง 0.60 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.40 บาท ขณะที่DV8 หรือ บริษัท ดีวี8 จำกัด (มหาชน) ร่วง 23.26% ลดลง 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 6.60 บาท

กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากสถานการณ์ที่หุ้นกลุ่ม Small Cap อย่าง DV8 และ ECF มีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้เกิดคำถามจากนักลงทุนเกี่ยวกับสาเหตุของการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

"เป็นหุ้นในกลุ่ม Small Cap ที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดโดยรวม การปรับตัวของราคาหุ้นทั้ง DV8 และ ECF ขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตัวค่อนข้างมาก"

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีมาตรการควบคุมและออกมาเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหุ้น แนะนำว่า หากนักลงทุนไม่มีข้อมูลหรือความเข้าใจที่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น ECF และ DV8 ไปก่อน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ นักลงทุนจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับการซื้อขายหุ้น 2 ตัวนี้

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขายหลักทรัพย์ DV8 เป็นระดับ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. - 5 ส.ค. 2568 ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว หลักทรัพย์ DV8 จะซื้อขายด้วยวิธี Auction และห้าม Net settlement เพิ่มเติมจากเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรการระดับ 1 โดยผู้ลงทุนที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ DV8 สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ 3 ช่วง คือ Pre-open 1/ Pre-open 2 และ Pre-close และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสุ่มเวลาจับคู่ (random) วันละ 3 รอบ ดังนี้

หลักทรัพย์ DV8 เริ่มอยู่ในมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 2568 เนื่องจากสภาพการซื้อขายปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้าอย่างมาก โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานและสารสนเทศสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ช่วงที่อยู่ในมาตรการพบว่าปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างมาก (เฉลี่ยวันละ 5 ล้านหุ้น) ขณะที่ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สภาพการซื้อขาย DV8 ในวันนี้(15 ก.ค. 2568) ปรับตัวสูงมากทั้งราคาและปริมาณ โดยราคาปิด New high ที่ 8.60 บาท (+21.13%) ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ 18 ล้านหุ้น ด้วย P/E ขาดทุน และ P/BV ที่ 15.4 เท่า ส่งผลให้ Market Cap ปรับสูงขึ้นเป็น 11,356 ล้านบาท จาก 700 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 เดือน โดยพบว่าในช่วงก่อนหน้า (วันที่ 3 ก.ค. และ 11 ก.ค.2568) บริษัทแจ้งสารสนเทศเกี่ยวกับการทำคำเสนอซื้อ (Tender offer) ที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมากที่ราคาหุ้นละ 0.56 บาท โดยหากซื้อได้ไม่ถึง 990 ล้านหุ้น จะยกเลิกการทำ Tender offer และผู้ทำคำเสนอซื้อมีแผนที่จะนำเสนอการขยายธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล โดยอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ของธุรกิจคาดว่าจะได้ความแน่นอนเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนภายในไตรมาส 4 ปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงยกระดับมาตรการกำกับการซื้อขายเป็นระดับ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. – 5 ส.ค. 2568 และขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาปัจจัยพื้นฐานและข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือประกอบให้รอบคอบก่อนการลงทุน

หมายเหตุ : มาตรการกำกับการซื้อขายให้สมาชิกดำเนินการ

ระดับ 1: ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance (ซื้อด้วยเงินสด 100%)

ระดับ 2: ห้าม Net settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย, Cash Balance และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

ระดับ 3: หยุดพักการซื้อขาย 1 วัน ในวันทำการแรก, เมื่ออนุญาตให้ซื้อขาย ห้าม Net Settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย, Cash Balance และให้ซื้อขายด้วยวิธี Auction

ด้าน DV8 ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการสอบถามถึงพัฒนาการใดๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของ บริษัท ดีวี8 จำกัด (มหาชน) หรือ DV8) เนื่องจาก พบว่าสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากวันก่อนหน้า เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและหรือผู้ลงทุนได้มีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างครบถ้วน
บริษัทขอชี้แจงดังนี้

1.บริษัทมีพัฒนาการใดๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย หรือสารสนเทศที่มีนัยสำคัญที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯในระยะเวลาอันใกล้ เช่น การเพิ่มทุน การร่วมทุน การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อพิพาทที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ : ไม่มี

2.บริษัททราบถึงสาเหตุอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหรือไม่ : ไม่ทราบ

3. สารสนเทศอื่นที่บริษัทต้องการชี้แจง (ถ้ามี):ไม่มี

หากมีข้อมูลใด ๆ ที่บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯ จะแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป

ขณะที่ ก.ล.ต. สั่งการให้ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF ชี้แจงข้อมูลกรณี ECF ได้มีการเปลี่ยนแปลงราคาใช้สิทธิในการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ECF (ECF-W5) จากราคาใช้สิทธิที่คำนวณตามสูตรที่กำหนดในข้อกำหนดสิทธิของ ECF-W5 ที่ 0.55 บาทต่อหุ้น เป็น 5 บาทต่อหุ้น ซึ่งอาจทำให้ผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ถือ ECF-W5 ด้อยไปกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

สืบเนื่องจาก ECF ได้ชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink) เกี่ยวกับการปรับสิทธิ ECF-W5 จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ (par) ของหุ้น ECF

โดยการรวมหุ้น (โดยการรวม par จาก 0.25 บาทต่อหุ้น เป็น 5 บาทต่อหุ้น) รวมทั้งการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (right offering) และการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญครั้งที่ 6 (ECF-W6) ซึ่งทำให้ราคาใช้สิทธิและอัตราการใช้สิทธิในการแปลงสภาพ ECF-W5 เป็นหุ้น ECF เท่ากับ 0.55 บาทต่อหุ้น และ 1 หน่วย ECF-W5 ต่อ 0.99 หุ้นสามัญ ตามลำดับ

ต่อมา ECF ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงราคาใช้สิทธิจาก 0.55 บาทต่อหุ้น เป็น 5 บาทต่อหุ้นว่าเป็นผลจากในขณะที่ ECF เสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เพื่อพิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขาย ECF-W5 นั้น ECF มีกำไรสะสม จึงไม่สามารถขอและไม่ได้ดำเนินการขอมติอนุมัติให้ออกหุ้นรองรับในราคาต่ำกว่า par ตามมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด) ได้

ดังนั้น เมื่อ ECF คำนวณราคาใช้สิทธิใหม่ตามข้อกำหนดสิทธิของ ECF-W5 ซึ่งต่ำกว่า par ณ ปัจจุบัน ECF จึงเห็นว่า สามารถกำหนดราคาใช้สิทธิได้เพียงเท่ากับ par ณ ปัจจุบัน ที่อยู่ที่ 5 บาทต่อหุ้น โดยไม่สามารถออกหุ้นรองรับในราคาต่ำกว่า par ได้ เพราะจะทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนเพิ่มทุนชำระแล้วจากการใช้สิทธิได้ จึงปรับราคาใช้สิทธิจาก 0.55 บาทต่อหุ้น เป็น 5 บาทต่อหุ้น เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2567 และตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. เห็นว่า ผลการเปลี่ยนแปลงราคาใช้สิทธิของ ECF-W5 ทำให้ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาใช้สิทธิที่กำหนดไว้เดิม ในขณะที่หลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. กำหนดว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (ใบสำคัญแสดงสิทธิฯ) ต้องมีข้อผูกพันที่มีเหตุและเงื่อนไขในการปรับสิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิฯ เพื่อมิให้ผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ที่ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิฯ จะได้รับเมื่อมีการใช้สิทธิด้อยไปกว่าเดิม พร้อมทั้งสูตรการคำนวณ

พิจารณาได้ว่า การเปลี่ยนแปลงราคาใช้สิทธิของECF-W5 เป็นกรณีที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์หรือต่อการตัดสินใจในการลงทุน หรือต่อการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ของ ECF อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการออกหุ้นในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้เป็นเรื่องที่อยู่ในบทบัญญัติของ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด

ก.ล.ต. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้ ECF ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ ECF ระบุว่าได้พิจารณาหารือร่วมกับนายทะเบียนบริษัทมหาชนอย่างใกล้ชิดก่อนจะดำเนินการปรับราคาใช้สิทธิดังกล่าว ต่อ ก.ล.ต. ภายในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 พร้อมให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านระบบ SETLink ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...